WATER MANAGER ทางรอดน้ำท่วม-น้ำแล้ง

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม 2560 00:00:41 น.

สถานการณ์ฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำไหลหลากและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของไทยกว่า 44 จังหวัด โดยเฉพาะภาคอีสานที่อ่วมหนักใน 8 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และหนองคาย มีพื้นที่เกษตรเสียหายกว่า 2 ล้านไร่ สะท้อนถึงปัญหาการจัดการน้ำของประเทศไทยและระบบเตือนภัยที่อ่อนด้อย

ขณะที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติขึ้นมาใหม่ เป็นหน่วยงานกลางบริหารจัดการน้ำ ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อปรับโฉมนโยบายและงบประมาณด้านการบริหารจัดการน้ำใหม่ แก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน งานนี้ลุงตู่ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ

และจากปัญหาน้ำท่วมรุนแรงในภาคอีสานที่ผ่านมายังสร้างความหงุดหงิดใจให้กับนายกฯ ด้วยความล่าช้าและขาดเอกภาพในการแก้ปัญหา โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ที่ จ.นครราชสีมา ในวันที่ 21-22 ส.ค.นี้ จะมีการชงแผนแก้น้ำท่วมภาคอีสานทั้งระบบเข้า ครม.สัญจรด้วย

การผลักดันตั้งสำนักงานทรัพยากรแห่งชาติและแผนบริหารจัดการน้ำของชาติที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้จะเป็นทางออกปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งที่ซ้ำซากของประเทศ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตเพียงใด รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิจัยโครงการชุดความรู้เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อการปฏิรูปประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งร่วมจัดทำข้อเสนอการปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แสดงทัศนะผ่านเวทีสาธารณะ "ถอดรหัสน้ำท่วมซ้ำซาก...สู่ทางออกด้วยงานวิจัย" เมื่อวันก่อน

รศ.ดร.สุจริต กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ มีการกำหนดเป้าหมายในกรอบแผนพัฒนาอย่างยั่งยืน ขณะที่แผนพัฒนาฉบับที่ 12 วางกรอบการทำงาน 5 ปี มีแผนปรับตัวแห่งชาติเป็นกรอบการทำงานประกอบ ซึ่งนำเรื่องภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาจับ แต่จากนี้ไปการจัดการน้ำในอนาคตต้องใช้ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำเป็นเครื่องมือ ขณะนี้ร่างกฎหมายน้ำอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ สนช. เป็นร่างสุดท้ายที่จะต้องออกให้ได้ สาระสำคัญกำหนดให้มีคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) รวมทั้งจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เมื่อนายกฯ ออก ม.44 สั่งบูรณาการร่วมกันในการจัดการน้ำ และตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ก็ต้องติดตาม เพราะ พ.ร.บ.น้ำยังไม่ผ่าน

สิ่งที่ติงคือ อย่าสร้างยักษ์ตัวใหม่ ชอบสั่ง จริงๆ แล้วต้องหาคนที่มาเชื่อมโยงได้ ซึ่งเป็นเรื่องยากในระบบราชการ นอกจากนี้ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ หนึ่งในนั้นมีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำแผนปฏิรูปประเทศ ซึ่งการขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนผ่านต้องใช้งานศึกษาวิจัยเพื่อให้เกิดข้อตกลงทางสังคม ถ้าปฏิรูปในระบบเดิม เขียนกฎหมายเพิ่มๆ ประเทศไทยจะอยู่ที่เดิม เพราะกฎหมายบ้านเราช้าและแก้ปัญหาในอดีต เจอปริมาณฝน 400 มิลลิเมตรที่ผ่านมา จัดการไม่ถูก ปัจจุบันเราต้องแก้ปัญหาอนาคตไปพร้อมกัน กระบวนการแบบนี้ในสภาไม่พูดถึง ประเทศไทยจึงอยู่กับที่ตลอดเวลา

"ทุกวันนี้ยังเถียงนิยามคำว่า "น้ำท่วม" ผมเป็นห่วงว่า ร่าง พ.ร.บ.น้ำจะไม่ผ่าน ถ้าลงรายละเอียดมากเกินไป พยายามจะกำหนดนิยามคำว่า น้ำท่วม น้ำแล้ง ให้ชัด ซึ่งชัดไปก็เจ๊ง ตกลงไม่ได้ ภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ ลักษณะแตกต่างกัน บ้านเราเมื่อกฎหมายไม่ชัดจะแตะออก ผมจึงโต้เสนอให้ทำเป็นกรอบ แล้วไปออกกฎกระทรวงมาจัดการได้ กฎหมายที่เข้าไปแก้ทุกมาตรา ยังเถียงไม่จบ ปรับร่างกันตลอด มี 120 มาตรา ขณะนี้ทำได้ 70 มาตราแล้ว" รศ.ดร.สุจริต ระบุ และว่า กฎหมายน้ำน่าจะผ่านในเดือนธันวาคมนี้

รศ.ดร.สุจริต กล่าวว่า โดยหลักการจะมีการตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ โดยขึ้นตรงสำนักนายกรัฐมนตรี มีคณะกรรมการขึ้นมาวางแผนจัดการลุ่มน้ำต่างๆ รวมถึงจัดงบประมาณสนับสนุนในเหตุการณ์ปกติ รวมถึงเมื่อมีภาวะวิกฤติน้ำสามารถสั่งการ วางแผนและจัดงบพิเศษได้ นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญ นอกจากนี้ มีการจัดทำศูนย์ข้อมูลบริหารจัดการน้ำในรูปแบบเรียลไทม์ ระหว่างกรมชลประทานและกรมอุตุนิยมวิทยาจะส่งข้อมูลอย่างไร

"สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติที่ตั้งใหม่มีหน้าที่วางแผนจัดงบประมาณ ทำมาสเตอร์แพลน มีงบ 20 ปี ตามยุทธศาสตร์ชาติ มีศูนย์ข้อมูลและศูนย์สั่งการ หน้าที่จะต่างจากสภาพัฒน์ คิดอย่างเดียวและจัดงบแล้วจบ แต่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติมี 3 หน้าที่ เรื่องงบ สั่งการ ศูนย์ข้อมูล เพราะเหตุการณ์น้ำท่วมอีสานที่ผ่านมา นายกฯ ขอข้อมูลภายในหนึ่งอาทิตย์แล้วยังไม่ได้ คนที่จะมานั่งตำแหน่งเลขาฯ จะเหนื่อย ต้องเก่งทั้งบู๊และบุ๋น ซึ่งยากมากจะหาคนแบบนี้ได้ วางแผนด้วย แล้วเมื่อเกิดน้ำท่วมวิ่งไปหน้างานสั่งการให้ได้ ลักษณะจะคล้ายสภาพัฒน์บวกศูนย์พิบัติภัยแห่งชาติ"  รศ.ดร.สุจริต กล่าว

ในร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ถกเถียงมากที่สุด รศ.ดร.สุจริตบอกเป็นเรื่องการจัดเก็บเงินค่าใช้น้ำ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ใช้เพื่อดำรงชีพ ใช้เพื่อการเกษตร พาณิชย์ เป็นขนาดกลาง และผู้ใช้น้ำขนาดใหญ่ จะเก็บหรือไม่เก็บ รวมถึงเงินที่เก็บมาแล้ว รัฐจะใช้ทำอะไร รัฐบาลเกรงกระทบประชาชน ขณะที่ฝ่ายปฏิบัติการอยากจัดเก็บ เพราะถ้าออกแต่กฎหมาย แต่ไม่เก็บเงินค่าใช้น้ำ มาใช้งบปกติเพื่อใช้จ่ายส่งเสริม บำรุงรักษา ฟื้นฟูทรัพยากรมันไม่เพียงพออยู่แล้ว สนช.กำลังถกเถียงอยู่ หน้าที่กฎหมายและการขับเคลื่อนจากนี้ไป อีกประเด็นคือ อำนาจคณะกรรมการลุ่มน้ำที่ผ่านมาเขียนไว้คณะกรรมการลุ่มน้ำใหญ่ ลุ่มน้ำย่อย แต่กฎหมายใหม่ตัดลุ่มน้ำย่อย อาจใช้กลไกจังหวัด เพื่อให้สอดรับกับกำลงคน เป็นต้น

เรื่องการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติน้ำท่วม รศ.ดร.สุจริตให้ข้อมูลด้วยว่า ในส่วนของภาครัฐขยับไปอีกขั้นในการสร้างมาตรการที่เหมาะสม ไม่ใช่ให้เกิดเหตุแล้วค่อยมาป้องกันเหมือนที่แล้วมา โดยหยิบยก 7 จังหวัดภาคกลาง และ 3 จังหวัดภาคตะวันออก ที่รัฐบาลมีแนวโน้มใส่เงินลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยมีเป้าหมายเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและเตรียมพร้อมกับเออีซี 10 จังหวัดนี้ในอนาคต 20 ปีข้างหน้าจะมีรายได้ 60-70% ของประเทศเลยทีเดียว

"หากน้ำท่วมจะเสียหายมาก จึงจำเป็นต้องรักษาเมืองเหล่านี้ไว้ เราได้ศึกษาวิจัยมาตรการป้องกันน้ำท่วมทั้งแบบใช้โครงสร้างและไม่ใช้โครงสร้าง เพราะในงบประมาณที่จำกัด ต้องจัดลำดับความสำคัญ ใส่เงินไปแล้วจะเพิ่มรายได้เข้าประเทศ ส่วนที่เหลือใช้เฝ้าระวัง เช่น โคราช เศรษฐกิจดี ต้องทำเลย ก็อีกมาตรการหนึ่งต้องไม่ให้ภาคการเมืองมายุ่ง มาตรการแข็งขันกับไม่แข็งขันกระจายได้ รวมถึงภาษีที่เก็บได้จาก 10 จังหวัดนี้จะใช้ส่งเสริมการอนุรักษ์ให้จังหวัดอื่นๆ เราจัดทำแผนที่นี้เพื่อรายงานและใส่ในแผนปรับตัวแห่งชาติของ สผ. เพื่อให้หน่วยงานใช้ประกอบปรับแผนที่ตนเองมีอยู่ สอดรับกับแผน 20 ปี เราไม่ได้จนปัญญา แต่จับแผนมาบูรณาการร่วมกันเป็นปัญหาของประเทศไทย" นักวิจัย สกว.กล่าว

นักวิชาการด้านน้ำและภัยพิบัติบอกด้วยว่า การบริหารจัดการน้ำในบ้านเราปัจจุบันคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติตั้งแล้ว สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติกำลังจะตั้ง ให้อำนาจการวางแผน จัดงบประมาณและบูรณาการก่อนเข้า ครม. และเป็นศูนย์สั่งการ ศูนย์ข้อมูล    จากนี้ไปอำนาจของ กนช. และคณะกรรมการลุ่มน้ำจะสูงขึ้นมากตามกฎหมายฉบับใหม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติคณะกรรมการลุ่มน้ำ ไม่มีคนทำงานเลย และลุ่มน้ำจะเชื่อมกับจังหวัดอย่างไร ถ้าราชการทำงานร่วมกันต้องมีกระบวนการเชื่อม ซึ่งเราเสนอแนวคิด Water Manager องค์กรทำหน้าที่เชื่อมประสาน อุดช่องโหว่นี้ อาจเป็นมหาวิทยาลัย องค์กรพัฒนาเอกชน หรือมูลนิธิ โดยนำเสนอให้ พ.ร.บ.น้ำ สามารถจัดจ้างหรือมอบหมายองค์การทำหน้าที่นี้

นอกจากนี้ เขาบอกว่าจะต้องมีงานพัฒนาเครื่องมือการจัดการ ปัจจุบันทรัพยากรน้ำมีจำกัด จะแบ่งให้ผู้ใช้น้ำประเภทใดก่อนและจะใช้เกณฑ์พิจารณาอย่างไร อาจจะเริ่มจากอุปโภคบริโภค สิ่งแวดล้อม เกษตรกรรม อุตสาหกรรม แต่ถามว่า จ.ระยอง ผู้ใช้น้ำ 40% เป็นภาคอุตสาหกรรม ฉะนั้น ไม่สามารถใช้สูตรเดียวกันได้ทั้งประเทศ แต่ประเทศไทยชอบมีเกณฑ์กลาง ตนเห็นว่าต้องมีการศึกษาวิจัยแต่ละลุ่มน้ำ  จะใช้น้ำเพื่อพัฒนาพื้นที่อย่างไร หากในพื้นที่ตกลงกันได้จะมีการแชร์น้ำ แชร์ผลประโยชน์ เราต้องการเค้กที่ใหญ่ขึ้นในประเทศไทยและแบ่งปันได้ด้วย ยากมาก สกว.กำลังศึกษาวิจัยการจัดสรรที่ดี เหมาะสมคืออะไร และความเสี่ยงอยู่ตรงไหนเพื่อช่วยวางแผน

"ที่กลัวคือ นำข้อมูลเก่ามาเรียงกันแล้วแก้ปัญหาเดิม  แต่ปัญหาใหม่มันมาเร็วขึ้น และวิทยากรทุกวันนี้ทันสมัยขึ้น การบริหารน้ำยังต้องการงานพัฒนาคน ประสิทธิภาพการทำงานคนต้องมากขึ้น พร้อมค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้น วัฒนธรรมการทำงานแบบสมาร์ทของคนรุ่นใหม่ เป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ มหาวิทยาลัยต้องปรับตัว ไม่งั้นประเทศไทยจะจมปลัก ผลงานสู้เวียดนาม จีนไม่ได้ คีย์พอยต์คือคนเป็นผู้ตัดสินใจใช้เครื่องมือและข้อมูลต่างๆ ตัดสินใจช้า เกิดผลกระทบ" รศ.ดร.สุจริตย้ำ

จากบทเรียนน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 นักวิชาการภัยพิบัติจุฬาฯ ยกตัวอย่างข้อแนะนำในการซ้อมเตรียมสถานการณ์ภัยพิบัติ นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ปัจจุบันญี่ปุ่นลงทุนทำคันป้องกันน้ำรอบนิคมสูง 6 เมตร อีกทั้งมีการซ้อมภัย  แผนย้ายเครื่องจักร ถ้าเกินกว่าจะรับมือได้ มีแผนสำรอง รวมถึงนิคมสามารถฟื้นตัวกลับมาประกอบธุรกิจอีกครั้งภายใน 3-7 วัน ไม่ใช่นานเป็นเดือน ซึ่งสำนักนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นกำหนดแนวทางลดภัยพิบัติและเตรียมรับมือเช่นนี้ให้ทุกเมืองปฏิบัติหลังเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ที่เซนได โดยแนวทางนี้ก็เสนอในร่างกฎหมายน้ำเอาไว้ด้วย ต้องจัดแผนซ้อมพิบัติภัยในแบบวิทยาศาสตร์ ต้องใช้วิทยาการไปช่วย

"เรื่องน้ำท่วม-น้ำแล้งเป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องเจอ ระดับการบริการจัดการน้ำแต่ละพื้นที่ต้องไปกำหนด มีการจัดการข้อมูล อุปกรณ์ การจัดการในภาวะฉุกเฉิน รวมการซ้อมภัยที่เป็นงานประจำด้วย แม้เราจะมีบทเรียน แต่การมอบหมายงานในระดับความเสี่ยงต่างๆ ไทยยังไม่ได้จัดระบบ เกิดเหตุนายกฯ ต้องไป ไม่ไปโดนด่า ทำให้ระบบกระจายอำนาจไม่ทำงาน ทุกคนรอนายกฯ นอกจากจะต้องมีการจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราว กิจกรรมจิตอาสา อาสาสมัครและการจัดส่ง กระจายให้ทั่วถึง มีระบบช่วยตนเองในพื้นที่เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน อนาคตต้องการการมีส่วนร่วมของสังคมภายใต้ข้อจำกัดด้านโครงสร้างและระบบ" รศ.ดร.สุจริต กล่าว

นอกจากนี้ นักวิชาการสรุปด้วยว่า แนวโน้มสถานการณ์พิบัติภัยจะรุนแรงและส่งผลกระทบมากขึ้น  ขณะเดียวกันก็มีแนวโน้มการจัดการที่บูรณาการมากขึ้น ทั้งท่วมและแล้งเพื่อความมั่นคง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาไทยมีแต่มาตรการระยะสั้น ซึ่งตอนนี้มีแผน 20 ปี แผน 12 และ สผ.กำลังจัดทำแผนปรับตัว หากแต่ละหน่วยงานนำไปปฏิบัติจะช่วยลดผลกระทบได้ ส่วนการบริหารจัดการน้ำที่กำลังจัดตั้ง สนง.แห่งชาติภายใน พ.ร.บ.น้ำ ที่จะดูแล วางแผน จัดการในภาวะวิกฤติ บูรณาการศูนย์ข้อมูล ยังต้องติดตามความชัดเจน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจำเป็นมากในการสนับสนุนข้อมูล สารสนเทศ ความรู้ เพื่อเตรียมการวางแผนและพัฒนาบุคลากรที่เหมาะสม

ส่วน ครม.สัญจรโคราช รศ.ดร.สุจริต ฝากว่า แนวโน้มภาคอีสานจะเจอพายุเข้าเดือนกันยายนนี้ และมีผลกระทบให้น้ำท่วมได้ จะต้องเตรียมการรับมือล่วงหน้า เหลือเวลาอีกหนึ่งเดือน และนายกฯ จะบูรณาการการแก้ปัญหาอย่างไร ปีนี้ภาคอีสานฝนมากกว่าค่าเฉลี่ย เดิมอีสานออกแบบโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้งมากกว่าน้ำท่วม มีฝายเป็นร้อยๆ ฝาย เพราะต้องการกักเก็บน้ำปริมาณมาก เมื่อต้องเร่งระบายน้ำมีสิ่งกีดขวางจำนวนมาก 3 ปีที่ผ่านมารัฐบาลใส่เงินเพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้งมากกว่าน้ำท่วม ขุดสระ ขุดหลุมขนมครก แต่น้ำท่วมแทบไม่แตะ

"เห็นว่าต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ จัดระบบน้ำและตัวอาคารให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในอนาคตได้อย่างไร ซึ่งแนวโน้มจะรื้อฝายทิ้งเปลี่ยนเป็นประตูปิด-เปิดน้ำ หน้าฝนเปิดได้หมด หน้าแล้งก็ปิดได้ ปัจจุบันเป็นฝายอย่างเดียว รอให้น้ำล้น รวมถึงจะต้องมีการปรับปรุงเขื่อน และปรับเกณฑ์การควบคุมการปล่อยน้ำเขื่อนให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ต้องอาศัยการคำนวณที่แม่นยำ ถ้าระบายน้ำมากเกินไปจะกระทบกับท้ายน้ำ เว้นแต่จำเป็น ถ้าปล่อยมากไปน้ำไม่พอใช้หน้าแล้ง และจะต้องกำหนดแนวทางใช้ที่ดินในพื้นที่เกิดน้ำท่วม มีแผนที่แนวโน้มเกิดอุทกภัย แผนที่เสี่ยงอันตรายจากน้ำท่วม"

นอกจากนี้ ยังมีเมืองใหม่ๆ อย่างโคราชและอุดรธานี ต้องเพิ่มความเสี่ยงการจัดการเข้าไปด้วย นี่คือโจทย์ที่แต่ละหน่วยงานต้องนำเสนอนายกฯ ให้ภาพใหญ่ เป็นแผน 20 ปีข้างหน้า บทเรียนที่ผ่านมาหน่วยงานราชการจะโปะๆ แผนหรือโครงการ มากกว่าจะศึกษาวิจัยเพื่อจัดทำแผนใหม่ที่เหมาะสม ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างยั่งยืน

ในเวทีเดียวกัน ดร.วิเชียร เกิดสุข นักวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาไม่ให้เกิดน้ำท่วมซ้ำซากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า ต้องเร่งจัดทำระบบเตือนภัยตั้งแต่ระดับต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพื่อการพร่องน้ำออกจากที่ที่กักเก็บน้ำขนาดใหญ่ ทั้งเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และแจ้งให้ประชาชนเตรียมอพยพ เคลื่อนย้ายสิ่งของก่อนเกิดภัยพิบัติ กรณีสกลนครจมน้ำทั้งเมืองภายใน 2 ชม. สะท้อนการขาดระบบเตือนภัย หากแจ้งก่อนความเสียหายจะไม่รุนแรงเช่นนี้ นอกจากนี้ ต้องจัดทำขอบเขตน้ำท่วมซ้ำซาก ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ เลิกชดเชยความเสียหายในฤดูน้ำหลาก แต่ชดเชยโดยการทำระบบชลประทาน พร้อมสถานีสูบน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ทำการเกษตรในฤดูแล้ง ขณะเดียวกันฟื้นฟูแก้มลิงเป็นที่รับน้ำฤดูน้ำหลาก การผันน้ำเข้าแก้มลิงต้องจ่ายค่าชดเชยให้พื้นที่เกษตรของชาวบ้านที่เสียหาย ปัจจุบันแก้มลิงถูกรุกล้ำมาก

"ให้ตรวจสอบข้อมูลปริมาณน้ำที่กักเก็บได้จริงในปัจจุบัน อย่างหนองหาร เดิมจุ 226 ล้านลูกบาศก์เมตร ตอนนี้กักเก็บได้เท่าไหร่ รวมถึงเขื่อนน้ำอูนและอ่างเก็บน้ำที่อยู่ตอนบนลุ่มน้ำทั้งหมด พร้อมคำนวณการเก็บกักน้ำที่ระดับต่างๆ จะกระทบพื้นที่ไหน กระทบประชาชนมากน้อยเพียงใด จะต้องปรับ rule curve อ่างเก็บน้ำใหม่ เพื่อวางแผนจัดการน้ำในอนาคต เพราะรูปแบบการตกของฝนเปลี่ยนไปจากอดีต มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้องทำแบบจำลองสถานการณ์น้ำท่วม เกิดเหตุจะบริหารจัดการอย่างไร จัดทำระบบระบายน้ำและจัดการน้ำตลอดลุ่มน้ำ ทั้งในเขตเมืองและพื้นที่รอบนอก" ดร.วิเชียรกล่าว และฝากทิ้งท้ายว่า การทำงานแก้น้ำท่วมต้อง          บูรณาการร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ใช้ระบบสารสนเทศที่เป็นปัจจุบัน โดยเฉพาะที่หนองหาร ควรมีผู้รับผิดชอบหลักที่รู้เรื่องจัดการน้ำ การทำงานไม่เป็นเอกภาพ ตัดสินใจไม่ทันการณ์จะทำให้เกิดท่วมซ้ำเหมือนเหตุการณ์สกลนครจมบาดาลทั้งเมือง.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง