คอลัมน์: กรองสถานการณ์: เส้นทางคดี 7 ต.ค.51 หลังยื่นอุทธรณ์ศาลฎีกาฯ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 2 กันยายน 2560 00:00:51 น.

คดีสลายการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือคดี 7 ต.ค.51 ขณะนี้ได้มีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และได้เข้าสู่กระบวนการตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 195 ที่ให้โอกาสคู่ความ โจทก์-จำเลย อุทธรณ์คดีต่อที่ประชุมใหญ่ศาลได้ หากไม่เห็นด้วย หรือเห็นแย้งกับคำพิพากษาของศาล

ทั้งนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ยื่นอุทธรณ์เมื่อ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา เฉพาะจำเลยที่ 4 คือ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ 7 ต.ค 51 ส่วนจำเลยที่ 1-3 เรียงตามลำดับ คือ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์

สำหรับเหตุผลที่ ป.ป.ช.อุทธรณ์เฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติ เพราะใช้แนวทางคำวินิจฉัยเสียงข้างน้อยของผู้พิพากษาในองค์คณะ 3 เสียงจากมติองค์คณะ 6 ต่อ 3 ที่เห็นว่าควรลงโทษจำเลยที่ 4 พล.ต.ท.สุชาติ ซึ่งใน 3 เสียงข้างน้อยดังกล่าวก็ยังแยกเป็น 2 เสียง ได้แก่ ธนสิทธิ์ นิลกำแหง เจ้าของสำนวนคดีนี้ และโสภณ โรจน์อนนท์ ประธานแผนกคดีอาญาฯ ที่ลงมติว่าให้ลงโทษ พล.ต.ท.สุชาติเพียงคนเดียว  ขณะที่เสียงข้างน้อยอีก 1 เสียงที่ให้ลงโทษจำเลยทั้ง 4 คนมีคนเดียว คือ นายปริญญา ดีผดุง จึงเท่ากับว่าตุลาการ 3 เสียงเห็นว่า พล.ต.ท.สุชาติมีความผิดตามฟ้องควรได้รับการลงโทษ ทำให้ ป.ป.ช.อิงหลักดังกล่าวมาเป็นเหตุในการยื่นอุทธรณ์ครั้งนี้

ทั้งนี้ แม้รัฐธรรมนูญ มาตรา 195 จะบัญญัติขั้นตอนการพิจารณาอุทธรณ์ไว้ แต่ไม่ได้เขียนกำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาอุทธรณ์คดีไว้ว่าต้องแล้วเสร็จเมื่อใด หลายฝ่ายจึงคาดกันว่าไม่น่าจะเกินหนึ่งปี เพราะเป็นการพิจารณาในประเด็นการอุทธรณ์อย่างเดียว ไม่ต้องมีการไต่สวนคดี จึงไม่น่าจะใช้เวลานานมาก ซึ่งขั้นตอนการอุทธรณ์ตาม รธน.มาตรา 195 บัญญัติไว้ดังนี้

"คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา การวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตามวรรคสี่ ให้ดำเนินการโดยองค์คณะของศาลฎีกา ซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาอาวุโสซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาซึ่งไม่เคยพิจารณาคดีนั้นมาก่อน และได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวนเก้าคน โดยให้เลือกเป็นรายคดี และเมื่อองค์คณะของศาลฎีกาดังกล่าวได้วินิจฉัยแล้ว ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา"

หลัง ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์คำร้องไปแล้วเมื่อ 31 ส.ค. ขั้นตอนหลังจากนี้แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะรวบรวมคำอุทธรณ์และเอกสารของฝ่าย ป.ป.ช.แล้วแจ้งให้ พล.ต.ท.สุชาติ ทราบเพื่อให้ทำคำแก้อุทธรณ์โจทก์ แล้วยื่นกลับมายังแผนกคดีอาญาฯ ภายใน 15 วัน ตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ พ.ศ.2551

จากนั้นเมื่อมีทั้งคำอุทธรณ์ของ ป.ป.ช.และคำแก้อุทธรณ์ของ พล.ต.ท.สุชาติ แผนกคดีอาญาฯ ก็จะส่งเรื่องไปให้สำนักประธานศาลฎีกา เพื่อให้มีการเรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ ที่จะมีทั้งประธานศาลฎีกา  รองประธานศาลฎีกา ประธานแผนกคดีในศาลฎีกา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ผู้พิพากษาศาลฎีกา ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ซึ่งเวลานี้มีด้วยกันทั้งสิ้น 166 คน มาประชุมร่วมกันเพื่อดำเนินการพิจารณาอุทธรณ์ตามขั้นตอนของมาตรา 195 ที่อ้างไว้ข้างต้นต่อไป

มีรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาได้นัดประชุมใหญ่อยู่แล้วในวันที่ 14 ก.ย.นี้ ซึ่งจะต้องรอดูว่าคู่ความจะจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาให้ศาลครบถ้วนและทันในช่วงดังกล่าวหรือไม่ หากทันก็อาจมีการนำเรื่องนี้บรรจุเป็นวาระการพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ เพื่อให้เลือกองค์คณะพิจารณาจำนวน 9 คนมาวินิจฉัยคำอุทธรณ์ของ ป.ป.ช.ต่อไป แต่หากขั้นตอนทั้งหมดข้างต้นทำไม่ทัน 14 ก.ย.ก็ต้องเลื่อนเป็นการประชุมในครั้งถัดไป

เส้นทางผลคดี 7 ต.ค 51 หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต้องติดตามรอฟังผลต่อไป ขณะที่การเคลื่อนไหวของพันธ มิตรฯ ในความพยายามดำเนินการกับ ป.ป.ช. เช่นยื่นเรื่องให้ศาลฎีกาฯ ถอดถอน ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หลังไม่เห็นด้วยที่ ป.ป.ช.ไม่อุทธรณ์จำเลยทั้งหมด ก็ยังไม่หยุดเช่นกัน และอาจรุกหนักขึ้นในสัปดาห์หน้านี้.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง