การเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม 2556 จะเป็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งที่ 10 นับจากมีการประกาศพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ.2518
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในครั้งแรกนั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2518 ในครั้งนั้น นายธรรมนูญ เทียนเงิน จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการเลือกตั้งเป็น ผู้ว่าฯ กทม. ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นคนแรกด้วยคะแนนเสียง 99,247 คะแนน โดยมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เพียงร้อยละ 13.86 เท่านั้น
การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง ในฐานะที่เป็นเมืองใหญ่มีประชากรกว่า 10 ล้านคน ก.ก.ต.ประกาศใช้งบประมาณเลือกตั้ง 46,000 ล้านบาท
การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ ซึ่งมีผู้สนใจรับสมัครเลือกตั้ง จำนวน 25 คน ในหลายๆ นโยบายที่เป็นข้อเสนอในการเลือกตั้ง ย่อมเป็นพัฒนาการที่ดีของการเมืองท้องถิ่น อันเป็นความหวังของประชาชน
แม้ปัญหาหลายสิ่งหลายอย่างที่เชื่อมระหว่างหลายหน่วยงาน ที่ผู้ว่าฯ กทม.อาจจะแก้ไขไม่ได้ แต่หลายนโยบาย ประชาชนระดับล่างก็สามารถเจรจาต่อรองได้ เช่น ที่อยู่อาศัย สวัสดิการ การศึกษา เป็นต้น
ขณะที่หลายจังหวัดของประเทศ ประชาชนในท้องถิ่นไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกผู้บริหารของตนเอง
ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย รายชื่อจังหวัดในประเทศไทยเรียงตามจำนวนประชากร เมื่อ 31 ธันวาคม 2554 พบว่า จังหวัดที่มีประชากรเกิน 10 ล้านคน มีอยู่ 20 จังหวัดทั่วประเทศ
จังหวัดใหญ่ๆ เช่น โคราช อุบลราชธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ บุรีรัมย์ อุดรธานี นครศรีธรรม ราช ศรีสะเกษ สุรินทร์ สงขลา จังหวัดเหล่านี้ กลับเป็นที่ให้เจ้าพระยามาเหยียบเมืองรอเป็นใหญ่ในกระทรวง
ดูเหมือนว่า หลายอย่างของการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่รัฐส่วนกลาง ไม่อาจแก้ปัญหาความต้องการของประชาชนในระดับท้องถิ่นได้ ทั้งปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ปัญหาปากท้องจนถึงโครงสร้าง
แม้ว่า หลังจากเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 จะมีความพยายามรณรงค์ผลักดันให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง แต่ดูเหมือนว่า นักการเมืองในรัฐสภาที่ผ่านมาไม่มีการผลักดันเรื่องนี้จริงจัง
ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญปี 2540 และ ปี 2550 ในหมวด 5 ว่าด้วย "แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ" มาตรา 78 บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้
(3) กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่น ให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น
5 ปีของรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ จากฝ่ายนิติบัญญัติ กลไกในระบบรัฐสภาที่มีหน้าที่ออกกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญโดยตรง ก็ยังไม่มี ส.ส.พรรคไหนสนใจผลักดันเรื่องนี้
เมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ (คปร.) ได้มีข้อเสนอ "แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย" ต่อพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เกี่ยวกับ "การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐ" ว่า
"หลักการเบื้องต้นของการกระจายอำนาจ คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นสามารถจัดการชีวิตและชุมชนของตนเองได้มากขึ้น โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนและพัฒนาคุณภาพชีวิต การตัดสินใจและการอนุมัติ/อนุญาตให้มีการดำเนินการใดๆ ในท้องถิ่นที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของประชาชน ในขณะเดียวกัน การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจะต้องสอดประสานไปกับการส่งเสริมประชาธิปไตยทางตรงในการตัดสินใจและการบริหารจัดการด้านต่างๆ ในสังคม นอกเหนือจากการอาศัยระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน อันเป็นรูปแบบหลักในปัจจุบัน"
1. กลไกการบริหารจัดการตนเองของชุมชนและประชาชนในท้องถิ่น ด้วยรูปแบบและกลไกแบบประชาสังคม ซึ่งมีอยู่แต่ดั้งเดิมและหลากหลายในแต่ละพื้นที่ สอดประสานกับกลไกที่สองคือ
2. กลไกการบริหารราชการหรือการปกครองท้องถิ่น ซึ่งได้รับการโอนอำนาจหน้าที่จากรัฐบาลส่วนกลาง ผู้บริหารและสภาท้องถิ่นซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการ
นายพงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย หนึ่งในกรรมการปฏิรูป กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่า
"เราก็พบว่าปัจจุบันสังคมมันสลับซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งปัญหามีความยุ่งยากมากขึ้น และการสั่งการแบบบรรทัดฐานเดียว (Universal) และไม่เยอะแยะ (Particular) ความแตกต่างของแต่ละท้องถิ่นก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย กลไกรัฐอย่างเดียว ทำให้อ่อนแอ... มันทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอทั้งสิ้น"
ข้อเสนอเรื่องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ด้วยการยกเลิกระบบบริหารราชการส่วนภูมิภาค โดยให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ โดยตรง จึงมีการแลกเปลี่ยนอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชน ดังที่จะกล่าวในตอนต่อไป.