ฎีกาพิพากษ์ยืนนำขยะซีดีขายคุกแทนค่าปรับ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2557 00:00:23 น.

รัชดาภิเษก * ปิดฉากคดีเก็บซีดีจากขยะมาวางแผงขายริมถนน หลังจากยืดเยื้อมา 6 ปี ศาลฎีกายืนปรับ 133,400 บาท ในการจำหน่ายซีดีหนัง-เพลง 96 แผ่น เผยข้อต่อสู้ชั้นฎีกาไม่ชัดเจนฟังไม่ขึ้น เจ้าตัวยอมรับไม่รู้กฎหมาย ทำใจติดคุก เล็งให้เมียไปกู้เงินนอกระบบมาชดใช้

เมื่อวันพฤหัสบดี ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.3060/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา อายุ 28 ปี ลูกจ้างชั่วคราวเก็บขยะ ประจำเขตสะพานสูง กองรักษาความสะอาด กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่าแลกเปลี่ยนหรือจำนำภาพยนตร์ซึ่งเป็นแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551

โดยอัยการบรรยายพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2551 จำเลยได้วางจำหน่ายวีซีดีบนแผงลอยไม่มีเลขที่ ตั้งอยู่ริมบาทวิถีในตลาดนัดใกล้สี่แยกกรุงเทพกรีฑา เขตบางกะปิ กทม. ในราคาแผ่นละ 20 บาท โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เหตุเกิดที่แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน ขณะที่ชั้นพิจารณาให้การปฏิเสธ โดยนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยเป็นลูกจ้างชั่วคราวเก็บขยะของ กทม. โดยเก็บขยะระหว่างเวลา 04.00- 10.00 น. ซึ่งเมื่อเก็บขยะแล้วจะแยกขยะที่พอขายได้ไปขายที่แผงลอย ตลาดหน้าหมู่บ้านนักกีฬา โดยขายปะปนกับหม้อหุงข้าวและรองเท้าเก่า ต่อมาถูกตำรวจ สน.หัวหมากจับ โดยยอมรับว่าขายจริง แต่ไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ส.ค.2553 เห็นว่าจำเลยกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฯ มาตรา 38 วรรคหนึ่ง และมาตรา 79 ให้ปรับ 200,100 บาท แต่จำเลยให้การรับสารภาพ มีประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง เห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงปรับ 133,400 บาท หากจำเลยไม่ชำระให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ขณะที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ และเมื่อวันที่ 10 ก.ค.2555 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยได้ยื่นฎีกาสู้คดี

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว รับฟังตามนำสืบว่า เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2551 จำเลยได้นำแผ่นวีซีดี ภาพยนตร์ 83 แผ่น และซีดีเพลง 13 แผ่น มาวางขายกับพื้น บริเวณตลาดนัดสี่แยกกรุงเทพกรีฑา ต่อมาถูกตำรวจ สน.หัวหมาก เข้าจับกุม ชั้นสอบสวนให้การรับสารภาพ ขณะที่ของกลางซึ่งเป็นหลักฐานพยานในชั้นสอบสวน มีเจ้าพนักงานของรัฐตรวจสอบ และมีบันทึกคำรับสาร ภาพในชั้นจับกุมมีลายมือชื่อจำเลย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฯ ขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญจึงใช้บังคับกับคดีนี้ไม่ได้นั้น เห็นว่าฎีกาจำเลยไม่มีรายละเอียดว่า พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฯ หรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหมวดใดเรื่องใด เพราะอะไรจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง

และที่จำเลยต่อสู้ว่าไม่มีเจตนาประ กอบธุรกิจในลักษณะเป็นผู้ประกอบการราย ใหญ่ การกระทำผิดของจำเลยจึงไม่ต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้น ศาลเห็นว่าแม้จำเลยยกประเด็นขึ้นฎีกา แต่ไม่มีข้อความใดเป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งไม่เป็นไปตามบทบัญญัติอำนาจฎีกา ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคแรก จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้นมีผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างพิพากษามานั้นชอบแล้ว พิพากษายืน

ภายหลังอ่านคำพิพากษาฎีกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่านายสุรัตน์ไม่มีเงินชำระค่าปรับ 133,400 บาท เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงได้ควบคุมตัวไปกักขังแทนค่าปรับที่คิดวันละ 200 บาท

นายสุรัตน์เปิดใจก่อนถูกควบคุมตัวไปกักขังว่า เตรียมใจมาแล้วว่าต้องถูกตัดสินโทษ ซึ่งรับสารภาพมาแต่ต้นว่าเป็นคนขายซีดีจริง โดยก็ไม่รู้กฎหมาย และเวลานั้นไม่ได้ขายซีดีอย่างเดียว แต่นำเอาสิ่งของอื่นที่ได้มาจากกองขยะ มาวางขายด้วย

"วันนี้ยังไม่มีค่าปรับจะจ่ายได้ทันที แต่จะลองให้ภรรยาไปหายืมหรือกู้เงินนอกระบบมาชำระค่าปรับ ซึ่งหนทางเหมือนจะมืดมนไม่รู้จะไปพึงใคร ตอนนี้สงสารแต่ลูก ซึ่งที่ผ่านมาทำงานเก็บขยะอยู่ที่เดิม โดยตั้งแต่เกิดเหตุ ตนก็ไม่กล้านำอะไรมาขายอีก" นายสุรัตน์กล่าว.

ADVERTISEMENT