พลิกโผ 'แม่ทัพภาคที่ 4' ดับไฟใต้สูตรวิ่งผลัด-ส่ง 'สายพิราบ' รับไม้

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พุธที่ 13 มีนาคม 2556 00:00:07 น.

ทีมงานในการเริ่มต้นกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพที่ได้ไปลงนามกับ "บีอาร์เอ็น" ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา กำลังเร่งดำเนินการในรายละเอียดเพื่อนำไปสู่การเปิดโต๊ะพูดคุยอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 28 มี.ค.นี้ โดยทั้งสองฝ่ายต้องมี "โรดแม็พ" ติดมือไปเพื่อนำไปเปรียบเทียบกันคณะทำงานของไทย ซึ่งอยู่ในรูปของคณะอนุกรรมการฯ ภายในคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กปต.) ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ต้องระดมข้อมูลจากนักวิชาการ และสถาบันที่ศึกษาเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพ ซึ่งองค์กรหลักน่าจะเป็น สถาบันพระปกเกล้า ที่เคยทำวิจัยร่วมกับองค์กรนานาชาติ ถอดแบบกระบวนการสร้างสันติภาพในทั่วทุกภูมิภาคของโลก

ความชัดเจนว่าความต้องการของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ กับรัฐไทย จะมีจุดร่วมอยู่ตรงไหน จะมีความชัดเจนขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งความชัดเจนเหล่านั้นจะกลายเป็นข้อตกลงที่นำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในอนาคต

โจทย์เบื้องต้นที่ต้องทำคือ "การยุติความรุนแรง" ให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ การวางอาวุธ ของกลุ่มกองกำลังที่ปฏิบัติการในพื้นที่เกือบ 3 หมื่นคน ซึ่งน่าสนใจว่าข้อแลกเปลี่ยนจะเริ่มจากใครก่อน

แน่นอนว่า กลุ่มบีอาร์เอ็น ต้องเสนอให้ฝ่ายรัฐไทย ยกเลิกพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และใช้พระราชบัญญัติความมั่นคง ในมาตรา 21 เพื่อเปิดทางให้ผู้ที่กระทำผิดในฝ่ายของตนออกมาแสดงตน และได้รับการคุ้มครอง ตามมาด้วยการเสนอให้ "ถอนทหาร" ออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วนซึ่งการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ และการถอนทหารนั้น หน่วยงานที่จะประเมินสถานการณ์ว่ามีความเหมาะสมจะทำตามข้อเสนอดังกล่าวหรือไม่ คือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) โดยเฉพาะในส่วนของกองทัพที่คุมกำลังทหารดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่

แม้ กอ.รมน. จะมีแผนในการทยอยยกเลิกพระราชกำหนดฯ และถอนทหารออกจากพื้นที่ในห้วงเวลาที่มีกำลังประจำถิ่น เช่น ทหารพราน ตำรวจ อาสาสมัครรักษาดินแดน มีความเข้มแข็งและเข้ามารับไม้ต่อ แต่การดำเนินการตามแผนต้องใช้ระยะเวลา

โดยเฉพาะการถอนทหาร ที่ประเมินไว้ว่าอาจจะเริ่มดำเนินการในช่วงเดือนตุลาคม 2556 โดยดำเนินการทีละกองพัน เริ่มจากส่วนของกองทัพภาคที่ 2 ก่อน แต่ในทางปฏิบัติก็ต้องมีการประเมินสถานการณ์จริงในห้วงเวลานั้นด้วย

แต่เมื่อกระบวนการสันติภาพเกิดขึ้น การเจรจาต่อรองบนโต๊ะเจรจาย่อมต้องมีข้อแลกเปลี่ยนสำคัญในสองเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการถอนทหารที่อ่อนไหว และมีผลในเชิงจิตวิทยา และการเมืองเป็นอย่างยิ่ง

จึงไม่แปลกถ้าจะมีข่าวว่า กระบวนการสันติภาพจะสำเร็จได้ องค์ประกอบหรือบุคลากรในกองทัพที่ต้องถูกจัดวางต่อจากนี้มีความ สำคัญอย่างยิ่ง

ดังนั้น การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารแต่ละครั้ง การรุกของฝ่ายการเมืองเข้าไปในกองทัพทีละนิดจึงเป็นเรื่องจำเป็น แม้จะไม่ สามารถยึดเก้าอี้มาเป็นโควตาการเมืองได้เหมือนตำแหน่งปลัดกระ ทรวงกลาโหม แต่การต่อรองในตำแหน่งสำคัญ เช่น 5 เสือ ทบ. ก็มีบางตำแหน่งที่ถูกกระจายให้กับฝ่ายการเมืองบ้างแล้ว น่าจะทำให้การแต่งตั้งในอนาคต ฝ่ายการเมืองจะเข้าไปกำหนดมากขึ้น

หรือแม้แต่การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารกลางปี 2556 ที่มีจำนวนไม่มากนัก แต่ตำแหน่งที่สำคัญอย่างแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งถือเป็นหัวใจหลัก เพื่อให้บรรลุไปสู่แผนสันติภาพนั้น ทีมเวิร์กที่ทำงานในการริเริ่มกระบวนการเจรจา จึงต้องการแม่ทัพภาคที่เดินไปในทางเดียวกัน

จึงไม่แปลกที่ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 จะเสนอชื่อ พล.ต.กิตติ อินทสร  รองแม่ทัพภาคที่ 4  (ตท.14 ) รุ่นเดียวกับ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก รองปลัดกระทรวงกลาโหม และ พล.ต.ท.สฤษดิ์ชัย อเนกเวียง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ทีมลงนามกับ "บีอาร์เอ็น" ซึ่งเป็นไปตามมารยาทและทิศทางลม รวมถึงจากการส่งสัญญาณมาจากหน่วยเหนือ

เพราะด้วยคุณสมบัติที่เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 4 อาวุโสอันดับ 1 จบโรงเรียนเสนาธิการฯ มาเลเซีย เป็นเพื่อนสนิทกับผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาเลเซียคนปัจจุบัน แต่ก็มีจุดอ่อนหลายจุด อีกทั้งไม่ได้รับการขานรับจากทีมงานเดิมของพล.ท.อุดมชัย ซึ่งเกรงว่า พล.ต.กิตติ จะเข้ามาล้างบางในพื้นที่โดยเฉพาะเมื่อมาเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการของกองทัพบก รวมถึงการพูดคุยกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กับ พล.ท.อุดมชัย โดยนำบุคคลที่อยู่ในข่ายขึ้นมาพิจารณา ปรากฏว่า ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.อุดมชัย เห็นว่า พล.ท.สกล ชื่นตระกูล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ซึ่งมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกว่า และที่ผ่านมาได้รับมอบหมายงานสำคัญในพื้นที่ แม้จะมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติที่เป็นพลโท อัตราประจำ เหลืออายุราชการอีกเพียง 1 ปี ก็ได้ของดเว้นหลักเกณฑ์ดังกล่าวไป

ซึ่งปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์ ก็เห็นชอบที่จะเสนอ พล.ท.สกลเพื่อน ตท.13 รุ่นเดียวกับ พล.ท.อุดมชัย และปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น รอง ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ ผอ.ส่วนปฏิบัติการข่าว กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า โดยก่อนหน้านั้น ระหว่างที่ พล.อ.อ.สุกำพล เดินทางไปตรวจเยี่ยม ฉก.ร.25 จ.ระนอง เมื่อวันที่ 7 มี.ค. พล.ท.อุดมชัย ได้อธิบายรายละเอียดในการเสนอชื่อ พล.ท.สกล ด้วยตนเอง ระหว่างไปบรรยายให้คณะของรมว.กลาโหม ที่เดินทางไปตรวจเยี่ยมหน่วย

ประเด็นที่สำคัญคือ พล.ท.สกล หรือ "บิ๊กแขก" เป็นคนทำงานอยู่เบื้องหลัง เป็นสายพิราบ ที่ใกล้ชิดข้อมูล และรับทราบสถานการณ์ในพื้นที่ เพราะทำงานด้านการข่าว เป็นมือขวาและเพื่อนร่วมรุ่นของพล.ท.อุดมชัย อันเป็นหลักประกันที่จะทำให้การทำงานดับไฟใต้ไม่สะดุด อีกทั้งความที่ประนีประนอม เข้าใจยุทธศาสตร์ในภาพรวม จึงไม่เป็นการเสี่ยงที่จะลองผิดลองถูก

"คนที่จะมาทำงานเหมือนวิ่งผลัด ถ้าวิ่งกันให้ดีจะดีกว่าวิ่งเดี่ยว ซึ่งขึ้นอยู่ที่การส่งมอบและการสานต่อ ไม่ได้มีอะไรมาจำกัด การที่จะย้ายคนมีปัจจัยหลายอย่างในการพิจารณา เรื่องอาวุโสเป็นเพียงข้อหนึ่งในหลายสิบข้อ ยังมีเรื่องความเหมาะสมอีก ดังนั้น ต้องมาดูว่าน้ำหนักอยู่ที่ไหน และวันนี้ต้องการคนอย่างไร หรือในโอกาสหน้าต้องการคนอีกแบบหนึ่งก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ไม่มีอะไรตายตัว"

พล.อ.อ.สุกำพล กล่าว เมื่อถูกถาม ชื่อ พล.ท.สกล ที่เหลือ อายุราชการ 1 ปี

แม้จะเป็น "โผปรับเล็ก" ที่ไม่ ได้สั่นสะเทือนถึงระดับ 5 เสือ ทบ. แต่การเฟ้นตัวแม่ ทัพภาคที่ 4 ที่ต้องสมดุล ทั้งในแง่ของ การทหาร และยุทธ ศาสตร์การเมือง ในการนำไปสู่การดับไฟใต้ จึงไม่ได้เคาะชื่อออกมาง่ายเหมือนแม่ทัพภาค อื่นๆ !!!

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง