หลวงพ่อฤษีลิงดำ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม 2556 00:00:03 น.
ประวิทย์ จำปาทอง
ระยะนี้ผมมีหนังสือของหลวงพ่อฤษี

ลิงดำประมาณ 10 เล่ม เมื่ออ่านๆ ไปแล้ว ก็คิดว่าน่าจะนำมาเล่าสู่กันฟัง อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมที่ไม่เคยได้อ่าน หากท่านเคยอ่านแล้วก็ให้ถือเสียว่าทบทวนธรรมก็แล้วกัน หลวงพ่อเขียนหนังสือไว้น่าอ่านไม่เบื่อ

ผมเองปฏิบัติธรรมมา บางเรื่องบางตอนก็ยังไม่เข้าใจกระจ่าง แต่พอมาอ่านของท่านอาจารย์ฤษีลิงดำแล้ว ท่านพูดให้เข้าใจทันที

ในหนังสือธรรมเล่ม 18 เขียนบอกว่า กรรมฐานทั้ง 40 กอง ถ้าทุกคนทำ 39 กอง กองใดกองหนึ่ง เว้น "อานาปานัสสติ" จะไม่มีผลเพราะอานาปานัสสติจะเป็นกรรมฐานที่จะทำให้เกิด "ญาณสมาบัติ" ทรงสมาธิได้ดี

ทุกคนที่เริ่มเจริญพระกรรมฐาน ให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกก่อน

อานาปานัสสติ ท่านแปลว่า รู้ลมหายใจเข้าออก เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า เวลาหายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก เวลาหายใจเข้าก็ดี หายใจออกก็ดี "ปล่อยลมหายใจตามปกติ" อย่าไปบังคับให้ลมหนักหรือให้เบา ให้ยาวหรือให้สั้น อันนี้ไม่ถูกต้อง ท่านต้องปล่อยลมหายใจไปตามปกติของร่างกาย เพียงแต่เอาจิตเข้าไปรับทราบ

ตอนนี้ ถ้ารู้ว่าลมเข้าลมออก ถือว่าจิตมีสมาธิ หลังจากนั้นก็ใช้คำภาวนาควบคู่กันไป ถ้าบังเอิญภาวนาไปด้วยจิตไม่ทรงตัว มีอารมณ์ฟุ้งซ่านก็เลิกภาวนา รู้แต่ลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว ลมหายใจเข้าออกเป็นอานาปานัสสติ กองนี้มีกำลังถึง "ฌาน 4" แม้จะไม่ภาวนาด้วยก็ไม่เป็นไร

บางท่านอาจคิดว่า ถ้าไม่ภาวนาก็จะไม่สมบูรณ์แบบ การเจริญพระกรรมฐานนั้น อันนี้ก็ไม่แน่นอนนัก ไม่มีความจำเป็น แต่พอจิตภาวนาก็ภาวนาด้วย แต่คำว่าภาวนาเขาไม่มีเฉพาะจำกัดกอง ถ้าทำแบบกลางๆ ไม่ต้องภาวนาก็ได้ รู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก รู้ลมเข้าลมออก

ปฐมฌาน....ถ้าหากจิตเข้าถึงฌานที่ 1 ภาวนาด้วยก็ตาม แค่รู้ลมหายใจเข้าออกก็ได้ ถ้าจิตเข้าถึงฌานที่ 1 ที่เรียกว่าปฐมฌาน จิตจะเริ่มแยกจากกายนิดหน่อย แยกจากประสาท ตามธรรมดาถ้าเราต้องการสงัด ถ้าใครมาส่งเสียงรบกวนจะรำคาญในเสียง ถ้าจิตเข้าถึงปฐมฌานแล้ว เราจะได้ยินเสียงทุกอย่างชัดเจนหมด แต่จิตไม่รำคาญในเสียง! ตอนนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทโปรดทราบว่า นี่เป็นปฐมฌาน ฌานที่ 1

ฌานที่ 1 มีองค์ 5 ปฐมฌานคือ วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา
วิตก แปลว่า นึกหรือตรึก

วิจาร แปลว่า ตรองหรือใคร่ครวญปีติ แปลว่า ความอิ่มใจสุข แปลว่า มีความสุขมาก จิตที่เราไม่เคยมีความสุขอย่างนั้น

เอกัคคตา มีอารมณ์เป็นหนึ่งขณะที่เราภาวนาอยู่ จิตถ้านึกว่าจะภาวนา อันนี้เป็นวิตก ตัวนึกว่า "จะรู้" ลมหายใจเข้าออกนี่เป็น "วิตก"

ต่อมา "วิจาร" ถ้าจิตคิดว่านี่เราหายใจเข้าหรือหายใจออก หายใจยาวหรือสั้น จิตรู้แบบนี้วิจาร หรือใคร่ครวญดูว่า เวลานี้เราภาวนาถูกหรือไม่เป็นวิจาร

ปีติ มีความอิ่มเอิบใจ ไม่เบื่อในการปฏิบัติสุข มีความเป็นสุขมาก มีอารมณ์เยือกเย็นเอกัคคตา มีอารมณ์เป็นหนึ่ง หมายถึงมีอารมณ์ คุมลมหายใจเข้าออกกับคำภาวนาได้ดี อย่างนี้เป็นปฐมฌาน

ฌานที่ 2.... ถ้าจิตเข้าถึงฌานที่ 2 ฌานที่ 2 นี่เหลืออารมณ์อยู่ 3 อย่าง ตัดวิตก วิจารทิ้งไป คือวิตก วิจารหมดไป คำว่าตัดเราไม่ต้องช่วยตัด อารมณ์มันตัดเอง เหลือแต่ปีติ สุข เอกัคคตา 3 อย่าง

ฌานที่ 2 คนทำใหม่ๆ มักจะตกใจ เผลอว่าเราลืมภาวนาหรืออย่างไร เพราะคำว่าวิตก วิจาร ถ้าคิดกันไปแล้ว คนอ่านหนังสือคนอื่นไม่ทราบ อาตมาเองสมัยที่อ่านเฉพาะหนังสือทำกรรมฐานไม่เข้าใจ ก็เข้าใจว่าวิตกต้องมีตัวนึก ตัวคิด ยาวหรือสั้น วิจารนั้นใคร่ครวญ แต่เวลาที่ใช้เป็นตัวกำลังสมาธิจริงๆ ไม่ใช่อย่างนั้น

วิตก คือ ตัวนึกจะภาวนาวิจาร คือ ตัวภาวนานี่พอเข้าถึงฌานที่ 2 ตัวภาวนาจะหมดไป พอจิตเข้าถึงฌานที่ 2 เราภาวนาไปเรื่อยๆ จิตละเอียดไปๆ จนหยุดภาวนา ไม่มีคำภาวนา แต่จิตมีอารมณ์ชุ่มชื่นมาก อารมณ์จะเยือกเย็นดีกว่าฌานที่ 1 มีความอิ่มเอิบใจดีกว่าฌานที่ 1 ก็เหลือแต่ปีติ สุข เอกัคคตาเท่านั้น ภาวนาไม่มี

ท่านพุทธบริษัทที่เคยทำผ่านตอนนี้ บางคนคิดว่า เราอาจจะหลับไปบ้าง อาจจะเผลอไปบ้าง แต่จิตใจชุ่มชื่น อันนี้ไม่ใช่หลับ เป็นฌานที่ 2 พอถึงฌานที่ 2 จิตก็เลยแยกไปจากประสาท ออกห่างมาก ลมหายใจจะรู้สึกเบาลง มีจิตชุ่มชื่นมาก มีจิตใจสบาย

ตัวนี้ต้องระวังนะ นี่พูดในหลักของ "สุกขวิปัสสโก" อารมณ์เริ่มเป็นทิพย์ นิมิตต่างๆ ย่อมปรากฏให้เห็น สีเขียว สีขาว สีดำ แดง เห็นภาพคล้ายเทวดา ถ้านิมิตที่เกิดอย่างนี้จะยึดถือไม่ได้นะ เพราะมาไม่ซ้ำ

บางคนเห็นนิมิตแจ่มใสแล้ว คืนต่อไปก็อยากจะเห็นใหม่ ไอ้ตัวอยากจะเห็นนี้มันเป็นอุทธัจจะ กุกกุจจะ ตัวฟุ้งซ่าน ถ้าอยากเห็นมันจะไม่เห็น ถ้าปล่อยตามใจ ตามสบาย จิตมันถึงระดับมันจะเห็นเอง แต่เห็นไม่ซ้ำ!

ในเมื่อเห็นไม่ซ้ำ หรือว่าไม่เห็นเกิดขึ้น มันก็มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน มันกลุ้ม ในที่สุดก็ทำหนักขึ้น ไม่ได้พักไม่ได้ผ่อน จะเป็นโรคเส้นประสาท อันนี้ใช้ไม่ได้

รวมความว่า ตามหลักการของสุกขวิปัสสโก จะถือนิมิตเป็นสำคัญไม่ได้ เมื่อนิมิตมาก็ไป อย่าสนใจ เห็นนิมิตภาพใดปรากฏขึ้น พอจิตรู้สึกว่านี่ภาพนี้เกิดขึ้น จิตจะเคลื่อนทันที จิตเคลื่อนภาพก็หาย ความจริงภาพไม่หายไปไหน แต่ใจเราเคลื่อน จิตพ้นจากอารมณ์เป็นทิพย์

ฉะนั้น อย่าไปสนใจในภาพ สนใจอารมณ์ความสุขของจิต ฌานที่ 2 นี้ตัดวิตก วิจารออก ไม่มีคำภาวนา คือตั้งแต่ฌานที่ 2 ถึงฌานที่ 4 ไม่มีคำภาวนา

ฌานที่ 3...เหลือแต่สุขกับเอกัคคตา คำว่าสุขนี่จะมีความเยือกเย็นมาก จิตใจแน่วแน่ ร่างกายนั่งเฉยๆ นอนเฉยๆ หรือภาวนาอยู่

ความจริง ตอนนี้ไม่มีภาวนาแล้ว จิตทรงอารมณ์อยู่ จะมีอาการเหมือนอารมณ์เครียด นั่งตัวตรงเป๋ง เหมือนใครมามัดตัว มันแน่นเหลือเกิน ไม่ขยับขยายออก หูที่ได้ยินเสียงภายนอก ความจริงเสียงดัง แต่ได้ยินเสียงเบามาก จิตจะมีอาการทรงตัวมาก แนบแน่นมาก อันนี้เป็นอาการของฌานที่ 3

อุเบกขา แปลว่า วางเฉยเอกัคคตา แปลว่า มีอารมณ์เป็นหนึ่งพอถึงฌานที่ 4 จิตจะมีความสว่างมาก แล้วก็ถ้าเป็นอย่างหยาบฌานที่ 4 มี 2 ขั้น หยาบกับละเอียด ถ้าเป็นฌานที่ 4 หยาบ เครื่องขยายเสียงดังๆ หูจะได้ยินแว่วๆ เท่านั้นเอง ถ้าหากว่าเป็นฌาน 4 ละเอียด เสียงทั้งหมดหูจะไม่ได้ยินเลย แต่ว่าใจไม่หลับ ใจโพลง มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์

หนังสือ "อภิญญา เล่ม 1" หมวดที่ 1 "สุกขวิปัสสโก" หมวดนี้ไม่มีความเป็นทิพย์ของจิต ไม่สามารถเห็นสวรรค์ เทวา พรหมโลกได้ ไม่สามารถจะไปได้ แต่ว่ามีฌานสมาบัติได้ เป็นพุทธอริยเจ้าได้ ไปนิพพานได้

หมวดที่ 2... "เตวิชโช" หมวดนี้พอจิตเข้าถึงอุปจารสมาธิแล้วก็ฝึก "ทิพจักขุฌาน" เมื่อฝึกทิพจักขุฌานแล้ว ต้องเข้าไปฝึกปุพเพนิวาสานุสสติฌาน คือ ระลึกชาติได้ เมื่อได้ทั้ง 2 ประการแล้ว ใช้กำลังฌานทั้ง 2 ประการ เข้าช่วยวิปัสสนาฌาน เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์ เรียกว่า "พระวิชชาสาม"

หมวดนี้สามารถเห็นสวรรค์ นรก พรหมโลก หรืออะไรก็ได้ทั้งหมด แต่ไปไม่ได้ ได้แต่เห็นอย่างเดียว

หมวดที่ 3 เป็นหมวดอภิญญาหก ไปไหนก็ได้ตามใจชอบ จะไปสวรรค์ พรหม นิพพาน นรก เปรต ไปได้หมด ประเทศต่างๆ ไกลแสนไกลก็ไปได้ ดวงดาวต่างๆ ที่ฝรั่งจะไปเราไปได้ อย่างนี้เรียก "อภิญญาหก"

ครับ ผมนำเอาความรู้ของท่านอาจารย์ฤษีลิงดำมาให้อ่าน เพราะเห็นว่าให้ความกระจ่างได้ชัดเจน ท่านผู้ใดอยากเดินไปทางฤทธิ์ มโนมยิทธิ ก็ไปหาลูกศิษย์ท่านซี ให้ท่านสอนให้คงไม่ผิดหวัง.

ADVERTISEMENT