คอลัมน์: วันอาทิตย์สไตล์ สมจิตต์ นวเครือสุนทร: เอาประชาธิปไตยคืนจากระบอบทักษิณ (6)พี่น้องตระกูลชิน สืบสันดาน ท้าทาย 'พระราชอำนาจ'

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2556 00:00:36 น.
สมจิตต์ นวเครือสุนทร

ตามหลักปกติแล้ว เวลาที่มีใครสักคนคิดการใหญ่เพื่อจะล้มระบบเดิม แล้วสวมระบบใหม่เข้าไป ที่เราเห็นกันจนชินตาก็คือ การใช้กองกำลังทหารเข้าปฏิวัติ เช่นกรณีการปฏิวัติ  2475 เปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็น ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

หรือเราอาจเห็นความพยายามที่จะปลดแอกตัวเองให้เป็นอิสระ ซึ่งก็หนีไม่พ้นการใช้กองกำลังอยู่ดี แต่ในบางยุคบางสมัย การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยสิ้นเชิงจากประชาธิปไตยไปเป็น "เผด็จการ" อย่างเนียนที่สุด โดยผู้นำยังคงอ้างว่ามาจากประชาชน ประเทศเป็นประชาธิปไตยได้ ด้วยการแก้กฎหมาย รัฐธรรมนูญ รวมศูนย์อำนาจไว้กับฝ่ายบริหาร คือยุคของฮิตเลอร์ หรือที่เรียกกันว่า "ระบอบนาซี"  ซึ่งวัฒนา เมืองสุข มือขวาประสานสิบทิศเรื่องการนิรโทษกรรมชื่นชมนักหนา ถึงกับเคยกล่าวไว้ว่า

"คนเป็นหัวหน้าบางทีไม่ใช่คนเก่งเรียนในชั้น อย่างฮิตเลอร์ก็เป็นนายสิบ แต่เพราะบ้าและกล้ากว่าจึงเป็นฮิตเลอร์  แม่ทัพมีคนเดียว แต่มีขุนศึกที่เก่งกล้าร่วมรบด้วย"

หากจะเปรียบเทียบว่า สังคมไทยกำลังอยู่ในยุคปฏิวัติโดยระบอบทักษิณก็คงไม่ผิด เพราะตลอดเกือบ 6 ปีที่นักโทษหนีคดีเรืองอำนาจ ได้ทำการเปลี่ยนแปลงระบบกลไกราชการ ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปอย่างมากโดยที่คนไทยไม่รู้ตัว เช่น จากการเป็นข้าราชการ ถูกเรียกใหม่ว่า "เจ้าหน้าที่ของรัฐ"

มองเผินๆ ก็คิดว่าไม่มีอะไร แต่ความจริงแล้วมันมีนัยสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐจะไม่ใช่ "ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" อีกต่อไป นี่คือก้าวแรกๆ ที่ระบอบทักษิณเริ่มรุกไล่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เมื่อนักโทษหนีคดีแผ่บารมีกว้างไกลด้วยการทัวร์นกขมิ้น ควักเงินจากกระเป๋าแจกสดให้คนจนจากเงินหวยบนดิน  ก็ทำให้ทุกก้าวย่างที่เขาออกทัวร์มีความหมายยิ่งต่อประชาชน  โดยบางคนยังเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเงินส่วนตัวของนักโทษหนีคดีด้วยซ้ำไป ทั้งที่ความจริงเป็นเงินประชาชนที่รัฐมอมเมา แล้วนำย้อนกลับมาสร้างหนี้บุญคุณ หนุนฐานคะแนนการเมือง  โดยเงินประชาชนเพื่อพรรคของทักษิณ

ปฏิกิริยาที่คนไทยทนไม่ได้คือ การเดินทางของนักโทษหนีคดีที่มีการจัดตั้งประชาชนมาโบกธงทรงพระเจริญ หนักหนาไปกว่านั้นคือ ตลอดช่วงการบริหารประเทศของนักโทษหนีคดี มีกรณีชวนคิดอยู่ตลอดเวลาว่า "จงใจล่วงละเมิดพระราชอำนาจ" อยู่บ่อยครั้ง

ถึงขนาด ประมวล รุจนเสรี อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเคยรั้งตำแหน่งการเมืองในฐานะรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และ รมช.มหาดไทยในยุคทักษิณ 1 เคยเขียนบรรยายเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริหารของทักษิณเอาไว้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2548 ก่อนที่จะเกิดการรัฐประหารไม่ถึงปี ไว้ในหนังสือ "พระราชอำนาจ" และมีการตีพิมพ์ครั้งที่สอง  โดยยกเหตุการณ์การทำบุญวัดพระแก้วของนักโทษหนีคดี ซึ่งยังเป็นที่กังขาของคนไทยจนทุกวันนี้ว่า ทำไมนรกจึงไม่กินกบาลคนที่ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ไม่รู้ความควรไม่ควรเสียที ไว้ว่า

"นิติราชประเพณีอีกประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพระพุทธศาสนาก็คือ การสร้างพระบรมมหาราชวังคู่กับวัดพระแก้ว ลองตรวจหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากโบราณสถานต่างๆ จะปรากฏว่า ในเขตพระบรมมหาราชวังทุกแห่งจะมีร่องรอยของการสร้างวัดพระแก้วอยู่ติดกับที่ประทับของพระมหากษัตริย์ เพื่อจะได้ทรงปฏิบัติศาสนกิจต่างๆ ได้สะดวกแยกออกมาจากประชาชน ส่วนประชาชนทั่วไปหรือข้าราชการต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติศาสนกิจของตนเองก็จะต้องไปปฏิบัติ ณ วัดอื่น เว้นแต่จะร่วมพิธีกับพระมหากษัตริย์  กรณีการใช้วัดพระแก้วเพื่อทำบุญให้บ้านเมืองโดยพระมหากษัตริย์มิได้ทรงเป็นองค์ประธาน จึงเป็นสิ่งมิบังควรปฏิบัติ"

และยังมีจดหมายตอนหนึ่งของ ศ.ระพี สาคริก ระบุถึงเรื่องมิบังควรนี้เอาไว้ว่า

"นายกรัฐมนตรีเข้าไปเป็นประธานประกอบพิธีศาสนาในโบสถ์วัดพระแก้ว แถมยังแต่งตัวแบบลำลอง นั่งบนพรมสีแดง  มีเจ้าหน้าที่เข้าไปก้มศีรษะมอบเครื่องกรวดน้ำให้" พร้อมย้ำว่า "ผมไม่เคยเห็นภาพอย่างนี้มาก่อนในชีวิต"

ยังไม่นับรวมถึงกรณีที่นักโทษหนีคดีกล่าวเกินเลยล่วงละเมิดพระราชอำนาจองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงขนาดกำหนดวันที่จะพระราชทานกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการ อย่างที่ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนใดกล้าทำมาก่อน โดยนักโทษหนีคดีพูดอย่างมั่นใจในขณะนั้นว่า จะพระราชทานกฎหมายดังกล่าวกลับมาในวันที่ 1 ตุลาคม แต่สุดท้ายพระราชทานกฎหมายดังกล่าวกลับมาในวันที่ 2 ตุลาคม 2545

ในครั้งนั้น รัฐบาลทักษิณถึงขนาดออกแถลงการณ์ขอบคุณ ส.ส.และ ส.ว.ที่เร่งรัดกฎหมายดังกล่าว และเปรียบเทียบว่าเป็นการจัดระเบียบข้าราชการใหม่ ไม่ต่างจากสมัย ร.5 ที่ได้ทรงจัดระเบียบราชการใหม่ และทรงสถาปนากระทรวงขึ้นเมื่อ 110 ปีก่อน

ที่น่าสนใจคือ กงล้อประวัติศาสตร์จากรอยเท้าพี่ชายก็มาทับเข้าพอดีกับรอยเท้าของน้องสาว ที่มีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ส.และ ส.ว. ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงระบอบทักษิณว่า "ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติเป็นเนื้อเดียวกัน" โดยมีการเร่งรีบนำเสนอร่างดังกล่าวทันทีที่ผ่านวาระ 3 โดยใช้เวลาเพียง 3 นาทีไปยังนายกรัฐมนตรี แต่ใช้เวลาถึง 5 วัน ก่อนที่จะส่งเรื่องเดียวกันที่พรรคประชาธิปัตย์ขอให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความตามมาตรา 154 ซึ่งจะเป็นการตัดตอนให้ยิ่งลักษณ์ไม่ต้องรับผิดชอบต่อปัญหาที่อาจเกิดขึ้น กับการนำร่างกฎหมายที่มีมลทินและยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยข้ออ้าง "หนูไม่รู้" เพราะหนังสืออย่างเป็นทางการที่ส่งให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ ถึงกรณีที่ ส.ส.เข้าชื่อให้ประธานสภาตีความร่างกฎหมายดังกล่าวนั้น ได้รับหลังจากที่มีการนำร่าง พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาและคุณสมบัติ ส.ว.ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เป็นวันเดียวกับที่ระบอบทักษิณถือเป็นฤกษ์กดปุ่มเปลี่ยนแปลงประเทศ จากการพยายามที่จะให้กฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการมีการโปรดเกล้าฯ ลงมาในวันที่ 1 ตุลาคม 2545 เพียงแต่กลับหัวกลับหางกันเท่านั้น

คือยุคพี่รอใช้กฎหมาย 1 ตุลาคม 2545 แต่ยุคน้องสาวโยนเผือกร้อนไปให้สถาบันด้วยการทูลเกล้าฯ ถวายกฎหมายที่มีปัญหาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันที่ 1 ตุลาคม 2556 ซึ่งหากตรวจทานถึงพฤติกรรมของคนตระกูลนี้ ก็ต้องบอกได้ว่าเป็นพวกเล่นของ คือเชื่อในเรื่องของฤกษ์พานาที เคราะห์หามยามร้าย ดวง การสะเดาะเคราะห์ต่างๆ จึงมีความเป็นไปได้ที่พี่น้องตระกูลชินใช้ฤกษ์วันที่ 1 ตุลาคม งัดข้อกับศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นการกดดันสถาบันไปในตัวด้วย

พฤติกรรมเช่นนี้จึงมิอาจเรียกได้ว่า "จงรักภักดี" เพราะแม้ยิ่งลักษณ์จะท่องคาถาเดียวว่า ทำตามรัฐธรรมนูญกำหนดที่ให้ส่งเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน 20 วัน แต่กว่าจะครบ 20 วันก็คือวันที่ 17 ต.ค. จึงมีเวลาเหลือเฟือที่จะชะลอเรื่องไว้ก่อน จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ในกรณีที่มีการยื่นให้ตีความว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่

แต่ยิ่งลักษณ์เลือกที่จะเล่นบทหน้าซื่อใจคด อ้างกฎหมายที่ขาดสามัญสำนึกในความรู้ผิดชอบชั่วดี ความควรมิควร ไม่แตกต่างจากพี่ชายผู้ทะยานอยากไม่รู้จบ จนไม่อาจเข้าใจสัจธรรมที่ว่า "แข่งเรือ แข่งพาย แข่งได้ แต่แข่งบุญ แข่งวาสนา แข่งกันไม่ได้"

ดังนั้น ไม่ว่าจะมีชายคลั่งคนใดเคยขว้างแก้วไวน์ใส่รูปที่มีทุกบ้าน พร้อมคำอาฆาตที่สะท้อนถึงความมักใหญ่ใฝ่สูงที่ต้องการเป็นหนึ่ง ไม่ขอเป็นสองรองใครอย่างชัดเจนยิ่ง จะมีความปรารถนาใดซ่อนเร้นอยู่ จนใช้สารพัดวิธีในการกัดเซาะสถาบันหลักของชาติ ก็ดูเหมือนว่าจะประสบความสำเร็จ  เพราะคนบางคนอาจบ้องตื้นเกินกว่าจะเข้าใจว่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ "ทรงครองแผ่นดิน"  แต่ "ทรงครองหัวใจคนทั้งแผ่นดิน" ต่างหาก แม้ว่าจะถูกทำให้แตกแยกร้าวลึกในยุคที่คนชั่วครองเมือง เพราะกระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจม ก็ไม่มีทางที่จะทำลายดวงใจของคนทั้งชาติได้

การเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ได้ตามใจที่ตัวเองปรารถนาจึงไม่ง่ายอย่างที่คิด กระทั่งพฤติกรรมฉาวโผล่ประจานตัวเองให้เห็นชัดเจนว่า เป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีจริงหรือไม่ แม้ว่าจะพยายามการันตีว่า "ถ้านายกฯ ไม่จงรักภักดีแล้วผีที่ไหนจะจงรักภักดี" ก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ถึง 2 กรณี ที่นักโทษทักษิณฟ้องสุเทพ เทือกสุบรรณ และสนธิ ลิ้มทองกุล  โดยในส่วนคำพิพากษาคดีสุเทพนั้น ได้ตอกย้ำถึงพฤติกรรมนักโทษหนีคดีว่า มีความพยายามตะเกียกตะกายอยากจะเป็นประธานาธิบดี การวิพากษ์วิจารณ์จึงไม่ถือเป็นการหมิ่นประมาท เช่นเดียวกับกรณีสนธิ ศาลอุทธรณ์ก็ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เกี่บวกับปฏิญญาฟินแลนด์ยุทธศาสตร์เปลี่ยนแปลงประเทศ ที่ศาลชี้ว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารราชการแผ่นดินและติชมโดยสุจริต จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

ในยุคทักษิณยังมีพฤติกรรมอีกมากที่ทำให้ผู้คนเกิดความเคลือบแคลงสงสัย เกี่ยวกับความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นหนึ่งในเหตุ ผลที่ คมช.ใช้เป็น 1 ใน 4 ข้ออ้างในการทำรัฐประหารวันที่ 19 ก.ย.49 ด้วย

จะว่าไปแล้ว สองปีเศษภายใต้การบริหารของยิ่งลักษณ์  ก็มีพฤติกรรมที่น่าเคลือบแคลงสงสัยไม่แพ้กัน ตั้งแต่กรณีที่เฟซบุ๊กของนายกรัฐมนตรี ได้อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ผิดรัชกาลให้ประชาชนถวายพระพร "5 ธันวา รวมพลังคนไทย รวมหัวใจถวายพระพรชัยมงคล" จนมีพสกนิกรจำนวนมากเข้าไปทักท้วง แต่กว่าที่เฟซบุ๊กของนายกรัฐมนตรีจะแก้ไขให้ถูกต้องก็ทอดเวลาออกไปถึง 9 ชั่วโมง

พร้อมกับคำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นว่า "ด้วยทางทีมงานของเฟซบุ๊กนี้ได้ดำเนินการผิดพลาดในการขึ้นพระบรมฉายาลักษณ์ และได้รายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้แก้ไข และจะได้มีหนังสือกราบเรียนท่านราชเลขาธิการเพื่อกราบบังคมทูลเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษในข้อผิดพลาดดังกล่าว"

ทำให้เกิดคำถามว่า "ง่ายไปไหม" กับการแก้ตัวเท่านี้แล้วจบ เพราะประชาชนสงสัยว่า "ผิดพลาดหรือจงใจ" เพราะภาพพระบรมฉายาลักษณ์ปรากฏชัดเจนว่าเป็น ร.8 หรือ ร.9 จนมีเสียงเรียกร้องจากประชาชนโดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดีย ให้ยิ่งลักษณ์กล่าวขอโทษประชาชน แต่เธอก็มิได้นำพา

ต่อมายังเกิดเหตุมิบังควร โดยกระทรวงมหาดไทยบังอาจออกคำสั่งห้ามจุดพลุเฉลิมฉลองในวันที่ 5 ธันวาคม  และยังตัดการแสดงในส่วนการจัดฉายภาพยนตร์พาโนรามา สื่อผสมเฉลิมพระเกียรติ การแสดงแสงเสียงและสื่อผสม ซึ่งเดิมจะต้องแสดงถึงวันที่ 9 ธันวาคม กลับกลายเป็นการแสดงครั้งสุดท้ายในวันที่ 4 ธันวาคมแทน โดยรัฐบาลอ้างว่าเพื่อประหยัดงบประมาณไปช่วยน้ำท่วมในปี 2554

ความจริงก่อนหน้าที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ก็ได้แสดงทัศนะที่ชัดเจนกับ The Independent ของสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 3 ก.ค.54 ว่า จะต้องสะสางกฎหมายมาตรานี้ โดยให้เหตุผลว่า

"ควรจะมีการสะสางให้เสร็จสิ้น และตนก็คิดว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่อ่อนไหว ซึ่งจะต้องหาผู้ที่มีความชำนาญการเป็นพิเศษ ในการหารือเกี่ยวกับปัญหานี้ และตนก็ไม่อยากให้ประชาชนใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพบ่อยเกินไป  และไม่ต้องการให้คนไทยใช้กฎหมายนี้ในทางที่ผิด คือพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ สำหรับปวงชนชาวไทยในยามนี้อย่างแท้จริง"

แต่สองปีเศษที่บริหารมายังไม่กล้าแตะต้อง จนทำให้เกิดความแตกแยกในกลุ่มเสื้อแดงที่คิดว่าตัวเองถูกหลอก ถึงขนาด สมศักดื์ เจียมธีรสกุล ผู้มีทัศนคติเป็นอันตรายต่อสถาบันกษัตริย์ อ้างวิกิลีกส์ทวงสัญญาจากนักโทษทักษิณ เกี่ยวกับการรื้อกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่ก็ไม่มีคำตอบใดๆ จากหมายเลขที่ท่านเรียก

การตีหน้าซื่อทำไร้เดียงสา ราวกับไม่รู้ว่าการนำร่าง พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญยังวินิจฉัยไม่แล้วเสร็จนั้น เป็นเรื่องมิบังควรทำให้มองได้แค่สองอย่างคือ โง่ถาวร หรือแกล้งโง่เพื่อท้าทาย

เพราะหลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวแล้ว จะต้องทรงลงพระปรมาภิไธยภายใน 90 วัน หากไม่พระ ราชทานกลับมา ให้รัฐสภาวีโตพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ได้ โดยใช้เสียงสองในสามของรัฐสภาเพื่อยืนยันกฎหมายดังกล่าว แล้วให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกครั้งหนึ่ง หากภายใน 30 วันยังไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยลงมาอีก ก็ให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วตาม รธน.มาตรา 151

ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะเท่ากับว่าฝ่ายนิติบัญญัติวีโตไม่ยอมรับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย เกมที่พี่ชายวางไว้ให้น้องสาวเดินบนเส้นลวดนี้ ไม่เพียงอำมหิตต่อประเทศชาติเท่านั้น แต่ยังเลือดเย็นอย่างยิ่งที่ส่งน้องสาวเข้าสู่ลานประหาร ด้วยการบีบศาลรัฐธรรมนูญควบคู่ไปกับการกดดันเบื้องสูง ทั้งๆ ที่รู้ดีว่ากระ บวนการตราร่างพระราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาตั้งแต่ต้นจน  จบ คือในวาระแรกองค์ประชุมไม่ครบ มีญัตติกำหนดกรอบเวลาการแปรญัตติคาอยู่  แต่จ๊ะเอ๋กลับไม่ลงมติ แต่สรุปให้แปรญัตติภายใน 15 วันโดยใช้ดุลพินิจของตัวเอง และให้เริ่มนับวันแปรญัตติตั้งแต่วันดังกล่าว แม้ว่าจะมีการเรียกประชุมอีกครั้งเพื่อลงมติเกี่ยวกับกรอบการแปรญัตติให้ถูกต้อง แต่ก็ไม่ได้เลื่อนวันเริ่มต้นแปรญัตติออกไป ทำให้มีผู้เสียสิทธิ์ในการแปรญัตติดังกล่าว 3 คน คือ ชวน หลีกภัย, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ

นอกจากนี้ ในการพิจารณาวาระ 2 ยังมีการจำกัดสิทธิ์ผู้แปรญัตติ และปรากฏหลักฐานชัดเจนว่ามีการเสียบบัตรแทนกันในการลงมติด้วย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องทั้งหมดไว้พิจารณาแล้ว โดยเฉพาะประเด็นสำคัญคือ การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่

90 วันจากนี้ไป จึงเป็นภาวะเปราะบางทางการเมือง โดยฝีมือของรัฐบาลเองที่ต้องการวัดกำลังกลุ่มต้าน ท้ารบศาลรัฐธรรมนูญ และท้าทายไปถึงพระราชอำนาจ เหยียบย่ำหัวใจประชาชน เพื่อประกาศศักดาว่าข้ายิ่งใหญที่สุดในปฐพีนี้

ในเมื่อเราเห็นเด่นชัดถึงความพยายามกินรวบประเทศไทยของระบอบทักษิณ ก็คงหวังสำนึกที่ดีจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ยาก

นาทีนี้จึงต้องวัดกันที่การปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยากให้รำลึกถึงพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานแก่เหล่าผู้พิพากษาประจำศาลยุติธรรม ในโอกาสที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

อันมีใจความสำคัญบางช่วงตอนดังนี้"การปฏิบัติหน้าที่จะต้องซื่อสัตย์ สุจริต อันนี้เป็นข้อสำคัญ หมายถึงว่าท่านจะต้องซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ และต่อท่านเองที่ได้กล่าวปฏิญาณ ถ้าไม่ได้ปฏิญาณก็ไม่แน่ที่ท่านจะทำหน้าที่ได้ เพราะว่าเป็นหน้าที่ที่ยาก ตามที่บอกว่า ท่านต้องทำตาม เพื่อที่จะประเทศชาติมีความสงบสุข

ซึ่งหมายถึงว่า จะต้องมีความยุติธรรมในบ้านเมือง  ถ้าไปเจอความอยุติธรรมที่ไหนก็ตาม ท่านต้องแก้ไข ไม่ใช่ในศาลเท่านั้น แต่ในหน้าที่และนอกหน้าที่

ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติหน้าที่ คือความยุติธรรมของบ้านเมือง เพื่อที่จะให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข บ้านเมืองมีความสงบสุข และใครทำอะไรไม่ดีที่ไหน ท่านต้องกล่าวถึง ท่านต้องพูด ท่านต้องยืนยันว่า เป็นหน้าที่ของท่านที่จะทำให้ยุติธรรม

คนอื่นทำไม่ยุติธรรมนั้น ถ้าเขาไม่ได้ปฏิญาณก็คงไม่น่าจะเป็นอะไร แต่ว่าทุกคนที่อยู่ในข่ายของการยุติธรรมนั้น คือคนไทยทั้งหมดจะเป็นผู้พิพากษาหรือไม่เป็น ก็จะต้องปฏิบัติด้วยความยุติธรรม

ฉะนั้นท่านต้องดูแล สอดส่องให้เห็นว่าความยุติธรรมยังมีอยู่ในบ้านเมือง ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามที่ท่านได้กล่าวไว้ในที่นี้ เพื่อที่จะบ้านเมืองมีความร่มเย็น"

ในยามที่บ้านเมืองไม่ปรกติ สิ่งเดียวที่จะเป็นหลักยึดให้สังคมไทยอยู่รอดปลอดภัย คือการทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมของศาล ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และต้องพึงสำเหนียกด้วยว่า การทำหน้าที่ในพระปรมาภิไธยนั้นก็เปรียบเสมือน "ผู้แทนพระองค์"

ถ้าคำวินิจฉัยออกมาไม่เป็นคุณกับรัฐบาล แล้วจะพากันนำชาติลงเหวด้วยการประกาศไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ก็เท่ากับว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์และสมาชิกวุฒิสภาที่กระสันอยากเป็น ส.ว.ต่อเนื่อง กำลังจะประกาศ "ไม่รับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่ใช้ผ่านตุลาการด้วยใช่หรือไม่".

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง