เคาะงบรายหัวบัตรทองปี61ตัวเลขจริง1.1แสนล.

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 18 กันยายน 2560 00:00:56 น.

สาธารณสุข * "หมอปิยะสกล" ลงนามประกาศหลักเกณฑ์จัดสรรงบบัตรทองปี 61 งบรายหัว หลังหักเงินเดือนภาครัฐคิดเป็นเม็ดเงิน 1.1 แสนล้านบาท ดูแลผู้มีสิทธิกว่า 48 ล้านคน พร้อมเพิ่มงบพื้นที่กันดาร เสี่ยงภัย เปิดช่องป่วยฉุกเฉินของบเพิ่มเติมได้หากไม่พอกับจำนวนบริการที่เกิดขึ้นจริง

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2560 ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้ลงนามประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง "หลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2561 และหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการรับค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขหน่วยบริการ ตามที่บอร์ด สปสช.ได้ให้ความเห็นชอบตามที่อนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนนำเสนอ หลังจากที่ ครม.ได้มีมติอนุมัติงบประมาณสำหรับงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2561 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 จำนวน 171,373.67 ล้านบาท ซึ่งได้จัดสรรงบประมาณดังนี้

1.บริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัว จำนวน 156,019.62 ล้านบาท เพื่อดูแลประชากร 48 ล้านคน โดยเป็นงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวหลังหักเงินเดือนภาครัฐ จำนวน 111,179.08 ล้านบาท 2.บริการผู้ติดเชื้อเอช ไอวีและผู้ป่วยเอดส์ จำนวน 3,218.24 ล้านบาท ดูแลผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ 296,900 ราย 3.บริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จำนวน 8,165.60 ล้านบาท ดูแลผู้ป่วย 52,976 ราย 4.บริการควบคุม ป้องกันและรักษาโรคเรื้อรัง จำนวน

1,019.20 ล้านบาท ดูแลผู้ป่วย 2,907,200 ราย 5.ค่าใช้จ่าย เพิ่มเติมสำหรับหน่วยบริการในพื้นที่กันดาร พื้นที่เสี่ยงภัย และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 1,490.28 ล้านบาท สำหรับหน่วยบริการ 175 แห่งในพื้นที่ 6.ค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 1,159.20 ล้านบาท เพื่อดูแลผู้สูงอายุกลุ่มเป้าหมาย 193,200 ราย และ 7.ค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติมสำหรับการบริการระดับปฐมภูมิที่มีแพทย์ประจำครอบครัว จำนวน 240 ล้านบาท เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการผู้ป่วยนอกทั้งในและนอกเขตกรุงเทพมหานครเพิ่มเติมจำนวน 652,173 ครั้ง

นพ.ศักดิ์ชัยกล่าวว่า การจัดสรรงบประมาณเป็นไปตามหลักเกณฑ์การดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุน โดยพัฒนามาจากกรอบ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545, ผลรับฟังความคิดเห็น ตามมาตรา 18 (3) ปี 2560, คำสั่ง คสช.ที่ 37/2559 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560, มติ ครม.ที่เกี่ยวข้อง อาทิ เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิทุกที่ (UCEP) อนุมัติงบปี 2561 การจัดหายา และข้อเสนอปฏิรูประบบสาธารณสุข, ผลการตรวจสอบของหน่วยตรวจสอบต่างๆ, แผนยุทธศาสตร์บอร์ด สปสช. และอนุกรรมการฯ และแผนแม่บทบูรณาการการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ นอกจากนี้ยังดำเนินการตามแนวคิดพื้นฐานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทั้งในด้านความเป็นธรรมตามจากความจำเป็นการเข้าถึงสุขภาพของประชาชนและพื้นที่ ประสิทธิผลและคุณภาพของผลงานบริการสาธารณสุข การมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน และประสิทธิภาพการบริการเพื่อบริการสาธารณสุข

เลขาธิการ สปสช.กล่าวต่อว่า ในปีงบประมาณ 2561 ยังได้ปรับปรุงการบริหารกองทุนฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและ

แก้ไขปัญหาอุปสรรค ได้แก่ 1.การปรับปรุงแนวทางการจ่าย ค่ายา วัคซีน เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษ โดยในปี 2561 สปสช.จะจ่ายค่ายา วัคซีน เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษให้แก่เครือข่ายหน่วยบริการด้านยาและเวชภัณฑ์ตามแผนและวงเงินการจัดหาฯ ที่ผ่านความเห็นชอบแล้วจากบอร์ด สปสช.จำนวนประมาณ 11,252.71 ล้านบาท เพื่อให้เครือข่ายหน่วยบริการด้านยาและเวชภัณฑ์สนับสนุนให้กับหน่วยบริการที่อยู่ในเครือข่าย กรณีหน่วยบริการใดที่ไม่อยู่ในเครือข่าย สปสช.จะจ่ายชดเชยเป็นเงินตามอัตราที่ สปสช.กำหนด 2.ระบุช่วง เวลาข้อมูลที่เป็นตัวแทนการจ่ายค่าใช้จ่าย เพื่อให้จ่ายเงินกองทุนให้กับหน่วยบริการได้ภายในปีงบประมาณ 3.บูรณา การจ่ายตามเกณฑ์คุณภาพผลงานบริการที่อยู่ในรายการต่างๆ 4.เพิ่มสิทธิประโยชน์บริการคัดกรองและตรวจยืนยันไวรัสตับอักเสบซีในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี และบริการตรวจคัดกรอง และตรวจยืนยันมะเร็งลำไส้ใหญ่ในกลุ่มอายุ 50-70 ปี

นพ.ศักดิ์ชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากที่ประชุมยังมี มติในส่วนรายการบริการที่มีการจ่ายแบบระบบปลายเปิด ได้แก่ รายการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัว เฉพาะประเภทบริการกรณีเฉพาะและบริการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิทุกที่ (UCEP) และรายการค่าบริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรังให้ สปสช.ติดตาม กำกับ และควบคุมประสิทธิภาพการดำเนินงาน และหากมีผลการบริการมากกว่าเป้าหมายหรืองบประมาณที่ได้รับในปีงบประมาณ 2561 ไม่เพียงพอ ภายหลังจากปรับประสิทธิภาพเต็มที่แล้ว ให้ สปสช.รวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอของบเพิ่มเติมตามความเหมาะสมต่อไป.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง