คอลัมน์: มิติโลกาภิวัตน์: ความมั่นคงอาเซียนกับการศึกษา

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2556 00:00:36 น.
เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์

เขียนถึงเรื่องความเป็นประชาคมอาเซียนในเสาหลักเรื่องความมั่นคงแล้ว เรื่องนี้กลายเป็นข้อน่ากังวลของคนในอาเซียน มากกว่าเสาหลักเรื่องประชาคมเศรษฐกิจและประชาสังคมและวัฒนธรรมของอาเซียน ข้อกังวลที่ว่านี้ พอจะมองเห็นได้จากปัญหาความขัดแย้งที่มีอยู่ในเขตทะเลจีนใต้ ที่มีจีนกับสี่ประเทศอาเซียน คือ บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เป็นคู่กรณี

เรื่องที่ใกล้ตัวประเทศไทยเข้ามา ก็คือกรณีโต้แย้งสิทธิเขตพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. บริเวณพื้นที่ชายแดนเขาพระวิหาร เฉพาะกรณีนี้ เรื่องไปไกลเกินกว่าที่กลไกการแก้ไขความขัดแย้งในอาเซียน จะสามารถแก้ไขอะไรได้ จนต้องเลยขึ้นไปใช้กลไกนอกอาเซียน เช่นศาลโลกวินิจฉัยสิทธิของเขตพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งอาจจะมีผลของการตัดสินออกมาตอนปลายปีนี้ก็ได้

มีความต่างกันนิดเดียวในปัญหาสองเรื่องดังกล่าวนี้ คือเรื่องเขตทะเลจีนใต้นั้น เป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศสมาชิกของอาเซียนกับจีน ซึ่งอยู่นอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไม่ใช่สมาชิกของอาเซียน ส่วนกรณีระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น เป็นเรื่องของความขัดแย้งในระหว่างรัฐสมาชิกของอาเซียนด้วยกันเอง

จุดที่สะท้อนให้เห็นความไม่มั่นใจในเสาหลักความมั่นคงของอาเซียน น่าจะอยู่ที่ได้เห็นว่า ในหลายกรณีความขัดแย้งในอาเซียนนั้น ต้องใช้กลไกแก้ไขความขัดแย้งนอกอาเซียนมาช่วยแก้ไขให้ ไม่ว่าจะเป็นอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ หรือศาลโลก หรือแม้แต่ในกรณีปัญหาเขตทะเลจีนใต้ ก็ยังต้องนำเอากฎหมายทะเลของสหประชาชาติ ค.ศ.1982 ช่วยแก้ไขให้ด้วย

ลักษณะดังกล่าวนี้เอง ที่ทำให้เห็นความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกันเองของอาเซียน ซึ่งกริ่งเกรงกันไปว่า จะไม่ทำให้เสาหลักเรื่องความมั่นคงของประชาคมอาเซียน ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ เพราะก็ยังเห็นกันว่า ไม่ว่าจะมีผลของการตัดสินของศาลโลกกรณีเขตพื้นที่ 4.6 ตร.กม.บริเวณเขาพระวิหารจะเป็นอย่างไร ความไม่แน่นอนในความเป็นประชาคมอา เซียนก็ยังไม่หมดไปเลยเสียทีเดียว

ความรู้สึกเช่นว่านี้ เป็นความรู้สึกกริ่งเกรงกันอยู่ว่า ความยึดโยงร่วมกันในเสาหลักความมั่นคงของอาเซียนนั้น ไม่มีความแน่นอน เช่นแม้กรณีทะเลจีนใต้กับจีน ซึ่งจีนก็ไม่ได้ให้การยอมรับในทางปฏิบัติในเรื่องกฎจรรยาบรรณทะเลจีนใต้ ก็จะมีผลกระทบความมั่นคงของรัฐสมาชิกอาเซียนโดยปริยาย

อาเซียนไม่ว่าในสถานะของสมาคม หรืออาเซียนในสถานะของประชาคม การรวมกันเข้ามาเป็นสมาชิกทั้ง 10 ประเทศนั้น จะเห็นว่ารวมกันอย่างหลวมๆ และแต่ละรัฐสมาชิกก็ยังคงแย่งชิงผลประโยชน์แห่งชาติในระหว่างกันเองไม่หยุดหย่อนอยู่นั่นเอง ลักษณะเช่นว่านี้จะยังไม่หมดไปเลยทีเดียวในความเป็นประชาคมของอาเซียน

เหตุกระทบความมั่นคงร่วมกันในอาเซียน ยังมีปัจจัยสำคัญเรื่องอันเป็นเหตุบาดหมางทางใจต่อกันมาแต่ในประวัติศาสตร์อีก เหตุเหล่านี้มีอยู่ด้วยกันในทุกประเทศสมาชิกของอาเซียน ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด เป็นปัญหาความขัดแย้งในเรื่องดินแดนจนถึงขั้น เผชิญหน้าท้าทายสู้รบกันก็มี เรื่องเหล่านี้มีมาแต่ประวัติศาสตร์ กลาย เป็นส่วนหนึ่งของความแตกแยกในอาเซียน และได้รับการบันทึกเป็นบทเรียนประวัติศาสตร์ในทุกประเทศอาเซียนด้วยกัน

เรื่องอันเป็นเหตุบาดหมางทางใจในประวัติศาสตร์เหล่านี้เอง ไม่ได้สร้างความเข้าใจร่วมกันที่ดีต่อการที่จะรวมเป็นประชาคมอา เซียน และเป็นปัจจัยซ่อนลึกแฝงอยู่กับเหตุบาดหมางต่อกันในบรรดา รัฐสมาชิกของอาเซียน และบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ดูจะเป็นบันทึกความภูมิใจในชาติ ความเป็นชาตินิยม กลายเป็นบทเรียนแก่คนรุ่นหลังตลอดมา

สิ่งเหล่านี้ปรากฏอยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์ของแทบทุกประเทศสมาชิกในอาเซียนด้วยกันทั้งสิ้น กลายเป็นบาดแผลบาดใจทุกครั้ง และจะปะทุให้นึกถึงเมื่อเกิดเหตุเบาะแว้งต่อกัน โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน รู้สึกกันได้ทั้งเรื่องของเจ้าอนุวงศ์กับลาว พระ ยาละแวกกับเขมร หรือแม้เรื่องพม่าเผาอยุธยานั่นก็ตาม

เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นว่า เรื่องอันเป็นเสาหลักของความมั่นคงของประชาคมอาเซียนนั้น ใช่แต่เรื่องอันเป็นข้อกังวลในความขัดแย้งแย่งสิทธิ หรืออ้างสิทธิเหนืออธิปไตยแห่งดินแดนของรัฐสมาชิกกันเองในอาเซียนเท่านั้น ที่จะเป็นอุปสรรคและที่จะต้องก้าวพ้นให้ได้กับการเป็นประชาคมความมั่นคงของอาเซียน เหตุบาดหมางทางใจในประวัติศาสตร์ที่มีอยู่นั้นจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องปรับแก้ร่วมกันต่อไป

การประชุมขององค์การยูเนสโกเรื่อง "การส่งเสริมการสัง สรรค์ทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรมแห่งสันติภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเรื่องอันเป็นประวัติศาสตร์ร่วมกัน" ที่ธรรมศาสตร์เมื่อสองวันที่แล้ว ชี้ให้เห็นความเป็นกังวลเรื่องนี้ได้ข้อหนึ่ง

ทั้งนักการศึกษาและนักประวัติศาสตร์ ชี้ให้เห็นถึงแนวทางที่จะต้องพัฒนาการสอนประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกันในการผลักดันข้อขัดข้องทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ให้ลดลงเพื่อการเข้าร่วมอยู่เป็นประชาคมหนึ่งเดียวของอาเซียนในปี ค.ศ.2015

สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน พูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า "ข้อสำคัญแรกสุด เราต้องการการศึกษาที่ดีทั่วๆ ไปที่สร้างให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์วิจารณ์ได้ด้วยตัวของเขาเอง ให้เป็นนักคิดนักทำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะเดียวกัน เราต้องการการเรียนการศึกษาที่ดีด้านประวัติศาสตร์ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในระดับของความเข้าใจที่ดีต่อกันเป็นหลักการสำคัญ"

เราชี้ไว้ด้วยว่า ส่วนใหญ่ของประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้นั้น ล้วนเกิดจากคนนอกเขียนให้เกือบทั้งสิ้น ทัศนะเดียวกันนี้เอง ผู้อำนวยการยูเนสโก สำนักงานกรุงเทพฯ จึงบอกว่า "...เราจำเป็นต้องบอกต้องสอนเด็กของเราและปรับปรุงความ รู้และความเข้าใจของพวกเขาต่อเหตุการณ์ในอดีต เพื่อชี้ให้เห็นความสมบูรณ์ของความข้องเกี่ยวระหว่างกันแต่ในอดีตนั้นว่ามีมาอย่างมั่นคงอย่างไร"

ทัศนะเหล่านี้น่าสนใจมากที่มุ่งชี้ให้เห็นว่า การศึกษาในที่ สุดนั้น จะเป็นตัวการดีที่สุดในการแก้ไขความขัดแย้งใดๆ ที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคตในเรื่องซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในอดีต การศึกษาจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงของอาเซียน ซึ่งจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมการสังสรรค์ด้านวัฒนธรรมระหว่างกัน สร้างวัฒนธรรมแห่งสันติภาพขึ้นมา

เราคงได้เห็นการสร้างความมั่นคงของอาเซียนด้วยการศึกษาเกิดการไหวตัวมากขึ้นต่อไป การศึกษาของไทยที่ว่าตามหลังกัมพูชาแล้วนี้ ไหวไหม คิดทำอะไรแค่ไหนบ้างแล้วหรือยัง.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง