แฉอดีตนายกฯไม่เสียภาษี

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 19 มีนาคม 2560 00:00:41 น.

กรุงเทพฯ ผู้ว่าฯ สตง.เผยอดีตนายกฯ ไม่เสียภาษี แนะรีบเคลียร์ตัวเองยังไม่สาย เฉ่งกรมสรรพากรเกียร์ว่าง ยันไม่ได้ตรวจเฉพาะนักการเมือง แต่นักธุรกิจรายใหญ่ก็มีการตรวจสอบเช่นกัน เผยมูลค่ารวมกว่าหมื่นล้านบาท "ธีระชัย" แนะสอบบัญชีฝากเงินที่เกาะเคย์แมน ด้าน "อภิสิทธิ์" ยอมรับมีนักการเมืองบางคนถูกเชิญไปชี้แจงแล้ว

เมื่อวันที่ 18 มี.ค. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการเสวนาเรื่อง "แก้ปัญหาคอร์รัปชัน ชาตินี้หรือชาติหน้า" ครั้งที่ 4 นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวถึงการทำงานของ สตง. ตอนหนึ่งว่า สตง.ถือว่าการตรวจสอบภาษีของทุกคนคือการปฏิบัติตามพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 เงินแผ่นดิน คือเงินของประชาชนทั้งชาติ อย่างเรื่องภาษีหุ้นชินคอร์ป สตง.ติดใจมากที่สุดนับตั้งแต่คำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยปี 2555 ว่ารายได้ขายหุ้นเป็นของนายทักษิณ ชินวัตร และภรรยา ช่วงนั้นกรมสรรพากรละเลยการตรวจสอบ ติดตามและละเลยการเก็บภาษีจากเจ้าของที่แท้จริง จนเวลาล่วงเลยไป สตง.ได้แจ้งเตือนเพราะใกล้หมดอายุความ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าทำไม่ได้แล้ว

เขากล่าวว่า ทั้งที่จริงสามารถเสนอให้ รมว.การคลัง ใช้อำนาจขยายเวลาออกไปได้ และเร่งนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ไปต่อสู้กันในชั้นศาลต่อไป ดีกว่าปล่อยให้อยู่กับกรมสรรพากร ที่ไม่กล้าทำแม้แต่การประเมินภาษี สุดท้ายจนต้องบอกให้นายกรัฐมนตรีสื่อสารให้กรมสรรพากรรู้ว่าต้องทำหน้าที่

นายพิศิษฐ์กล่าวว่า การประเมินภาษีไม่ใช่หน้าที่ สตง. ถ้านายกฯ ออกมาพูดแล้วกรมสรรพากรยังไม่ทำ ต้องมีการเปลี่ยนผู้บริหารกรมสรรพากร ซึ่ง สตง.ไม่ต้องเตือนอีก ถ้ามีหน้าที่ต้องทำ ไม่ทำก็ละเว้น หากปล่อยผ่านถึงเดือนเม.ย. ถือว่าข้ามปีได้ เสนอให้สอบสวนเอาผิดผู้ละเลยช่วงที่แรกประเมินได้กับตัวจริง ตอนนี้รีบๆ ทำหนังสือทวงไป เพราะคดีอาญามีอายุความ หุ้นชินคอร์ปต้องติดตามก่อนถึงโค้งสุดท้าย 30 มี.ค.นี้ ถ้าเงินภาษีก้อน

ใหญ่นี้หลุดไปจะเสียของ

ผู้ว่าฯ สตง.พูดถึงการเรียกเก็บภาษีนักการเมือง 60 คนนั้นว่า สตง.ได้แจ้งให้กรมสรรพากรตรวจติดตามตั้งแต่ปี 2558 ยืนยันว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่ตามประมวลกฎหมายรัษฎากร ห้ามเปิดเผยรายชื่อ ถ้าอยากรู้ว่ามีนักการเมืองคนใดบ้าง ไปดูเว็บไซต์ของ ป.ป.ช.ที่ประกาศบัญชีทรัพย์สินรัฐบาลยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงยุค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

"ผมจะสอบถามไปยังกรมสรรพากรอีกครั้งหนึ่ง หากยังไม่ดำเนินการ โดยเฉพาะนักการเมืองที่มีทรัพย์สินเพิ่มจาก 50-500 ล้านบาทถึง 1,000 ล้านบาท มีอยู่ 1คน ที่มีบอกใบ้เป็นอดีตนายกฯ ถ้ารู้ตัวเองควรไปกลับเสียภาษี ยังไม่สายเกินไป"

ผู้ว่าฯ สตง.เผยว่า จริงๆ แล้วนักการเมืองมีเป็นร้อยรายไม่เสียภาษีเงินได้ สตง.จะติดตามต่อ ดังนั้นการที่ให้ประชาชนเสียภาษีเข้าพรรคการเมือง ควรยกเลิกไปเพราะนักการเมืองเองยังไม่เสียภาษีเข้าพรรคตัวเองเลย รวมถึงทุกอาชีพที่มีรายได้แสดงภาษีย้อนหลัง 5 ปีมาดูพวกคุยรวย 1 ใน 10 ของประเทศ มีรายชื่ออยู่ที่บริษัทการเงินปานามา สตง.จะตรวจทั้งหมด

ตรวจสอบนักธุรกิจใหญ่

"ยืนยันว่าไม่ได้ตรวจเฉพาะนักการเมือง แต่นักธุรกิจรายใหญ่ก็มีการตรวจสอบเช่นกัน ที่มีมูลค่ารวมกว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งต้องมีคนรับผิดชอบ" นายพิศิษฐ์กล่าว

ทั้งนี้ จากการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของ ป.ป.ช. พบว่าเมื่อปี 2558 น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สินประมาณ 612 ล้านบาท หนี้สิน 33 ล้านบาท มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 579 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนเข้ารับตำแหน่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 38 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นรัฐมนตรีที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง

ส่วนปี 2554 ทรัพย์สินของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีพบว่า มีทรัพย์สินโดยรวมในวันที่เข้ารับตำแหน่งเป็นมูลค่า 51,795,878.33 บาท เทียบกับทรัพย์สินในวันที่พ้นจากตำแหน่งที่เพิ่มขึ้นเป็น 54,355,885.54 บาท เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น 2,560,007.21 บาท

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.การคลัง กล่าวว่า สตง.ควรตั้งศูนย์ติดตามการฟอกเงินที่เกาะต่างประเทศ ที่นักธุรกิจ นักการเมืองไทยนิยมไปเปิดบัญชีฝากเงินที่เกาะเคย์แมน ตอนนี้ทางที่ดีที่สุดในการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป คือน่าจะใช้มาตรา 44 ขยายเวลาเรียกเก็บภาษี โดยรัฐเป็นผู้เสียหาย และออกหมายไปยังบุตร 4 คน ในฐานะตัวแทน ซึ่งทำได้ทันที ส่วนการใช้มาตรา 61 ประมวลรัษฎากรนั้น อาจจะยากและคาดการณ์ผลได้ยาก

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเสียภาษีเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ซึ่ง สตง.และกรมสรรพากรจะดำเนินการกับคนที่เห็นว่ามีปัญหาการเสียภาษี ซึ่งเข้าใจว่ากรณีที่ สตง.ดำเนินการในส่วนของนักการเมืองนั้น น่าจะพิจารณาจากการที่นักการเมืองต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน รวมถึงแบบการเสียภาษีด้วย ที่ผ่านมาการตรวจสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คงตรวจสอบเฉพาะหลักฐานการเสียภาษีในปีนั้นๆ แต่ สตง.ไปพิจารณว่าบัญชีทรัพย์สินกับจำนวนเงินในการเสียภาษีสอดคล้องกันหรือไม่ ซึ่งเมื่อเกิดข้อสงสัย เขาจึงส่งให้กรมสรรพากรตรวจสอบ

บางคนถูกเชิญแล้ว

"ทราบว่ามีนักการเมืองบางคนถูกเชิญให้ไปชี้แจงแล้ว และคิดว่าทุกคนต้องเสียภาษีให้ถูกต้อง รวมถึงต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและแบบการเสียภาษีอยู่แล้ว แต่ถ้าพบว่าของใครกระทำไม่ถูกต้อง กรมสรรพากรสามารถดำเนินการตามขั้นตอน"

เมื่อถามว่า สตง.อ้างว่าอดีตรัฐมนตรีบางคนมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหลังพ้นจากตำแหน่งแล้ว หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตอบว่า ต้องไปดูว่าเป็นการเสียภาษีเงินได้หรือไม่ คิดว่าจะพิจารณาจากการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในช่วงก่อนและหลังยื่นบัญชีฯ เท่านั้นไม่ได้ เพราะทรัพย์สินที่ถือครอง เช่น ที่ดิน เป็นต้น สามารถเปลี่ยนแปลงมูลค่าเพิ่มขึ้นตามระยะเวลา ขณะที่จำนวนทรัพย์สินนั้นมีเท่าเดิม จึงตีความว่านั่นเป็นรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นไม่ได้ ดังนั้นต้องแยกแยะกัน ถ้าเป็นเรื่องของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นแล้วไม่สอดคล้องกับการเสียภาษีเงินได้ ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนตรงนั้น

ซักว่า ที่ว่านายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะนำกรณีการเรียกเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปใช้เป็นบรรทัดฐานในการเก็บภาษีของคนอื่นๆ ด้วย นายอภิสิทธิ์ตอบว่า การเก็บภาษีต้องทำให้เหมือนกัน ต่อทุกอาชีพและทุกรัฐบาล

ถามว่ามองเจตนาของ สตง.ที่ตรวจสอบเรื่องภาษีของนักการเมืองในตอนนี้อย่างไรบ้าง นายอภิสิทธิ์เผยว่า เมื่อ 4-5 ปีที่แล้วเคยมีข้อเสนอในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการเสียภาษีและการทุจริตคอร์รัปชันว่าควรตรวจสอบการเสียภาษีให้เข้มข้นขึ้น โดยต้องดูว่าสอดคล้องกับทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วย

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังกล่าวถึงการเก็บภาษีซื้อขายหุ้น บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น ของนายทักษิณว่า เรื่องนี้ชัดเจนว่ามีปัญหา เพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานแล้วว่าธุรกรรมของการรับหุ้นมาในราคาต่ำกว่าที่ขายในตลาดหลักทรัพย์แล้วทำกำไรต่อไปนั้นต้องเสียภาษี

เพื่อไทยให้สอบ ขรก.

ต่อมามีปัญหาการไม่เสียภาษี เพราะชื่อเจ้าของหุ้น 2 รายไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง จึงต้องไปเก็บภาษีจากเจ้าของตัวจริง ในช่วงรัฐบาลของตน น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลังขณะนั้น ได้สั่งการให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากเจ้าของที่แท้จริง แต่ต่อมาในปี 2555 ที่มีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ กรมสรรพากรในช่วงนั้นได้ยุติการเรียกเก็บโดยอ้างว่าเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นคนละธุรกรรมกับสิ่งที่อยู่ในคำวินิจฉัยของศาล ดังนั้นการยุติเรื่องตั้งแต่ปี 2555 ได้สร้างปัญหามาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อถามว่า การเก็บภาษีจากนักการเมือง 60 คน และกรณีของนายทักษิณ จะส่งผลกระทบต่อการสร้างความปรองดองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ชี้แจงว่า ไม่มีผลกระทบต่อกัน ทุกคนต้องทำตามกฎหมาย อย่ามาอ้างว่ากำลังสร้างความปรองดองแล้วถ้าใครทำผิดก็ไม่ต้องรับผิด ใครมีความรับผิดชอบใดๆ ทางกฎหมายหรือทางภาษีต้องดำเนินการกันไป ขอให้ทำอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการละเว้นหรือกลั่นแกล้งกัน

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้มีความชัดเจนว่าใครถูกผิดอย่างไร เพราะหากมีการตรวจสอบอย่างเป็นธรรมแล้วฝ่ายการเมืองพร้อมให้ความร่วมมือ ให้ใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา แต่อย่าใช้อภินิหารทางกฎหมาย ทั้งนี้สิ่งที่อยากเรียกร้องคืออย่าตรวจสอบเฉพาะนักการเมืองเท่านั้น ควรตรวจสอบทั้งระบบ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ร่ำรวยผิดปกติ มีบ้านหรู รถหรู มีมากมาย เที่ยวเมืองนอกเป็นว่าเล่น หรือนายทุนพ่อค้าที่หลบเลี่ยงภาษี ลอยหน้าลอยตาในสังคม

“รัฐบาลอย่าถือโอกาสไล่แต่ฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายตรงกันข้าม อย่าทำสงครามข่าวสารใส่ร้ายอีกฝั่ง แล้วถือโอกาสอยู่ในอำนาจต่อไป ขอให้จับตาต่อไปว่าสัปดาห์หน้าก็จะมีสำนักโพลเชลียร์ที่เอาอกเอาใจกลุ่มอำนาจ ออกโพลเชิดชูรัฐบาลและขยุ้มฝ่ายการเมือง เป็นเรื่องที่ไม่เกินคาด เพราะเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว” นายสมคิด กล่าว.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทั่วไปล่าสุด »