คอลัมน์: วันอาทิตย์ สไตล์ สมจิตต์ นวเครือสุนทร: เอาประชาธิปไตยคืนจากระบอบทักษิณ (16)ประเทศไทยในวันที่ 'คนไทยกลัวเงาตัวเอง'

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2556 00:00:20 น.

กลายเป็นเรื่องอะไรจะเกิดก่อนกันระหว่าง ไก่กับไข่ อันเป็นปัญหาโลกแตกชนิดที่เถียงกันเท่าไหร่ก็หาคำตอบไม่ได้  คล้ายกับสภาพการเมืองไทยในปัจจุบัน ซึ่งกำลังถกเถียงกันไม่เลิกระหว่าง "ปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง" หรือ "เลือกตั้งแล้วค่อยปฏิรูปประเทศ" แต่กลับไม่คิดถึงสมการที่ว่า  "ปฏิรูปประเทศด้วยการเลือกตั้ง"

ความจริงปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องยากที่สังคมไทยจะร่วมกันหาทาง ออก แต่สภาพการณ์ที่คนไทยถูกกดขี่ย่ำยีโดยระบอบทักษิณมายาว นานกว่าสิบปี ทำให้ตกอยู่ในความหวาดกลัวจนมองไม่เห็นวิธีการแก้ปัญหาที่วางอยู่ตรงหน้า กลับไปสอดส่ายสายตาหาทางลับที่เดินลำบาก ทิ้งเส้นทางปกติที่เดินได้เพราะคิดว่าทำไม่ได้ จนเกิดภาวะ "เส้นผมบังภูเขา" อย่างน่าเสียดายทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะที่ไม่แตกต่างไปจาก  "คนที่กำลังกลัวเงาตัวเอง"!

เมื่อคนกลัวเงาตัวเอง เขาจะไม่กล้าออกนอกสถานที่ในเวลากลางวัน เพราะกลัวว่าพระอาทิตย์จะสาดแสงใส่ จนทำให้ร่างของเขาทอดเป็นเงาปรากฏบนพื้น

เขาไม่กล้าแม้กระทั่งเปิดไฟในห้อง เพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดแสงเงาอันน่าสะพรึงกลัวที่เขาไม่อยากเห็น

สิ่งที่ทำได้สำหรับ "คนกลัวเงา" คือการอยู่ในที่มืดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ความมืดที่ "ไร้เงา" อาจทำให้เขารู้สึกปลอดภัยได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่มีทางทำได้ตลอดไป เพราะนั่นหมายถึงว่า "เขาจะไม่สามารถใช้ชีวิตแบบปกติได้อีก"

คนไทยต้องตั้งสติแล้วตรองดูว่า เราจะแก้ปัญหาประเทศแบบคนกลัวเงา หรือเผชิญหน้ากับความจริงด้วยการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แม้ว่าอาจจะต้องใช้ระยะเวลายาวนานกว่า การวิ่งหลบเข้ามุมมืดแล้วคิดไปเองว่า "ปลอดภัย" แล้วก็ตามระบอบทักษิณ คือ ศูนย์รวมแห่งความชั่ว ที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมแบบมี "ตัวเป็นๆ" ให้จับต้องได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยมี ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวโจกในการรวบอำนาจเพื่อนำไปสู่การกระจายผลประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้อง อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ "ระบอบทักษิณ" หยั่งรากฝังลึกถอนยาก ทำให้ประเทศไทยเป็นโรค  "ภูมิคุ้มกันบกพร่อง" มาจนถึงทุกวันนี้เครือข่ายของ "ระบอบทักษิณ" มิใช่มีเพียงแค่นักการเมือง นักธุรกิจ และข้าราชการเท่านั้น แต่เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงระบอบทักษิณให้ดำรงคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันคือ  "ประชาชน"นี่คือสิ่งที่เราต้องยอมรับความจริงเป็นเบื้องต้นก่อน ไม่เช่นนั้นการแก้ปัญหาไม่มีทางที่จะขุดรากถอนโคนระบอบทักษิณให้หมดสิ้นจากแผ่นดินไทยได้ แต่จะทำได้เพียงแค่การโค่นต้นทิ้งแล้วคิดว่าเป็นจุดจบของต้นไม้พิษ ทั้งๆ ที่รากแก้วของ "ระบอบทักษิณ" ยังคงอยู่การตื่นตัวครั้งประวัติศาสตร์ของคนในชาติที่ร่วมกันออกมาแสดงพลังให้เห็นในวันที่ 24 พ.ย. และวันที่ 9 ธ.ค.56 ได้เปลี่ยนแปลงประเทศไทยครั้งยิ่งใหญ่ให้ก้าวไปสู่อนาคตที่ดีสำหรับลูกหลานอย่างทรงพลังยิ่ง

เป็นพลังที่ไม่มีวันตายและไม่จำเป็นต้องมีแกนนำมาคอยกำกับเหมือนในอดีตอีก เนื่องจากหัวใจของการต่อสู้เกิดจาก  "ความดีงามที่หลอมรวมกันเพื่อรักษาความถูกต้องให้กับบ้านเมือง"

ใครที่คิดว่าคนออกมาขนาดนี้แล้วต้องไปให้สุดๆ ไม่อย่างนั้นจะ "เสียของ" ขอตั้งคำถามว่า "เสียของของใคร?"เพราะถ้าเป็น "ของของประเทศชาติ" ในวันนี้ต้องบอกว่า "ไม่เสียของ" เพราะเราได้ "ลองของ" จนสร้างปรากฏการณ์ที่เป็นจริงในการรานกิ่งก้านของระบอบทักษิณจนเกือบเหี้ยนแล้ว

พลังของคนไทยรานกิ่งก้านใดของระบอบทักษิณไปแล้วบ้าง1.) นักการเมืองขี้ข้าและสภาทาสกลายเป็นเป็ดง่อยพฤติกรรมเผด็จการเสียงข้างมากที่ลุแก่อำนาจของระบอบทักษิณ ที่สืบสันดานโดย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น ได้บ่อนทำลายตัวเองจนทำให้กระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งการละเมิดรัฐธรรมนูญ การกระทำขัดข้อบังคับการประชุมสภา  และการไร้ความชอบธรรมในการใช้สภา เนื่องจากนำกลไกรัฐสภาไปรับใช้นักโทษหนีคดีแทนที่จะรับใช้ประชาชน จนทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์และสมาชิกรัฐสภาขี้ข้า ทั้ง ส.ส.และ ส.ว.ตกอยู่ในที่นั่งลำบากไม่ต่างจาก "หมาจนตรอก"คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ชี้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข

เพิ่มเติมประเด็นที่มา ส.ว.ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 เพราะมีการกระทำที่ให้ได้มาซึ่งอำนาจในการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ โดยไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มีการทุจริตในการลงคะแนนเสียงด้วยการเสียบบัตรแทนกัน ใช้เสียงข้างมากอย่างไม่ชอบธรรม ลิดรอนสิทธิ์เสียงข้างน้อยซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย นำไปสู่ระบบเผด็จการเสียงข้างมากนั้น ได้กลายเป็นบรรทัดฐานที่ทำให้รัฐสภาชุดใหม่ต้องระมัดระวัง ไม่สามารถใช้เสียงข้างมากตามอำเภอใจได้อีก  เพราะมีหลักเกณฑ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วางไว้ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว เช่น

ประธานรัฐสภาไม่สามารถที่จะใช้อำนาจตัดสิทธิ์การแปรญัตติของสมาชิกรัฐสภาได้
การเสียบบัตรแทนกันเป็นพฤติกรรมทุจริตที่ขัดรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภา

รัฐสภาจะใช้เสียงข้างมากทำตามอำเภอใจไม่ได้ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักนิติธรรม

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อรวบอำนาจ ทำลายดุลยภาพการถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้อีก

จากที่ยกตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า หากคนไทยยังไม่ตื่นรู้มากพอจนพรรคของนักโทษหนีคดีชนะเลือกตั้งกลับเข้ามากุมอำนาจบริหารประเทศอีกครั้ง พวกมันก็จะไม่สามารถดำเนินการตามอำเภอใจเหมือนที่เคยทำในยุคทักษิณมาจนถึงยุคของยิ่งลักษณ์ได้อีกแล้ว

การทำชั่วต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากทั้งฝ่ายค้านที่เข้มแข็งในสภา และการจับตาอย่างใกล้ชิดจากภาคประชาชนที่พร้อมลุกขึ้นมาแสดงพลังทันทีที่มีความไม่ถูกต้องเกิดขึ้น

2.) นักธุรกิจตื่นตัวร่วมกับภาคสังคมโค่นล้มการคอร์รัปชัน

มีความตื่นตัวอย่างยิ่งจากภาคธุรกิจ ตั้งแต่การก่อตั้งองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งริเริ่มในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ประสานกับภาคเอกชนภายใต้ความคิดที่ว่า ถ้านักธุรกิจไม่จ่าย การหากินใต้โต๊ะของนักการเมืองก็จะยากลำบากมากขึ้น โดยมี ดุสิต นนทะนาคร อดีตประธานหอการค้าผู้ล่วงลับ เป็นผู้เริ่มต้นไว้ มี ประมนต์ สุธีวงศ์ เข้ามารับช่วงสานต่อ และแสดงบทบาทที่ชัดเจนเกี่ยวกับการตรวจสอบการทุจริตและต่อต้านการคอร์รัปชันของผู้ใช้อำนาจรัฐ

ในขณะที่องค์กรธุรกิจ 7 องค์กร ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสังคมอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก หลังจากที่ผ่านมาภาคธุรกิจจะมุ่งเน้นที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อธุรกิจมากกว่าที่จะแก้ปัญหาระยะยาว ด้วยการแถลงว่า "การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ เพราะประเทศไทยต้องการการปฏิรูปประเทศ"

การออกมาขับเคลื่อนในเรื่องนี้ มีพลังมากพอที่จะทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องหยุดฟัง และไม่ว่าใครจะได้เสียงข้างมากเข้ามาเป็นรัฐบาลในอนาคต ก็มิอาจหลีกหนีกระแสธารแห่งการปฏิรูปประเทศไปได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ระบอบทักษิณค่อยๆ อ่อนแอลงเรื่อยๆ

3.) ข้าราชการผันตัวจากขี้ข้ามาอารยะขัดขืนผ่านโลกออนไลน์

มือไม้สำคัญของระบอบทักษิณคือ กลไกข้าราชการ ซึ่งแม้ว่าจะยังเป็นฐานรากสำคัญของคนชั่ว แต่ในทางกลับกันก็มีข้าราชการดีที่คอยบ่อนแซะฐานรากดังกล่าวให้ค่อยๆ พังทลายลง ด้วยการนำเสนอความจริงต่อสังคมผ่านโซเชียลมีเดีย จนทำให้แผนลับกลร้ายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่สามารถดำเนินการได้แม้แต่เรื่องเดียว ลองมาไล่เรียงดูว่ามีอะไรที่เห็นเป็นรูปธรรมบ้าง

การปกปิดตัวเลขขาดทุนโครงการจำนำข้าวและความล้มเหลวของรัฐบาล ถูกเปิดโปงโดยข้าราชการกระทรวงการคลัง ทั้งผ่านสื่อสารมวลชน และมีการปล่อยเอกสารออกมาตบหน้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ผ่านโลกอินเทอร์เน็ต ประกอบกับความกล้าหาญของ สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะอดีตประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว  ที่ออกมารักษาผลประโยชน์ชาติด้วยการให้ความจริงต่อคนไทยอย่างไม่เกรงกลัวอิทธิพลของฝ่ายการเมือง

การให้ข้อมูลเกี่ยวกับหนี้ข้ามชาติ 2 ล้านล้านบาท ว่าจะสร้างหนี้ให้คนไทยทั้งดอกและต้นรวม 5.16 ล้านล้านบาท ใช้หนี้หัวบานกันยาวนานถึง 50 ปี เป็นอีกหนึ่งข้อมูลจากข้าราชการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ ที่ออกมาเปิดโปงให้คนไทยได้รับรู้ จนเกิดความตื่นตัวในการต่อต้านอย่างหนักหน่วง

ความพยายามใช้ฝ่ายปกครองสนองอำนาจฝ่ายการเมืองไม่ประสบผลสำเร็จมากดังที่คาดหวัง ดูได้จากการออกคำสั่งให้ฝ่ายปกครองทำป้ายเชลียร์รัฐบาลในเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฯลฯ ถูกนำคำสั่งมาแฉผ่านโลกออนไลน์ จนต้องมีการยกเลิกคำสั่งดังกล่าว แม้ว่าจะมีการสั่งทางลับให้ดำเนินการต่อ แต่เรื่องที่แดงออกมาก็ทำให้เกิดกระแสสังคมต่อต้านรัฐบาลเพิ่มขึ้น

คำสั่งลับของ ศอ.รส.ไม่เป็นเรื่องลับอีกต่อไป เพราะมีการนำเอกสารคำสั่งของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ในฐานะ ผอ.ศอ.รส.ออกมาเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง จนทำให้การเคลื่อนไหวในเรื่องกำลังพลของทั้งตำรวจและทหารถูกจับจ้องจนกระดิกตัวลำบากมากขึ้น

จากตัวอย่างที่ยกให้เห็นในข้างต้นจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยของเราได้เริ่มต้นเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติแล้วอย่างแท้จริง ทั้งในส่วนการวางบรรทัดฐานการทำหน้าที่ของฝ่ายการเมือง การตื่นตัวของภาคธุรกิจ การอารยะขัดขืนของข้าราชการที่ไม่สยบยอมเป็นขี้ข้าให้ระบอบทักษิณกลืนกินประเทศไทยได้ง่ายๆ อีกต่อไป

สิ่งที่ยังเป็นปัญหาหนักอกที่ต้องยกออกเพียงอย่างเดียวในขณะนี้ คือ "รากแก้ว" ของระบอบทักษิณ ซึ่งก็คือ "ประชาชน" นั่นเองเพราะในขณะที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยรู้เท่าทันกับหายนะที่มาพร้อมกับโครงการประชาล่มจม การใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม การทุจริตคอร์รัปชันกินเมืองของระบอบทักษิณอย่างเต็มที่ แต่ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่อาจจะไม่รับทราบข้อมูลเหล่านั้นเลย เหมือนอย่างที่ วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญเคยพูดเอาไว้ว่า

"ฝ่ายเสียงข้างมาก จะต้องเป็นฝ่ายที่รับฟังความเห็นที่แตกต่างจากเสียงข้างน้อย นักการเมืองต้องมีจิตสำนึก ประชาชนก็ต้องเลือกคนที่ดี ไม่เลือกคนชั่ว เพราะถ้าได้ผู้แทนที่ไม่ดี ก็จะเหมือนกับคนที่เลือกเป็นคนไม่ดีไปด้วย"

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประชาชนนั้นจะเห็นทิศทางที่ดีขึ้นในการรู้เท่าทันต่อระบอบทักษิณ ที่กระจายเป็นวงกว้างมากกว่าในปี 2549 หลายเท่า ถ้าเรามั่นใจว่ายังมีประชาชนอีกไม่ต่ำกว่าสิบห้าล้านคนเป็นกำแพงให้กับคนห้าล้านคนที่ออกมาเดินบนถนน ทำไมจึงไม่กล้าที่จะให้คนเหล่านั้นได้ใช้อำนาจทางตรงผ่านกระบวนการเลือกตั้งเพื่อแก้ปัญหาตามระบบ เพื่อขจัดการโต้แย้งที่จะนำไปสู่การปลุกปั่นจนทำใหัชาติตกอยู่ในวังวนแห่งความรุนแรงไม่รู้จบ

หากผู้ที่มีจิตใจปรารถนาดีต่อบ้านเมืองอยากจะแก้ปัญหาอย่างตรงจุด ก็ต้องไม่ตัดตอนด้วยวิธีนอกระบบเหมือนที่เกิดขึ้นในการรัฐประ หารปี 2549 จนกลายเป็นการเพาะเชื้อให้เกิดความแตกแยกรุนแรงในปี 52-53 โดยใช้ปัจจัยเดียวมาปั่นกระแสคือ "ผลพวงจากรัฐประหาร"แม้ว่าในครั้งนี้จะมีความพยายามที่จะชี้ให้เห็นว่าเป็นการปฏิวัติโดย "มวลมหาประชาชน" แต่ต้องยอมรับความจริงว่า สิ่งที่กำลังทำกันอยู่ในขณะนี้นั้นมิได้เป็นไปตามระบบ  เพราะในขณะที่บอกว่าจะสร้างระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กลับเริ่มต้นที่ทำให้ถูกโจมตีว่าจะไปถึงฝั่งฝันได้ก็ต่อเมื่อ "ฉีกรัฐธรรมนูญ" เท่านั้นเนื่องจากการจะเดินไปถึงจุดที่ทำให้เกิดการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 นั้น มิอาจเริ่มได้โดยคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. แต่ต้องเริ่มต้นจากยางอายของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ต้องแสดงความรับผิดชอบที่ทรยศต่อคนไทยด้วยการลาออกยกคณะ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเธอไม่คิดที่จะทำ เป็นการตอกย้ำสัจธรรมที่ว่า "คนดีแพ้คนหน้าด้าน"ไม่เพียงเท่านั้น สมมติว่า ยิ่งลักษณ์ ลาออก กปปส.ก็ยังมิอาจไปถึงจุดหมายได้ แต่ต้องเดินบันไดขั้นที่สองด้วยการกดดันให้ นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ที่ผ่านบทพิสูจน์มาอย่างโชกโชนแล้วว่าเป็น "ขี้ข้าของระบอบทักษิณ" ลาออกจากตำแหน่งอีกหนึ่งคน จึงจะเปิดช่องให้รองประธานวุฒิสภาได้เป็นผู้นำรายชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อให้มีคณะรัฐมนตรีบริหารประเทศต่อไปตามที่มาตรา 7 เปิดทางไว้

สิ่งที่ กปปส.พยายามทำอยู่ จึงไม่ต่างอะไรจากคนที่มีจมูกของตัวเองไว้หายใจอยู่แล้ว แต่ดันอุดจมูกตัวเองแล้วไปยืมออกซิเจนจากระบอบทักษิณมาโค่นล้มระบอบทักษิณ ซึ่งต้องถามว่า

"มันจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ ยิ่งลักษณ์-นิคม จะหยิบยื่นออกซิเจนมาให้ กปปส.หายใจ?"

ที่สำคัญคือ แนวทางรัฐบาลเฉพาะกาลไปจนถึงสภาประชาชนนั้น ไม่ใช่ประชาธิปไตยทางตรงอย่างที่มีความพยายามจะอธิบาย แต่เป็นการดึงเอาอำนาจของประชาชนไปไว้กับคนกลุ่มหนึ่งที่คนไทยส่วนหนึ่งให้ความไว้วางใจเท่านั้น

ขอย้ำว่า "คนไทยส่วนหนึ่ง" ซึ่งในที่นี้ผู้เขียนเองก็ให้ความไว้วางใจด้วย แต่ไม่คิดว่านี่จะเป็นหนทางที่ถูกต้องสำหรับประเทศในระยะยาว เพราะนั่นเท่ากับว่าเรากำลังฝากประเทศไว้กับตัวบุคคลแทนที่จะให้ระบบควบคุมคน ซึ่งระบอบทักษิณจะปั่นกระแสว่าถูกช่วงชิงอำนาจโดยไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แม้ว่าที่ผ่านมามันจะเหยียบรัฐธรรมนูญไว้ใต้อุ้งตีนมาโดยตลอด เพิ่งจะมาเทิดทูนไว้เหนือเกล้าตอนที่เป็นประโยชน์กับตัวเองก็ตาม

การจะขุดรากถอนโคนระบอบทักษิณ จึงต้องใช้เวลาให้ความจริงกับประชาชนเพื่อทำลายรากแก้วของระบอบทักษิณ  ซึ่งในขณะนี้คนไทยจำนวนมากก็ได้รับผลกระทบจากประชานิยมบ้าคลั่ง การทุจริตคอร์รัปชัน ไปจนถึงการลุแก่อำนาจ ใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐานกันด้วยตัวเองแล้ว ไม่เว้นแม้กระทั่งฐานเสียงของพรรคที่ทักษิณเป็นเจ้าของด้วย

สถานการณ์ในปี 56 จึงแตกต่างจากปี 49 โดยสิ้นเชิง ไอ้ที่คิดว่ายุบสภาแล้วพรรคของทักษิณจะได้รับเลือกตั้งอย่างถล่มทลายกลับมาบริหารประเทศนั้นเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว มีแต่จะเสื่อมถอยและลดลงไปเรื่อยๆ เพราะภาพมายาที่ทักษิณสร้างขึ้นนั้นเริ่มหมดมนต์ขลัง หลังจากความจริงปรากฏชัดว่า  "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ชาติเจ๊ง คนไทยจนทั้งประเทศ"

ประเทศไทยมุ่งแก้ปัญหาที่ระบบ ทั้งที่ความผิดอยู่ที่คนใช้ระบบมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่การเรียกร้องว่า "นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง" เพื่อกำหนดกติกาป้องกันเผด็จการทหาร หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มาจนถึงวันนี้เราบอกว่าไม่เอา "นายกฯ จากการเลือกตั้ง" แต่จะเอา "นายกฯ คนกลาง" เพื่อป้องกันเผด็จการทุนสามานย์ถามว่า เราจะต้องแก้ระบบเพื่อไล่ความชั่วของคนกันอีกกี่ครั้ง? อย่าลืมว่าแม้แต่ กปปส.เองก็ยอมรับว่า ในที่สุดประเทศไทยจะต้องกลับไปสู่การเลือกตั้ง เพราะเป็นกติกาที่ทั่วโลกยอมรับ และไม่ว่าจะมีการวางระบบไว้ดีอย่างไรก็จะมีช่องว่างทำให้คนชั่วนำไปใช้เป็นประโยชน์ให้กับตัวเองได้ทุกครั้ง ซึ่งเรามีบทพิสูจน์มาแล้วจากการต่อสู้กับระบอบทักษิณในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา

เลิกกลัว "เงา" ตัวเอง ใช้แสงสว่างนำทางแก้ปัญหาตามระบบที่มีอยู่ เพราะตราบใดที่ประชาชนซึ่งเป็นรากแก้วของระบอบทักษิณไม่ได้เรียนรู้ที่จะพัฒนาประชาธิปไตยของชาติด้วยตัวเอง ก็ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

แม้ว่าพรรคของทักษิณจะชนะการเลือกตั้ง แต่จะเป็นชัยชนะบนความพ่ายแพ้ที่กัดกินตัวเองไปเรื่อยๆ จากผลกรรมที่ตัวเองก่อไว้ นั่นคือความผิดหลายคดีที่ยังค้างอยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นผู้คุมกติกาของบ้านเมืองนี้

ที่ผ่านมาเราก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือว่า ทักษิณไม่กล้าโผล่หัวกลับมาประเทศไทย ก็เพราะการชี้ความผิดของศาลสถิตยุติธรรม อันเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ไม่ว่าจะมีจำนวนเสียงในสภามากมายแค่ไหนก็ไม่สามารถเปลี่ยนผิดให้เป็นถูกได้.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง