กว่าจะถึงมหาวิทยาลัยก็สายเสียแล้ว แก้ปัญหาการศึกษาของเด็กไทยต้องเริ่มที่พ่อแม่

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 31 ธันวาคม 2559 00:00:44 น.

จากผลการศึกษาของโครงการเพื่อการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ Pisa: Programme for Interntational Student Assessment ที่ประกาศเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา เด็กนักเรียนมัธยมศึกษาของสิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน เวียดนามและหลายประเทศในเอเชียมีผลการเรียนรวมดีมาก ทิ้งห่างเด็กไทยที่รั้งท้ายด้านการเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน คิด วิเคราะห์ เป็นการสะท้อนภาพว่าศักยภาพของประชากรและความเจริญของประเทศขึ้นอยู่ที่มาตรฐานการศึกษา ปัญหาการศึกษาของลูกหลานเรามีความรุนแรงหรือเกี่ยวข้องอะไรกับพ่อแม่ผู้ปกครองทางออกของปัญหาที่สำคัญคือ ต้องมีการปรับทัศนคติของครอบครัว สังคมและของชาติในการเรียนรู้ ด้านวิทยาศาสตร์ ดิจิตัล และคณิตศาสตร์ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเป็นบันไดที่สำคัญพาลูกสู่ดวงดาว ไม่ใช่ปล่อยให้กระทรวงศึกษาธิการหรือมหาวิทยาลัยทำหน้าที่แต่เพียงลำพัง

อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และว่าที่ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ชี้ให้เห็นชัดว่า การขับเคลื่อนประเทศสู่ความเป็นไทยแลนด์ 4.0 ที่หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นความฝัน แต่เป็นความฝันที่ดีมากช่วยผลักดันเราให้ก้าวไปข้างหน้า อย่างไรก็ดีศัยภาพของเด็กไทยวันนี้ยังไม่พร้อมพอที่จะแข่งขันกับใครได้ในด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งว่าอนาคตของชาติจะฝากไว้กับใครในอีก 10-20 ปี ข้างหน้า ในขณะที่โลกเราใช้ในปี 2560 เทคโนโลยีดิจิทัลจะเปลี่ยนอย่างฉับพลัน ก้าวล้ำไปสู่ยุคอินเตอร์เน็ตคือทุกสิ่งเปลี่ยนผ่านจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่สังคมอัจฉริยะ เป็นที่น่าเสียดายว่าบัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยไทยทั่วประเทศมีประมาณ 360,000 คนต่อปี แต่เลือกเข้าเรียนในสายวิทยาศาสตร์น้อยมาก ประเทศเรายังขาดแคลนบุคลากรสายวิทยาศาสตร์อีกจำนวนมาก

ความคาดหวังของไทยที่จะพึ่งพาตัวเองสร้างสรรค์สินค้านวัตกรรมขั้นใช้เอง และมีอุตสาหกรรมชั้นสูง อาทิ เทคโนโลยีนาโน ชีวภาพ ดิจิทัล โรโบติก และฟินเทค คงไปไม่ถึงฝั่ง หากสังคมไทยไม่เร่งสร้างประชากรคุณภาพมารองรับ อีกปัญหาของระบบการศึกษาไทยคือการไม่มีเจ้าภาพหรือผู้จัดการที่ชัดเจน จึงเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่จะต้องลุกมามีบทบาทเป็นผู้จัดการตัวจริงที่จะมาสร้างให้เด็กมีความฝันที่ยิ่งใหญ่ หากเราจะสร้างเด็กให้เป็นนักวิทยาศาสตร์หรือสนใจเรื่องคณิตศาสตร์เทคโนโลยีต้องเริ่มตั้งแต่เด็กเล็กปล่อยเลยถึงตอนเข้ามหาวิทยาลัยก็จะสายเกินไปเสียแล้ว เพราะความสามารถในการสร้างสรรค์และเรียนรู้ในวัย 18 ปี จะน้อยกว่าวัยเด็กเล็ก

ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สจล. ในโอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งให้รับหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยปี 2560-2561 จะได้กำหนดวิสัยทัศน์และนำเสนอแนวทางสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยเรียกว่านโยบาย 3 บวก นอกจากหน้าที่ของผู้ปกครองในการกระตุ้นให้ลูกสนใจการเรียนรู้และพัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์แล้ว ภาคการศึกษาก็ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ มหาวิทยาลัยต้องเป็นผู้เล่นหลักในการกำหนดทิศทางของการพัฒนาคนบ่มเพาะเยาวชนส่งมอบแรงงานคุณภาพหรือคนดีให้กับสังคมสร้างนักรบที่ดีให้แข่งขันกับประเทศต่างๆ ได้ และยังเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้นวัตกรรมและงานวิจัยต่างๆ กว่า 80% ของประเทศ ดังนั้นนโยบายแรกคือเราจะบวกศักยภาพที่เข้มแข็งของ 27 มหาวิทยาลัยของรัฐทั่วประเทศก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยยุคใหม่มาช่วยสนับสนุนมหาวิทยลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเอกชนและช่วยยกระดับความสามารถของบุคลากรของวิทยาลัยอาชีวศึกษา เราอยากให้เด็กไทยได้เรียนทางอาชีวะเพิ่มขึ้นให้เขาเห็นอนาคตที่มั่นคง เพราะอุตสาหกรรมและธุรกิจขาดแคลนบุคคลกรสายอาชีวะอย่างหนัก

มหาวิทยาลัยระดับโลกมาตั้งเครือข่ายในประเทศไทย และส่งอาจารย์ไทยไปเรียนรู้ จะเป็นการยกระดับภาพรวมขององค์กรการศึกษาของประเทศ ความร่วมมือกันของทุกส่วนในระบบการศึกษาไทยจะทำให้เกิดเป็นระบบสร้างนักสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยเริ่มต้นตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับอุดมศึกษารวมถึงต้องมีหลักสูตรนานาชาติในมหาวิทยาลัยมากขึ้น ให้เยาวชนไทยสามารถเข้าถึงการเรียนภาคภาษาอังกฤษและนวัตกรรมภายในประเทศได้ง่าย สจล.เองก็ได้เริ่มพัฒนาต้นแบบการศึกษานานาชาติที่มีมาตรฐานสูงทัดเทียมต่างประเทศ ด้วยการเปิดโรงเรียนนานาชาติพระจอมเกล้าที่จะเตรียมเด็กให้เป็นผู้นำและนักสร้างสรรค์นวัตกรรมในอนาคต ไม่ใช่เป็นแค่ผู้ใช้นวัตกรรม รวมถึงการเปิดวิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติ สจล. ที่จะทำให้ประเทศไทยมีแพทย์นักวิจัยนวัตกรรมที่สามารถร่วมสร้างสรรค์ผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ขึ้นมาใช้เองลดการพึ่งพาต่างประเทศ

การสร้างบุคลากรหรือคนไทยที่มีคุณภาพในอนาคต เราต้องยอมรับปัญหาที่เป็นจริงของประเทศที่มาจากทัศนคติในด้านการเรียนรู้ของประชาชน พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเป็นคนแรกที่จะต้องร่วมในการช่วยลูกของคุณตัดสินใจ ช่วยให้เขาได้เรียนตามความสนใจไม่มองว่าลูกเก่งเกินจริง ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนเหมาะกับการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเค้าอาจจะเหมาะกับเรียนสายอาชีพเด็กอยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ เราไม่จำเป็นจะต้องติดอยู่ที่เรียนแพทย์ วิศวะหรือ วิชาด้านสังคมศาสตร์เราต้องเป็นแรงกระตุ้นให้เขาใฝ่รู้ คิดเป็น สร้างสรรค์เป็น

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง