คอลัมน์: รายงานพิเศษ: ย้อนศร'เนติบริกร'ล่ำซำ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 4 เมษายน 2560 00:00:14 น.

"เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ" ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ออกมาขยับต่อเนื่อง โดยเฉพาะภายหลังกรมสรรพากรมีหนังสือให้ "ทักษิณ ชินวัตร"อดีตนายกรัฐมนตรี มาเสียภาษีและค่าปรับเป็นวงเงินสูงกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท จากกรณีขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)ให้กับกองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ หรือเทมาเส็ก เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549

หลัง "ทักษิณ" ถูกเรียกภาษี "เรืองไกร" พยายามนำประเด็นดังกล่าวมาย้อนศรด้วยการยื่นให้ตรวจสอบคนในรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ว่า มีการเสียถูกต้องหรือไม่ ก่อนจะพุ่งเป้าไปที่พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

โดยขอให้ตรวจสอบกรณีที่ได้ยื่นรายการบัญชีทรัพย์สินเป็นเช็คจำนวน 1 ล้านบาท ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อครั้งรับตำแหน่ง รมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2551 ว่า มีการนำเช็คดังกล่าวไปถือเป็นเงินได้พึงประเมินผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาอย่างถูกต้องหรือไม่

เป็นการย้อนเกล็ดทันที โดยอ้างว่า หากกรมสรรพากร ดำเนินการตามมาตรา 19 ของประมวลรัษฎากร ที่ระบุกรณีที่ผู้ยื่นแบบเสียภาษีแต่เสียภาษีไม่ครบ กรมสรรพากรมีอำนาจประเมินภาษีในระยะเวลา 10 ปี แต่ต้องออกหมายเรียกภายใน 5 ปี หากไม่ออกหมายเรียกภายใน 5 ปี จะไม่มีอำนาจการประเมินภาษีได้ ดังนั้น หากมีการเรียกเก็บภาษีในการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปด้วยวิธีใดจะต้องเรียกเก็บภาษีต่อกรณีของ พล.อ.ประวิตร เพราะหากว่า ตามข้อของกฎหมายทั้ง 2 กรณี ถือว่า ทางกรมสรรพากรไม่มีอำนาจในการเรียกประเมินภาษี

แต่การปั่นป่วนครั้งนั้นของ "เรืองไกร" ไม่เป็นผล เพราะกระแสตอบรับในการให้ตรวจสอบ "บิ๊กป้อม" ไม่ติดลมบนเท่าไร ก่อนจะหายไป

กระทั่งล่าสุด "เรืองไกร" เล่น "ปลาใหญ่" อีกครั้ง โดยการขอให้ "วิษณุ เครืองาม" รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเรื่องการเสียภาษีของตนเองตลอด 9 ปีที่ผ่านมา หรือตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2548-4 กันยายน 2557 หลังสงสัยว่า มีการยื่นเสียภาษีครบถ้วนหรือไม่

เนื่องจากพบว่า ตลอดเวลา 9 ปี "วิษณุ" มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นกว่า 87.5 ล้านบาท ซึ่งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2557  "วิษณุ" และคู่สมรส ยื่นแสดงว่า มีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายรวม 1.2 ล้านบาท และ 1.8 ล้านบาท ตามลำดับ เมื่อคำนวณตัวเลขทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อปี 9.7 ล้านบาท กับรายได้ที่ยื่นไว้ครั้งล่าสุดกลับไม่สัมพันธ์กัน โดยทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อปีสูงกว่ารายได้ต่อปีครั้งล่าสุดที่แสดงไว้

"เรืองไกร" ดูจะจริงจังกับการตรวจสอบเจ้าของฉายา "เนติบริกร" ในครั้งนี้เป็นอย่างมาก เพราะในทันทีได้เดินทางมายื่นหนังสือที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ตรงบริเวณสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จากนั้นยังขู่ด้วยว่า หากไม่ชี้แจงจะเดินทางไปยื่นให้กรมสรรพากรตรวจสอบ

ขณะที่ท่าทีของ "วิษณุ" ต่อกรณีดังกล่าว ดูจะไม่ยี่หระสักเท่าใดนัก เพราะยืนยันว่า จะไม่ชี้แจงต่อนายเรืองไกร แต่พร้อมจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. หรือกรมสรรพากรตรวจสอบ

เอาเข้าจริง "เรืองไกร" ก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ผลต้องเป็นอย่างนี้ และที่สุดจะทำอะไรไม่ได้ เพราะ "วิษณุ" ที่มีความเชี่ยวกรากทางกฎหมาย และสามารถเอาตัวรอดจากกรณีนี้ไปได้แบบไม่ยากเย็น แต่การที่พุ่งเป้ามาที่ "เนติบริกร" ครั้งนี้ นั่นเพราะต้องการตีรวนโดยตรงมาที่มือกฎหมายของรัฐบาล

ที่สำคัญ เรื่องการเรียกเก็บภาษีจาก "ทักษิณ" ครั้งนี้ ต้องยอมรับว่า "วิษณุ" คือ "หัวเรือใหญ่" ในการหาช่องทางทางกฎหมายเพื่อให้สามารถเรียกเก็บภาษีได้ก่อนที่จะหมดอายุความในวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา จนนำมาสู่คำติดปากว่า "อภินิหารทางกฎหมาย"

เป็นการตีเกราะเคาะไม้ หาประเด็นให้สังคมเกิดคำถามกับเจ้าของฉายา "เนติบริกร" ที่เป็น "ขงเบ้ง" ในการหาช่องหรือหาทางในการดำเนินคดีต่างๆ ในอดีต ตั้งแต่การเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ต่อเนื่องมาถึง "หุ้นชินคอร์ป"ว่า แท้จริงแล้วบริสุทธิ์จริงหรือไม่

เป็นการทำให้ "วิษณุ" เสียหลักจากการเคลียร์ประเด็นดังกล่าว และมีคำถามจากสังคมว่า แม้แต่คนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบหรือหาช่องทางดำเนินการทางกฎหมายให้รัฐบาลเองก็มีปัญหาเรื่องนี้ ดังนั้น การดำเนินการกับ "ทักษิณ" เป็นเรื่องการเมืองมากกว่าการดำเนินตามกฎหมายทั่วไป

"เรืองไกร" ก็หวังผลทางการเมืองมากกว่าจะฆ่า "วิษณุ" ให้ตายเช่นกัน.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง