มส.ปัดเผือกร้อนสอบพระอิงสีกาพศ.ยันไร้อำนาจลงโทษพระฉาว  

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน 2556 00:00:01 น.

กรรมการ มส.อ้างไม่ มีหน้าที่หยิบเรื่องพระ ฉาวขึ้นมาพิจารณาเอง ต้องให้สำนักพุทธฯชงขึ้นมา พระพยอมแนะชาวบ้านตรวจสอบเข้ม

กรุงเทพฯ * ชาวพุทธแทบสิ้นหวัง พระพรหมดิลก กรรมการมหาเถรสมาคม อ้างไม่มีหน้าที่ตรวจสอบพระฉาว รวมทั้งหลวงปู่เณรคำทำผิดวินัยสงฆ์หรือไม่ โยนสำนักพุทธฯ ต้องยื่นเรื่องให้พิจารณา ขณะที่ "นพรัตน์" ชี้อำนาจอยู่ที่ มส. พระพยอมแนะชาวบ้านรู้จักตรวจสอบพระที่ตนนับถือว่าประพฤติชอบหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 19 มิถุนายนนี้ ที่วัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ นายวรัญชัย โชคชนะ ประธานกลุ่มพุทธศาสนิกชนไทย ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อพระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยาวรวิหาร ในฐานะกรรมการมหาเถรสมาคม เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีภาพข่าวพระรูปหนึ่งประพฤติตัวไม่เหมาะสม โดยมีใบหน้าคล้ายหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เจ้าอาวาสวัดป่าขันติธรรม บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อให้เกิดความกระจ่าง พร้อมทั้งให้ช่วยดำเนินการเสนอเรื่องต่อไปยังมหาเถรสมาคม เพื่อให้สั่งการต่อไปยังเจ้าคณะภาค จังหวัด อำเภอ และตำบล เพื่อดำเนินการเอาผิดกับพระรูปดังกล่าวต่อไป

ตัวแทนกลุ่มพุทธศาสนิกชนแจ้งว่า จุดประสงค์ของการเดินทางมาครั้งนี้คือต้องการที่จะยื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องไปยังมหาเถรสมาคม ผ่านทางเจ้าอาวาสวัดสามพระยา ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการมหาเถรสมาคม เพื่อเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีคลิปวิดีโอปรากฏภาพของพระรูปหนึ่ง มีใบหน้าคล้ายหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก พระชื่อดังใน จ.ศรีสะเกษ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ขณะกำลังนั่งอยู่บนเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวด้วยกิริยาท่าทางที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงภาพหลุดขณะกำลังนอนอยู่กับสีกา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สร้างความเสื่อมเสียแก่พระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง กลุ่มพุทธศาสนิกชนไทยรวมถึงประชาชนคนไทยทุกคนมีความข้องใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ทั้งในเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสมในการนอนกับสีกา การสะสมเงินทองมากมาย การครอบครองรถหรูและเครื่องบินส่วนตัว จึงต้องการให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ช่วยเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เพื่อหาคำตอบให้กับสังคมต่อไป

"ผมข้อเรียกร้องผ่านสื่อมวลชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เจ้าคณะภาค จังหวัด อำเภอ และตำบล โดยเฉพาะมหาเถรสมาคม ให้ช่วยเร่งตรวจสอบเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชนนี้โดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะเรื่องสถานะทางการเงินของพระรูปนี้ เพราะทราบมาว่ามีทรัพย์สินต่างๆ ในครอบครองจำนวนมาก เพื่อจะไม่ให้เรื่องนี้เงียบหายไป และผู้ที่ทำให้ศาสนาพุทธเสื่อมเสียต้องได้รับโทษ" ประธานกลุ่มพุทธศาสนิกชนไทยกล่าว และว่า หากพบว่ามีความผิดทางวินัยจริง ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจับสึกทันที อย่างเช่นกรณีพระนิกรและพระยันตระในอดีต เพื่อป้องกันไม่ให้ศาสนาเกิดความมัวหมองและเสื่อมเสียไปมากกว่านี้ และฝากเตือนประชาชนผู้หลงเชื่ออย่าได้ตกเป็นเหยื่อแห่งความศรัทธาของพระรูปนี้อีก

ด้านพระพรหมดิลกกล่าวว่า ทางวัดจะรับเรื่องเอาไว้ก่อน แต่จะไม่ยื่นเรื่องต่อให้กับทางมหาเถรสมาคมแต่อย่างใด เนื่องจากเรื่องนี้กรรมการมหาเถรสมาคมไม่มีอำนาจที่จะไปดำเนินการใดๆ ได้ แม้แต่การไปเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมกรรมการมหาเถรสมาคมก็ไม่สามารถทำได้ ทั้งนี้ ทางกลุ่มฯ จะต้องไปยื่นหนังสือต่อ ผอ.สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่มีตำแหน่งเป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคม และมีอำนาจในการเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมต่อไปได้

ขณะที่นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำ นักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งจากทางสำนักพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษเรื่องการตรวจสอบหลวงปู่เณรคำตามที่ได้มอบหมายให้ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องอยู่ที่ดุลพินิจของที่ประชุมกรรมการมหาเถรสมาคมในการที่จะดำเนินการเอาผิดพระสงฆ์รูปดังกล่าว เพราะโดยขอบเขตอำนาจหน้าที่ของสำนักฯ แล้ว ไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปก้าวก่ายในเรื่องการลงโทษทางวินัยได้ตามที่หลายฝ่ายตั้งความหวังเอาไว้ เพราะสำนักฯ มีหน้าที่เป็นเพียงแค่ผู้ประสานงานให้เท่านั้น จึงไม่อยากให้สังคมกดดันมากเกินไป เรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจโดยตรงของมหาเถรสมาคมที่จะทำการพิจารณาลงโทษพระที่ทำผิดทางวินัยเหล่านี้ได้

พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี กล่าวว่า ผู้มีอำนาจที่จะดำเนินการเอาผิดพระที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสมตามที่มีข่าวออกมา คือเจ้าคณะปกครองประจำจังหวัด อำเภอ และตำบล โดยเฉพาะมหาเถรสมาคม สามารถที่จะลงโทษพระที่กระทำผิดวินัยสงฆ์ได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับที่ประชุม มส.ว่าจะมีมติออกมาอย่างไร และจะกำหนดมากน้อยเพียงใด กรณีนั่งเครื่องบินส่วนตัว สะสมรถหรู อาจจะแค่ตักเตือน แต่หากเป็นกรณีนอนกับสีกาซึ่งเป็นความผิดทางวินัยร้ายแรง ก็จะถึงขั้นปาราชิกพระรูปนั้นทันที นอกจากนี้ต้องตรวจสอบถึงการทำพิธีกรรมต่างๆ ว่าถูกต้องตามหลักศาสนาหรือไม่ รวมถึงการแอบอ้างว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์สามารถติดต่อกับพระพุทธเจ้าได้ ถือเป็นการกระทำที่ทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย หม่นหมองอย่างยิ่ง

พระพยอมกล่าวถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า กฎหมายยังไม่ได้ให้อำนาจเพียงพอที่จะดำเนินการลงโทษพระที่ทำผิดวินัย โดยเฉพาะสำนักพุทธฯ ประจำจังหวัดต่างๆ ยังคงมีความกล้าๆ กลัวๆ กันอยู่มาก เพราะเกรงว่าจะเป็นการหมิ่นประมาทและจะถูกฟ้องกลับเอาได้

"วิธีจัดการกับพระที่ออกนอกลู่นอกทางที่ดีที่สุดคือ ชาวพุทธทุกคนจะต้องช่วยกันตรวจสอบผู้ที่ตนนับถือศรัทธาว่ามีความประพฤติที่เหมาะสมหรือไม่ และอยากฝากเตือนประชาชนให้มีความศรัทธาแต่พอดี ไม่ควรลุ่มหลงงมงายมากจนเกินไป เพราะจะทำให้พระเหล่านั้นย่ามใจ คิดว่าจะประพฤติตนอย่างไรก็ยังมีคนศรัทธา ดังนั้นการจะบริจาคเงินทองหรือสิ่งของอะไรควรเป็นไปด้วยความพอเหมาะ เน้นทางสายกลางเข้าไว้ บริจาคให้กับพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว พระสงฆ์ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินมากมายอยู่แล้ว รวมถึงจะต้องเป็นผู้ที่ละกิเลสให้ได้อีกด้วย" พระพยอมกล่าว

นายวิรอด ไชยพรรณนา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ศรีสะเกษ กล่าวถึงกรณีที่นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการ พศ. ให้ พศจ.ศรีสะเกษประสานเจ้าคณะปกครองตรวจสอบพระวิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ทั้งเรื่องสถานภาพ สถานะการเงิน กรณีมีภาพพระสงฆ์นอนกับสีกาว่า ยังไม่เห็นหนังสือสั่งการ ทราบแต่ข่าวจากสื่อมวลชน ต้องรอหนังสือก่อนว่าสั่งการอย่างไรบ้าง แต่การจะตรวจสอบสถานะการเงินของหลวงปู่เณรคำคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากวัดป่าขันติธรรมนั้นไม่ใช่วัดที่ขออนุญาตจัดสร้างถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ พศจ.ศรีสะเกษไม่มีสิทธิ์เข้าไปตรวจสอบ

นายวิรอดกล่าวว่า เมื่อมีคำสั่งให้ตรวจสอบอาจต้องอาศัยอำนาจของตำรวจในการตรวจสอบสถานะทางการเงิน นอกจากนี้ยังไม่ทราบด้วยว่าหลวงปู่เณรคำสังกัดที่ใด ทราบเพียงว่าอาจสังกัดอยู่ที่วัดใต้หรือวัดพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นวัดของเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ฝ่ายธรรมยุต และหลวงปู่เณรคำได้ถวายรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ให้ใช้ อ้างว่าเพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะสงฆ์ที่เกี่ยวกับพระธรรมวินัย

เขากล่าวว่า เรื่องการขอตั้งวัดป่าขันติธรรม ทราบว่าเคยได้รับอนุญาตให้สร้างวัด ตามหนังสือที่ว่าการอำเภอกันทรารมย์ ที่ ศก 0232/146 ลว. 25 กุมภาพันธ์ 2545 เรื่อง ขออนุญาตสร้างวัด โดยเป็นหนังสือถึง พล.ต. จตุรานนท์ สิงหเดช แจ้งว่ากรมการศาสนา โดยความเห็นชอบของกระทรวงศึกษาธิการและมหาเถรสมาคมอนุญาตให้สร้างวัดได้ โดยขอให้ก่อสร้างเสนาสนะขึ้นในที่ดินตรงตามจุดที่กำหนดไว้ในแผนผังที่เสนอขออนุญาต เมื่อก่อสร้างเสนาสนะเป็นที่มั่นคงแล้ว มีพระภิกษุพำนักพักอาศัยไม่น้อยกว่า 4 รูป และมีพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติที่จะเป็นเจ้าอาวาสได้ ให้เสนอรายงานขอตั้งวัดให้ถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎกระทรวงฉบับที่ 1 (พ.ศ.2507) ออกตามความใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ 2505 บัญญัติไว้ต่อไป ลงนามโดยว่าที่ ร.ต.พนม โพธิ์ศรี นายอำเภอกันทรารมย์ในขณะนั้น

สำหรับหนังสืออนุญาตให้สร้างวัดมีกำหนดเวลาตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 9 มกราคม 2550 ทั้งนี้ หนังสืออนุญาตให้สร้างวัดลงนามเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2545 โดยนายสมานจิต ภิรมย์รื่น อธิบดีกรมการศาสนาในขณะนั้น ซึ่งตามหนังสือดังกล่าว เจ้าของที่ดินรายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ที่บริจาคที่ดินให้สร้างวัดป่าขันติธรรมเป็นผู้เก็บเอาไว้ แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่ได้มีการสร้างวัดแต่อย่างใด ทำให้หนังสืออนุญาตให้สร้างวัดหมดอายุแล้ว ดังนั้นจะได้ตรวจสอบว่าเมื่อได้รับอนุญาตให้สร้างวัดแล้วไม่สร้าง มีความผิดอย่างไรบ้าง ส่วนที่ใช้คำว่าวัดนั้นถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสม ซึ่งต้องดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายต่อไป

นายวิรอดกล่าวว่า กรณีภาพบุคคลหน้าคล้ายหลวงปู่เณรคำนอนอยู่กับผู้หญิงนั้น เรื่องนี้ตรวจสอบยาก เพราะไม่ทราบว่าเป็นตัวจริงหรือไม่ และต้องตรวจสอบว่าผู้หญิงคนที่นอนอยู่ด้วยเป็นใคร มีการล่วงละเมิดทางเพศกันหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีใครยอมรับความจริงแน่นอนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ภาพนี้คาดว่าเป็นภาพจริง แต่ยังต้องมีการพิสูจน์กันต่อไปว่าเป็นหลวงปู่เณรคำจริงหรือไม่

ที่วัดบ้านซำตาโตง ต.พราน อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ พระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ (ธรรมยุต) กล่าวว่า กรณีที่มีคลิปวิดีโอหลวงปู่เณรคำนั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว รวมทั้งมีภาพ อื่นๆ ด้วยนั้นไม่ทราบในรายละเอียดมากนัก เชื่อว่าน่าจะเป็นเครื่องบินของญาติโยมที่นำมานิมนต์ หรืออาจจะเป็นการซื้อถวาย แต่หากดูตามภาพในคลิปวิดีโอก็เป็นภาพที่ไม่ควร ไม่เหมาะสม เป็นภาพที่มีลักษณะเกินขอบเขตของการเป็นพระ ส่วนภาพคล้ายหลวงปู่เณรคำกับสีกานั้น เคยมีผู้ส่งหนังสือร้องเรียนมาให้เมื่อต้นปี 2556 ซึ่งในหนังสือร้องฉบับดังกล่าวได้แนบภาพมาด้วย แต่ไม่ได้ระบุชื่อผู้ร้องแต่อย่างใด ได้ส่งให้ลูกศิษย์ของหลวงปู่เณรคำไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับมาแต่อย่างใด จนถึงปัจจุบันนี้

พระครูวิสุทธิญาณกล่าวว่า เรื่องทั้งหมดนี้ต้องให้มีเจ้าทุกข์เป็นผู้ร้องทุกข์เข้ามาก่อน เพื่อดำเนินการให้ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วยคณะได้เรียกให้หลวงปู่เณรคำเข้ามาพบ และทำการสอบถามถึงเรื่องราวที่ถูกร้องเรียนตามขั้นตอนต่อไป.

บรรยายใต้ภาพ
ภาพในเว็บไซต์หลวงปู่เณรคำดอทคอม เจ้าสำนักวัดป่าขันติธรรมนอนเขลงอยู่ในเปลญวน
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง