รัฐบาลแห่งชาติ...หรือไม่ แต้มต่อที่ 'คสช.' กำหนด

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พฤหัสบดีที่ 14 กันยายน 2560 00:00:31 น.

เกิดเป็นประเด็นโยนเหรียญถามกันอย่างกว้างขวางหลังนายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้จัดตั้ง "รัฐบาลแห่งชาติ" โดยเสียงส่วนใหญ่ตอบกลับมาไม่ค่อยเห็นด้วย

โดยเฉพาะจากฝั่ง คสช. ที่คุมความได้เปรียบในขณะนี้ รีบออกมาตีกัน เพราะไม่อยากสร้างประเด็นให้มารบกวนการบริหารประเทศ ที่กำลังเริ่มสร้างความนิยมแก่ประชาชนไม่ต่างจากนักการเมือง ให้ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง เพราะคนใน คสช. ต่างก็ออกกล่าวหานักการเมืองทุกวันว่าเป็นผู้สร้างปัญหาต่างๆ ให้แก่ประเทศ อาทิ ความแตกแยก และขัดแย้งของคนในชาติ รวมทั้งปัญหาทุจริตคอร์รัปชันยังทำลายระบบการตรวจสอบของรัฐสภาเพราะไม่มีฝ่ายค้าน และที่สำคัญไม่สามารถตอบโจทย์การเข้ามาขจัดปัญหาบ้านเมือง และปฏิรูปประเทศให้ดีขึ้นได้

ดังนั้น การจะเกิดรัฐบาลแห่งชาติหรือไม่ จึงต้องไปวัดกันที่ผลการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นปลายปี 2561 พร้อมเงื่อนไขและสถานการณ์เป็นตัวกำหนด

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงข้อเสนอการตั้งรัฐบาลแห่งชาติว่า ส่วนตัวไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเสนอการตั้งรัฐบาลแห่งชาติของนายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่สำหรับข้อสงสัยบางประการว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เปิดทางให้เกิดการตั้งรัฐบาลแห่งชาติได้หรือไม่ ส่วนตัวคิดว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ก็ไม่ได้บัญญัติข้อห้ามแต่อย่างใด

นายมีชัยกล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลโดยหลักขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากของพรรคการเมืองภายหลังการเลือกตั้งว่าจะตกลงกับพรรคการเมืองที่มี ส.ส.อย่างไรก็ได้ ว่าอยากได้เสียงในสภาผู้แทนราษฎรมากหรือน้อย เช่นเดียวกับหากทุกพรรคการเมืองเห็นตรงกันว่าถ้าจะให้สภาผู้แทนราษฎรไม่ต้องมีบุคคลมาทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภา ก็สามารถทำได้เช่นกัน

"ทั้งหมดอยู่ที่การตกลงกันของพรรคการเมือง เพียงแต่การเลือกบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด คือต้องมาจากบุคคลที่อยู่ในบัญชีที่พรรคการเมืองเป็นผู้เสนอ ตอนนี้ก็มีแต่การพูดกันมาโดยยังไม่ถึงเวลา คิดว่าอย่าเพิ่งไปกังวลมาก ต้องรอดูกันไปก่อน" ประธาน กรธ.ระบุเมื่อถอดรหัสคำพูดของประธาน กรธ. จึงเห็นว่า รัฐธรรมนูญ 60 ไม่ได้ปิดกั้นการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ แต่สุดท้ายจะเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวหรือไม่ จึงอยู่ที่เสียงในมือของแต่ละพรรคการเมือง และ คสช.เป็นผู้กำหนดทิศทาง โดยเฉพาะ คสช. ถือว่าขณะนี้มีแต้มต่อกว่าพรรคการเมือง เพราะมีกลไกต่างๆ ของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ ส.ว.สรรหาจำนวน 250 เสียง ที่ทหารเป็นผู้คัดเลือก, กฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, กฎหมายการเลือกตั้งที่เข้มงวด และองค์กรอิสระที่ คสช.เป็นผู้คัดสรร ที่จะสนับสนุนและปกป้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นนายกฯ รอบสอง ภายหลังการเลือกตั้งในยุคเปลี่ยนผ่าน

ดังนั้น เมื่อวิเคราะห์จากข้อเท็จจริง ปัจจัยที่จะเกิดรัฐบาลแห่งชาติอาจเป็นเรื่องยาก หากไม่มีกระแสข่าวหลังเลือกตั้งว่า พรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ และได้ ส.ส.เสียงรวมกันเกิน 376 เสียง เพราะไม่ต้องการเป็นเบี้ยล่างรับใช้ทหารไปอีกหลายสิบปี

แต่ปรากฏการณ์นี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ 2 พรรคใหญ่จะทำได้ เพราะนอกจากจะหักหลังแฟนคลับของทั้งสองฝ่ายแล้ว การบริหารประเทศอาจจะสั้นและไม่มีเสถียรภาพ เริ่มตั้งแต่เกิดการแย่งชิงการเป็นนายกฯ และกระทรวงเกรดเอ ไม่นับการบริหารประเทศที่ไม่เอื้อแก่นักการเมืองโดยตรง โดยเฉพาะการถูกเตะตัดขาของ ส.ว.250 คน และถูกองค์กรอิสระไล่บี้เล่นงาน สู้เลือกเอานายกฯ คนจาก คสช.มาเป็นคนกลาง ก็เชื่อว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะราบรื่นและระยะเวลาการบริหารประเทศยาวกว่า

อย่างไรก็ตาม แต่หากผลการเลือกตั้งกลับพบว่า พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.จำนวน 250 เสียง คสช.ก็อาจจะเปลี่ยนแผนจับมือกับพรรคเพื่อไทย โดยให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็เล่นบทเป็นพระรอง คุมกระทรวงเกรดเอ โดยไม่ต้องทนเสี่ยงส่งตัวแทนเป็นสายล่อฟ้าเป็นเป้าให้ถูกทำลายล้าง อย่างเช่นอดีตผู้นำประเทศ และรัฐมนตรีต้องหนีออกนอกประเทศ และติดคุกติดตะราง โดยเฉพาะนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งซาบซึ้งถึงบทเรียนที่ผ่านมาเป็นอย่างดี และปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่ฝ่ายค้านรักษาระบอบประชาธิปไตยต่อไป

ซึ่งแนวทางดังกล่าวถือว่าง่ายกว่าการไปจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยังไม่ทราบว่าจะพาตัวเองให้ได้ ส.ส.ถึง 200 เสียงหรือไม่ รวมทั้งบทบาทของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังดื้อ และไม่ยอมให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ รอบสองได้ง่ายๆ มิเช่นนั้น จึงไม่เห็นท่าทีของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ที่ออกมาเปรยว่าจะจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ที่คาดกันว่าเพื่อป้องปรามและกระตุกท่าทีของนายอภิสิทธิ์ หรืออีกนัยหนึ่งก็เพื่อเตรียมตัวแยกทางเดินไปชู พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ และการันตีตัวเองเป็นรัฐบาลครั้งหน้าได้อย่างแน่นอน

นี่คือการประเมินทิศทางการเมืองในอนาคตในเบื้องต้น ส่วนโฉมหน้ารัฐบาลจะเป็นอย่างไร คงต้องให้ผลเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสินก่อน โดยมี คสช.ถือแต้มต่อ เพราะมีความได้เปรียบมากกว่านักการเมือง.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทั่วไปล่าสุด »