คอลัมน์: ไทยโพสต์: ยุติธรรมไม่สองมาตรฐาน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม 2560 00:00:18 น.

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติให้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คดีดังกล่าวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เฉพาะกรณี พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจ นครบาล จำเลยที่ 4 เพียงรายเดียว จากกรณีเหตุการณ์การสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่บริเวณหน้ารัฐสภา

ส่วนกรณีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 2 และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จำเลยที่ 3 ที่ประชุม ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ที่ให้ยกฟ้องคดี

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาฯ เฉพาะจำเลยที่ 4 ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วัน นับจากวันที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 195 วรรค 4 ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจาก ป.ป.ช.มีมติดังกล่าว กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ออกมาแถลงการณ์เรียกร้องในการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในเรื่องการเลือกปฏิบัติ ไม่อุทธรณ์จำเลยอีก 3 คน

ทั้งนี้ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ระบุว่า ทางกลุ่มเตรียมดำเนินการทางกฎหมายต่อ ป.ป.ช. โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้ คือ 1.ตามความเห็นของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ที่ระบุว่าสามารถแจ้งความเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่

2.ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญโดยการรวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวนสองหมื่นรายชื่อ ร้องผ่านไปที่ สนช. หรือ ส.ส. และ ส.ว.ในอนาคต เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านี้ต่อไป และ 3.ร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมทั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ดำเนินคดี

แน่นอนว่ามติดังกล่าวนอกเหนือจากข้อกังขาของกลุ่มพันธมิตรฯ ป.ป.ช.คงหนีไม่พ้นคำวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอำนาจ โดยเฉพาะตัวประธาน ป.ป.ช. ที่มีความแนบแน่นกับกลุ่ม คสช.โดยตรง และไม่แปลกที่จะถูกตั้งคำถามในการทำหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าการดำเนินการในครั้งนี้ จะเป็นบรรทัดฐานลงดาบแต่ผู้ปฏิบัติ ขณะที่ผู้มีอำนาจลอยตัว เพราะในอนาคตย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำอีก

และปัญหาสำคัญที่จะตามมา นั่นคือคำถามของบรรทัดฐานในการทำงานของคดีความ โดยเฉพาะความเป็นสองมาตรฐาน ซึ่งแน่นอนในขณะนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าต้องถูกนำมาเปรียบเทียบกับคดีใหญ่ และอยู่ในความสนใจของประชาชนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นั่นคือคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะผู้บังคับบัญชา กรณีโครงการรับจำนำข้าว ที่ ป.ป.ช.ร่วมกับอัยการสูงสุด ยื่นฟ้องจำเลยคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำเลย ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ/เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ที่ดำเนินนโยบายโดยไม่ยับยั้งความเสียหาย เป็นเหตุให้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

เฉกเช่นเดียวกับเหตุการณ์การสลายการชุมนุม 7 ตุลา นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในขณะนั้น ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ทั้งหมดพ้นวิบากกรรมในฐานะผู้ดำเนิน นโยบายไม่แตกต่างกัน ในที่นี้คือความรับผิดชอบในการสลายการชุมนุมจนทำให้ประชา ชนบาดเจ็บล้มตาย

ฉะนั้น เหตุใดในคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเปรียบเหมือนผู้บังคับบัญชา ป.ป.ช.ถึงไล่บี้เอาผิด เมื่อเทียบกับกรณีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ถึงละเว้นนายสมชาย ในฐานะผู้บังคับบัญชานโยบาย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว มาตรฐานการฟ้องของ ป.ป.ช.จึงอาจถูกมองและเป็นข้อกังขาได้ ว่าเหตุใดถึงไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันในกรณีความรับผิดชอบสูงสุด ในฐานะตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือผู้ดำเนินการนโยบาย ระหว่างสองกรณีความผิด ที่ไม่ถูกดำเนินการเหมือนกัน

แต่กลับเป็นสองมาตรฐาน และยิ่งทำให้เสียงครหา หรือเสียงวิจารณ์แจ่มชัดมากขึ้น ในประเด็นที่ระบุว่า ป.ป.ช.พยายามทำให้อดีตจำเลยบางคนหลุดวงโคจรความผิดจากเหตุการณ์ และเอื้อประโยชน์กับกลุ่มผู้มีอำนาจบางกลุ่มซึ่งมีความใกล้ชิดกัน และไล่บี้ดำเนินการอย่างไม่ลดละกับกลุ่มผู้มีอำนาจ ซึ่งเรียกได้ว่าอยู่คนละฝั่งอย่างถึงที่สุด และท้ายที่สุดผลการไต่สวนของความรุนแรงในการสลายการชุมนุม จะทำให้ผู้มีอำนาจไม่ต้องรับผิดชอบและมีเพียงผู้ปฏิบัติกลายเป็นจำเลย ต้องรับผิดจากผลแห่งนโยบาย

แน่นอนว่าในส่วนของกระบวนการต่อไปจากนี้ ก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการ ใน ส่วนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็มีสิทธิที่จะดำเนินการไปตามกระบวน การกฎหมายตามความเหมาะสม ขณะที่ประชาชนเองก็ต้องช่วยกันติดตามตรวจสอบ และตั้งคำถาม ท้วงติง หรือจับตามองถึงการทำงาน ตรวจสอบ ป.ป.ช.ได้เช่นเดียวกัน

โดยเฉพาะเรื่องการทำหน้าที่เพื่อสร้างบรรทัดฐาน ไม่มีสองมาตรฐาน หรือเลือกปฏิบัติ และต้องยึดหลักให้แน่นในเรื่องความยุติธรรม ที่ไม่เอียงซ้ายหรือขวาเพื่อสนองตอบผู้มีอำนาจ หรือผลประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง กล้าที่จะทำหน้าที่ด้วยมาตรฐานเดียว อันเป็นหน้าที่ ป.ป.ช.ต้องพึงตระหนักและรับผิดชอบไว้เหนือสิ่งอื่นใดใช่หรือไม่?.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง