นายกฯ ไม่แสดงความเห็นกรณีตั้งนายกฯมาตรา 7 เชื่อไม่เกิดสูญญากาศการเมือง

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงข้อเสนอการตั้งนายกรัฐมนตรีตามกฏหมายมาตรา 7 ทั้งจากนายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม กลุ่มรัฐบุคคล และกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.)ว่า...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

กุสินารา

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 22 กันยายน 2556 00:00:42 น.
ประวิทย์ จำปาทอง

6โมงเช้า พระอาจารย์ ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันฯ พระประคอง ผมและคุณต้อม เป็นผู้มาขับรถให้ ออกจากวัดมุ่งหน้าไปสู่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ถึงวัดทันก่อนฉันเพลพอดี ระยะทางประมาณ 240 กม.

วัดไทยกุสินาราเมื่อ 10 ปีก่อนโน้นงามสะอาดด้วยพันธุ์ไม้ที่ประดับขึ้นไว้ มาวันนี้ไม้เหล่านั้นโตครึ้มสูงขึ้น เสมือนป่าธรรมสร้างขึ้นมาเพื่อการปฏิบัติจิตแด่ผู้ปรารถนาในธรรมทั้งหลาย เพื่อความสงบและทำให้เกิดปัญญาขึ้น ต้นไม้คือธรรมชาติแท้เป็นธรรมแก่เรา

หลวงพ่อ ดร.คมสรณ์ท่านมีกิจธุระที่วัด ส่วนท่านประคอง ผม คุณต้อมขับรถไปยังสถานที่ที่พระพุทธองค์ปรินิพพาน เพื่อเข้าไปกราบพระองค์ท่าน

ไปอินเดีย ไหว้พระหลายครั้ง มาถึงสถานที่พระพุทธองค์มืดทุกครั้ง ไม่เคยได้มาถึงตอนกลางวัน สว่างแจ้งเลย มีครั้งนี้แหละจึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเหมือนมากับคณะทัวร์

ครับ เราก้มลงกราบพระองค์ท่าน ท่านปรินิพพานด้วยความสงบ บริสุทธิ์ พริ้มสนิท

ถาดดอกไม้สวยด้วยผ้าป่านแก้วสองชั้น ซ้อนกันเป็นถาดรองผ้าสีเหลืองรับอยู่ด้านใต้ บนผ้าป่านแก้วขาวสะอาด จีบริมรอบขอบถาดจึงแลงาม รองดอกไม้อยู่บนนั้น

พู่ระหงสีแดงสด กุหลาบแดง และดอกพุดขาว บูชาไว้เบื้องหน้าพระพุทธองค์ กลิ่นโชยหอมเย็นตลอดกาลเวลา

กราบลาพระองค์ท่านแล้วก็เดินลงบันไดมา อดมองต้นสาละคู่ 2 ต้นที่นี่ไม่ได้ ทำไมหนอพระและคนจำนวนไม่น้อยยังหลงผิดต้นสาละลังกากันอยู่

"สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ
เพราะฉะนั้น เหล่าสัตว์จะพึงได้ในสังขารนี้ แต่ที่ไหน"

ขับรถมาสถานที่ถวายพระเพลิง บริเวณรอบๆ จัดไว้อย่างเป็นระเบียบสะอาดสะอ้าน ล้อมรอบไปด้วยต้นผกากรองเหลืองกำลังออกดอก ส่วนรั้วนอกเป็นดอกปัตตาเวีย แซมไว้

ครั้งนั้น พระอานนท์เข้าไปสู่วิหาร ยืนเหนี่ยวไม้คันทวย ร้องไห้อยู่

"เรายังเป็นบุคคลต้องศึกษาอยู่ และต้องทำกิจกับพระศาสนาอยู่ แต่นี่พระศาสดา ซึ่งเป็นผู้อนุเคราะห์เราก็จักมาปรินิพพานเสีย"

พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งถามพวกภิกษุว่า "ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อานนท์หายไปไหน" "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านอานนท์ไปสู่วิหาร ยืนเหนี่ยวไม้คันทวยร้องไห้"

พระผู้มีพระภาคเจ้า รับสั่งกับภิกษุหนึ่งว่า "เธอจงไปบอกอานนท์ว่า พระศาสดารับสั่งหา"

ภิกษุรีบไปหาพระอานนท์ แล้วบอกว่า "ท่านอานนท์ พระศาสดารับสั่งหาท่าน" ท่านพระอานนท์รับคำแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง เรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกับท่านอานนท์ว่า

"อานนท์ เธออย่าโศกเศร้าไปเลย เราบอกไว้ก่อนแล้วมิใช่หรือว่า เป็นธรรมดาที่จะต้องพลัดพรากจากของรัก ของชอบใจ จะให้สิ่งที่มีความทรุดโทรม ไม่ให้หยุดทรุดโทรมเป็นไปไม่ได้

ฉะนั้น สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว ปรุงแต่งแล้วมีความเสื่อมเป็นธรรมดา การปรารถนาจะไม่เสื่อมย่อมเป็นไปไม่ได้" (จากหนังสือมหาปรินิพพานสูตร พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ)

ผมเองมีอรรตกถาชุด 91 เล่ม เขียนเรื่องตรงนี้ไว้ว่า
พระอานนท์ ยืนถอดกลอนประตูร้องไห้อยู่ พระพุทธองค์ถามว่า

"อานนท์ เธอร้องไห้ทำไม?" "พระพุทธองค์จะปรินิพพานแล้ว ต่อไปนี้ข้าพระพุทธเจ้าจะไม่มีที่พึ่งแล้ว"

"อานนท์ ตถาคตไม่ใช่ที่พึ่ง" "ที่พึ่งของคนเรานั้นมีอยู่ 2 อย่าง คือ 1.พึ่งตนเอง 2.พึ่งความดี"

เรื่องต้นสาละก็เช่นกัน เดิมเราเคยแปลกันว่า พระพุทธเจ้าประสูติใต้ต้นรัง! ต่อมาพระไทยเราไปเห็นกันมากขึ้น และรู้ว่าต้นรังนั้นไม่ใช่ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประสูติ แท้จริงแล้วคือต้นสาละ

เพราะต้นรังกับต้นสาละ ถ้ามองกันคนละหนมันคล้ายคลึงกันจึงเข้าใจผิด

ต่อมา เกิดมีสาละลังกาขึ้นมาอีก ปลูกในวัดเมืองไทยกันเยอะ คนก็เชื่อเพราะดอกสวย สีคล้ายดอกบัว

จริงๆ แล้วสาละลังกาเป็นไม้แถบอเมริกาใต้ ชื่อว่า CANNON BALL คือ ต้นลูกปืนใหญ่
อยากเห็นต้นสาละจริง ต้องไปดูที่วัดบวรฯ ครับ ในหลวงทรงปลูกไว้ ต้นใหญ่มากแล้ว

สมัยนั้น ท่านพระมหากัสสปะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่จำนวน 500 รูป เดินทางไกลมาจากเมืองปาวา มาสู่เมืองกุสินารา ท่านพระมหากัสสปะ เห็นอากาศร้อนมาก จึงแวะข้างทางนั่งพักที่โคนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

ขณะนั้น อาชีวกคนหนึ่ง เดินถือดอกมณฑารน (ดอกไม้สวรรค์) มาจากในเมืองกุสินารา เดินผ่านมา ท่านพระมหากัสสปะเห็น จึงถามว่า

"ดูกร ผู้มีอายุ ท่านยังทราบข่าวพระศาสดาของเราบ้างไหม?"
"พระสมณโคดมปรินิพพานเสียแล้วได้ 7 วันเข้าวันนี้ ดอกมณฑารนนี้เราถือมาจากที่นั่น"

บรรดาภิกษุ 500 คนนั้น ภิกษุที่ยังไม่ปราศจากราคะ ต่างก็ร้องไห้ล้มกลิ้งเกลือกไปมา แล้วรำพึงรำพันว่า

"พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานเร็วไปนัก พระสุคตเสด็จปรินิพพานเร็ว พระองค์ท่านปรินิพพานไปเร็ว" ดังนี้

ส่วนภิกษุที่ปราศจากราคะ ภิกษุเหล่านั้นมีสติก็สามารถอดกลั้นด้วยธรรมสังเวช รู้ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ก็มีความสงบในจิต

ตอนนั้นมีภิกษุที่บวชตอนแก่ ชื่อว่า สุภัททะ อยู่ในที่นั้นด้วยได้กล่าวขึ้นว่า อย่าเลย พวกท่านอย่าเศร้าโศกไปเลย ต่อแต่นี้ไปพวกเราพ้นแล้ว พระมหาสมณะนั้นเบียดเบียนพวกเรา จู้จี้ว่ากล่าว นี่ดีไม่ดี ต่อแต่นี้ไปพวกเราปรารถนาจะทำสิ่งใดก็จะทำได้ตามปรารถนา ไม่มีใครจะมาว่ากล่าวอีกแล้ว พ้นคำนั้นๆ แล้ว

พระมหากัสสปะฟังแล้วเกิดความสลด คิดขึ้นมาว่า ดูซินี่ พระพุทธองค์สิ้นไปเพียง 7 วันเท่านั้น ภิกษุยังคิดกันเพียงนี้ ต่อไปธรรมที่พระพุทธองค์กล่าวตรัสไว้เหล่านั้นจะเป็นเช่นไร!

คิดว่า หลังจากงานนี้สิ้นสุด ประมาณ 3 เดือนจากนี้ไป เราจะต้องทำการสังคายนาธรรมให้พระพุทธศาสนาของพระองค์ได้มั่นคงสืบไป

ลำดับนั้น ท่านพระมหากัสสปะเตือนสติภิกษุทั้งหลายว่า

"อย่าเลย พวกท่านอย่าเศร้าโศก ร่ำไรไปเลย พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสสอนเราไว้แล้วมิใช่หรือ ความพลัดพรากจากของรักของชอบทั้งหลาย ต้องมีสิ่งใดเกิดได้ ก็ต้องเสื่อมได้ จะขอไม่ให้เสื่อมมิใช่ฐานะที่จะมีได้มิใช่หรือ"

สำคัญนั้น ราชาแห่งมัลลกกษัตริย์ ทรงเห็นว่าถึงกาลอันควรที่จะถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ จึงรับสั่งให้มัลลกกษัตริย์ทั้ง 4 พระองค์ถวายพระเพลิงทั้ง 4 ทิศ

แต่ทว่า ไม่สามารถถวายเพลิงให้ลุกโชติช่วงขึ้นได้นับ 3 วาระ

ราชาแห่งมัลลกกษัตริย์จึงทรงกราบทูลถามพระอนุรุธถึงเหตุปัจจัยดังกล่าว ครั้นทรงประจักษ์แจ้งว่า

เป็นพุทธประเพณี ที่ผู้เป็นประธานในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ จำต้องเป็นพระมหาเถระ ผู้ทรงคุณธรรม เสมอด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้า คือ

พระภิกษุสงฆ์สาวกบริวารผู้ได้รับพระพุทธานุญาตให้ครองผ้าสังฆาฏิของพระผู้มีพระภาคเจ้า

ลำดับนั้น พระอนุรุธเถระจึงทรงตรัสว่า "ดูกร มหาบพิตร การถวายพระเพลิงจำเป็นต้องรอคอยการมาถึงของพระมหากัสสปะ ผู้ทรงคุณธรรมอันใหญ่หลวง"

ครั้นพระมหากัสสปะเถระมาถึงพุทธมณฑลพิธี พระมหาเถระน้อมอัญชลี วันทา อภิวาทแทบพื้นธรณีนับ 3 วาระ

จากนั้น พระมหาเถระน้อมศีรษะจรดหีบทองคำอันเป็นที่ประดิษฐาน ด้านฝ่ายพระบาทของพระพุทธสรีระ แล้วจึงน้อมอัญชลีอธิษฐานวาระจิตถวายสักการบูชาพระพุทธองค์ว่า

"ข้าพระบาทมีนามว่า มหากัสสปะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว เป็นวาระสุดท้ายของข้าพระบาทแล้วที่จะได้สัมผัสพระสรีภาคแห่งพระองค์ พระเจ้าข้า"

ครั้นสิ้นคำอธิษฐานวาระจิต ฝ่าพระบาทจากพระพุทธสรีระ จึงทรงเคลื่อนย้ายประทับเหนือศีรษะของพระเถระเจ้า

ไม่มีมนุษย์ใดสามารถมองเห็นได้ คงมีแต่พระอนุรุธเถระและพระอรหันตสาวกบริวารบางรูปเท่านั้น

พระเตโชธาตุ เบื้องบนจากดาวดึงเทวโลก แผ่รัศมีลงมาบังเกิดพระเพลิงถวายแด่พระพุทธสรีระในบัดดล.

ADVERTISEMENT