'สปช.-สปท.' 3 ปีปฏิลวง

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม 2560 00:00:39 น.
ทีมข่าวการเมือง

"หรือหากเกิดการไม่พอใจ รัฐบาลชุดหน้าต้องการเปลี่ยนตัวกรรมการปฏิรูป แม้ตามกฎหมายดังกล่าวจะเปิดช่องไว้ให้ แต่ในทางปฏิบัติค่อนข้างทำได้ยาก เพราะมีเง อนไขว่า ต้องตาย ลาออก หรือบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเส อมเสีย หย่อนความสามารถ"

เห็นหน้าค่าตากันไปเรียบร้อยแล้ว ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูป 11 ด้าน ตามพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560 ที่กำหนดให้ต้องมีการแต่งตั้งภายใน 15 วัน หลังกฎหมายประกาศใช้

เป็นไปตามที่คาดหมายกันก่อนหน้านี้ เพราะรายชื่อส่วนใหญ่มาจากแม่น้ำ 5 สาย ไม่ว่าจะเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2558 ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน

โดยเป็นการผสมผสานกันกับนายทหาร อดีตนายทหาร ข้าราชการ อดีตข้าราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจ ที่มีความสัมพันธ์และคอนเน็กชั่นกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดยเฉพาะบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่พาเหรดกันเข้ามานั่งเก้าอี้กรรมการปฏิรูปจำนวนมาก นำโดย "เสธ.เอ็กซ์" พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก ที่เคยโด่งดังจากการเป็นแกนนำคว่ำร่างรัฐธรรมนูญปี 2558 ในเวที สปช. หรือ พล.ต.ท.ตรีทศ รณฤทธิวิชัย ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประวิตร

ขณะที่สัดส่วนกรรมการปฏิรูปที่มาจาก สปท. พบว่า ครั้งนี้มีการดึงมานั่งมากสุดถึง 44 คน โดย "เนติบริกร" นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้เหตุผลในทำนองว่า ปริมาณคนดีมีอยู่อย่างจำกัด

"ตอนแต่งตั้งสมาชิก สปช.หรือ สปท. มีความพยายามคัดคนดีเข้ามา เมื่อถึงเวลายุบ 2 สภานี้จนตั้งคณะกรรมการปฏิรูปแล้วจะต้องหาคนดี มันนึกได้อยู่ในแวดวงแค่นี้"

ส่วนเหตุผลในการคัดเลือก สปท.มานั่งกรรมการปฏิรูปนั้น นายวิษณุชี้แจงว่า เลือกจากการหมั่นเข้าประชุม การทำหน้าที่ ตลอดจนความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แต่หากไปไล่เรียงดูพบว่า อดีตสมาชิก สปท.ที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาในครั้งนี้ มักเป็นพวก "เด็กดี" ในเวที สปท.ไม่เคยแตกแถว อย่างเช่น นายวันชัย สอนศิริ ที่ชอบออกมาโยนหินถามทางให้กับรัฐบาลและ คสช.ในหลายๆ เรื่อง

ขณะที่ภารกิจหลักๆ ของคณะกรรมการปฏิรูป 11 ด้าน ตามพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560 คือ การจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศ

ขณะนี้ถือว่าเริ่มนับหนึ่งแล้ว โดยภายหลังจากมีการแต่งตั้งไปเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม กฎหมายกำหนดให้มีการประชุมร่วมกันของคณะกรรมการปฏิรูป 11 ด้าน เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน แล้วเสนอให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบภายใน 15 วัน

จากนั้นให้คณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จภายใน  90 วัน เมื่อเสร็จแล้วให้เสนอให้ที่ประชุมร่วมคณะกรรมการปฏิรูปให้ความเห็นชอบร่างแผนการปฏิรูปประเทศดังกล่าวภายใน 30 วัน

หลังจากที่ประชุมร่วมคณะกรรมการปฏิรูปเห็นชอบร่างแล้ว ให้เสนอคณะกรรมกายุทธศาสตร์ชาติเพื่อพิจารณาความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทโดยต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่าง

และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาเสร็จแล้วจะต้องเสนอร่างแผนการปฏิรูปประเทศที่ผ่านการพิจารณาแล้วต่อ ครม.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบภายใน 30 วัน ก่อนที่จะมีการประกาศใช้ต่อไป เบ็ดเสร็จแล้วจะใช้ระยะเวลาในการจัดทำแผนทั้งสิ้น 225 วัน หรือ 8 เดือน โดยจะเสร็จในเดือนเมษายน 2561 ซึ่งยังอยู่ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า เหตุใดพลันที่มีการประกาศรายชื่อคณะกรรมการปฏิรูป 11 ด้านขึ้นมา ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบมากกว่าแง่บวก ตั้งแต่รายชื่อที่ถูกค่อนแคะว่า เป็น "เหล้าเก่าในขวดใหม่" หรือ "การย้อมแมว" อีกครั้ง

ทั้งที่บุคคลเหล่านี้เคยนั่งทำงานในเวทีของ สปช. และ สปท. และปรากฏว่าการดำเนินการต่างๆ ล้มเหลว ไม่ได้รับการตอบสนอง เหมือนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุในทำนองสิ้นหวังว่า เท่าที่ติดตามงานทั้งของ สปช.และ สปท.ไม่เคยรู้สึกว่า จะแสดงออกถึงวิสัยทัศน์หรือหลักการของการปฏิรูป เพราะต่างคนต่างเสนอ

"การแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปดูแล้วภาพวนไปวนมา และบุคคลที่เข้ามาเป็นกรรมการแม้จะมีประสบการณ์ความรู้ความสามารถก็จริง แต่ไม่ใช่ลักษณะของนักปฏิรูป และหลายคนค่อนข้างจะอนุรักษนิยมมากกว่าจะเป็นนักปฏิรูปด้วยซ้ำ"

แต่รัฐบาลยังเลือกจะใช้บริการของบุคคลเหล่านี้อยู่!นอกจากเรื่องตัวบุคคลแล้ว เรื่องภารกิจหน้าที่ยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า การปฏิรูปที่ผ่านมาไม่ใช่ของจริง เพราะภารกิจเร่งด่วนอย่างแรกของคณะกรรมการปฏิรูปคือ การจัดทำแผนปฏิรูปประเทศ นั่นหมายความว่า ข้อเสนอแนะ รายงาน และแผนต่างๆ ที่เคยออกมาจากทั้ง สปช. และ สปท. "ไร้ความหมาย" ในตอนนี้ แล้วยังเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับข้อครหาที่นักการเมืองเคยโจมตี คสช. และรัฐบาลว่า ต้องการซื้อเวลา ต่อท่ออำนาจนั้น ฟังดูสมเหตุสมผล โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ สปช.มีมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับของนายบวรศักดิ์ เพื่อต้องการจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ยืดอายุตัวเองออกไป และมีการแต่งตั้ง สปท.ขึ้นมา เพื่อเป็นองคาพยพในการรับผิด

ชอบเรื่องปฏิรูป ที่รัฐบาลนำมาเป็นจุดขายในการเข้าสู่อำนาจเพราะการปฏิรูปจริงๆ มีกฎหมายรองรับ เพิ่งจะเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ ครม.มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปนี้เอง ส่วน สปช. และ สปท. ณ ขณะนี้ไม่ต่างอะไรกับการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำในสายตาของประชาชนและหากดูตามไทม์มิ่ง การลงมือทำการปฏิรูปในลักษณะ "รูปธรรม" อาจเกิดขึ้นในช่วงของรัฐบาล

พล.อ.ประยุทธ์แค่สั้นๆ ผู้ที่จะรับหน้าที่เต็มๆ คือ รัฐบาลชุดหน้า เพราะช่วงปลายปีจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

รัฐบาลชุดหน้า ไม่ว่าจะหน้าตาแบบไหน มีหน้าที่ทำตาม "แผนปฏิรูป" ที่คณะกรรมการปฏิรูปเขียนเอาไว้ โดยไม่มีข้อแม้ หากไม่ปฏิบัติตามโดยไม่มีเหตุผลสมควร มีสิทธิ์ถูกเล่นงานตามกฎหมาย เหมือนกับที่นายวิษณุระบุเอาไว้ก่อนหน้านี้

"หน่วยงานใดไม่ปฏิบัติตามสามารถตักเตือนแนะนำได้ ถ้ายังไม่เชื่อฟังให้รายงานนายกรัฐมนตรี หรือคณะกรรมการ

ยุทธศาสตร์ชาติเพื่อใช้มาตรการทางกฎหมายต่อไป ซึ่ง

คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติสามารถกำหนดบทลงโทษต่างๆ ได้ หากบทลงโทษนั้นไม่เพียงพอสามารถใช้มาตรการฟ้องสังคมโดยออกประกาศหรือแจ้งต่อสภา หรือส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ เพราะบทลงโทษต้องมีความศักดิ์สิทธิ์"ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่ติดตามการทำงานของรัฐบาล และหน่วยงานต่างๆ ก็คือ คณะกรรมการปฏิรูปที่ถือเป็นภารกิจต่อมาหลังจากจัดทำแผนเสร็จ คณะกรรมการชุดนี้จึงเสมือน "ซูเปอร์บอร์ดปฏิรูป" ที่จะมีบทบาทอย่างมากในอนาคต

หรือหากเกิดการไม่พอใจ รัฐบาลชุดหน้าต้องการเปลี่ยนตัวกรรมการปฏิรูป แม้ตามกฎหมายดังกล่าวจะเปิดช่องไว้ให้ แต่ในทางปฏิบัติค่อนข้างทำได้ยาก เพราะมีเงื่อนไขว่า ต้องตาย ลาออก หรือบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หย่อนความสามารถ

ถ้าจะมีการเปลี่ยนตัว โดยอ้างเหตุผลเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน แต่แท้จริงแล้วมีเหตุผลทางการเมือง รัฐบาลชุดหน้ามีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องกลับเช่นเดียวกัน

เรื่องนี้จึงไม่ต่างอะไรกับ "รัฐบาลบิ๊กตู่" ทำหน้าที่เขียนแผนปฏิรูปให้รัฐบาลหน้าเดินตาม

3 ปีที่ คสช.อยู่ในอำนาจ เรื่องปฏิรูปลืมไปให้หมด เพราะนี่เพิ่งจะเริ่มนับหนึ่งเท่านั้นเอง.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง