คอลัมน์: ปักธงธรรม: จากรัชกาลที่ ๙ สู่รัชกาลที่ ๑๐ 'ราชธรรมอยู่คู่แผ่นดินไทย'

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 29 กันยายน 2560 00:00:26 น.
เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา

เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๐ องค์การยูเนสโกได้ประกาศถวายพระราชสดุดีเทิดพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ สำนักงานใหญ่ยูเนสโก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ว่า... "เป็นกษัตริย์นักพัฒนาผู้ยิ่งใหญ่ของโลก"

คำว่า "เป็นกษัตริย์นักพัฒนาผู้ยิ่งใหญ่ของโลก" เป็นประโยคทองที่มีความหมายกินลึกเข้าถึง จิตวิญญาณนักปฏิรูปนักปฏิวัติทั้งหลาย ในทุกฐานะ .. ทุกค่าย เพราะสรุปคุณค่าที่สูงสุดว่า เป็นนักพัฒนาเหนือนักพัฒนา เป็นนักปฏิรูปเหนือนักปฏิรูป เป็นนักปฏิวัติเหนือนักปฏิวัติทั้งปวง ... ด้วยทรงใช้ธรรมเป็นเครื่องมือ เพื่อการพัฒนาโลกด้วยอำนาจธรรม .. สู่การมีชัยชนะโดยธรรม.... ธรรมวิชัย !การใช้ ธรรมวิชัย เป็นนโยบายในการปฏิรูป-ปฏิวัติหรือพัฒนาสังคมได้นั้น.. หมายถึง จะต้องทรงดำรงฐานะอยู่โดยธรรม เป็น พระธรรมราชา โดยสมบูรณ์ ที่ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์ของมหาชน .. และสังคมโลก

หัวใจการพัฒนาของ พระธรรมราชา หรือ จอมกษัตริย์ผู้ทรงธรรม นั้น คือ การทรงดำรงพระชนม์อยู่ในธรรม ดุจพระเจ้าจักรพรรดิที่ทรงสมบูรณ์ด้วยพระบารมีธรรม ที่ครอบครองแก้ว ๗ ประการ มีจักรแก้ว เป็นต้น โดยวางหลักบริหารปกครองพัฒนาประเทศ ด้วยการยึดถือหลัก ทศพิธราชธรรมหรือธรรมของผู้ปกครองแผ่นดิน หลักราชสังคหวัตถุธรรมหรือธรรมในการทำนุบำรุงประชาราษฎร์ ๔ ประการ และหลักจักรวรรดิวัตรหรือหลักธรรมในการคุ้มครองอาณาประชาราษฎร์

หลักใหญ่ทั้ง ๓ ประการ รวมเป็นหนึ่งจิตใจที่ทรงทศพิธราชธรรม อันประกอบด้วยหลักธรรม ๑๐ ประการ ได้แก่ ทาน ศีล ปริจจาคะ อาชชวะ มัททวะ ตปะ อักโกธะ อวิหิงสา ขันติ และ อวิโรธนะหากจะสรุปรวมให้เห็นเป็นหนึ่งแห่งเอกลักษณ์ของธรรมลักษณะแห่ง พระธรรมราชา นั้น คือ การปกครองแผ่นดินโดย ธรรม และตัว ธรรม นี้ จะรวมลงที่ อวิโรธนะ ได้แก่ "การวางตนอย่างมีหลัก .. การวางจิตอย่างมีฐาน" ... พูดแบบชาวบ้าน คือ มีหลักปักแน่น มั่นคง ในธรรม .. ไม่โอนเอียงไปตามกระแสโลกธรรม .. ไม่ประกอบตนอยู่ใน อคติธรรมการดำเนินงานทั้งหมดจะมีธรรมเป็นธง .. ธรรมเป็นตรา .. มีธรรมเป็นใหญ่ ทุกอย่างจะยุติลงโดยธรรม เรียกว่า ยุติธรรม โดยคำนึงถึงหลัก นิติธรรม เป็นแบบแผนในการกำกับดูแล

การไม่เอนเอียง .. ไม่หวั่นไหว ไปตามสิ่งที่ชอบใจ (อิฏฐารมณ์) และสิ่งไม่ชอบใจ (อนิฏฐารมณ์) มั่นคงอยู่กับความเป็นเหตุเป็นผล คำนึงถึงประโยชน์สุขและความเหมาะควร .. ความดีงามเป็นสำคัญ จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ดำรงอยู่ในอวิโรธนะ

อวิโรธนะ จึงเป็นเหมือนบทสรุปภาพลักษณ์ของผู้ประพฤติตนอยู่ในราชธรรม ที่รวม หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า รวมลงเป็นสิบ คือ อวิโรธนะหากเราสังเกตหรือศึกษาพิจารณาผู้ดำรงอยู่ใน อวิโรธนัง หรือ อวิโรธนะ ก็จะพบว่า จักต้องเป็นผู้ที่มี สังวรธรรม สมบูรณ์พอควร ดุจนักปฏิบัติธรรมหรือพระภิกษุผู้มั่นคงอยู่ในธรรม ที่ดำรงอยู่ใน สังวรธรรมทั้ง ๔ เสมอ เช่น จะรู้จักเฝ้าระวังจิต จะรู้จักการเปลี่ยนจิต การรู้จักทำจิต หรือฝึกฝนจิตให้คุ้นเคยกับกุศลจริยา และเพื่อการรู้จักพิจารณาโดยแยบคายจนเกิดปัญญา ได้แก่ ความรู้ทั่วถึงโดยประการต่างๆ .. จนสามารถสร้างศรัทธาให้มั่นคง ดำรงเป็นอินทรีย์จนมีความเป็นใหญ่ในการทำงานของจิตใจที่ประกอบด้วยสติปัญญา อันสามารถกระทำความเพียรชอบได้อย่างเต็มที่และตรงธรรม จนเกิดกำลังธรรมทั้งห้าสมบูรณ์ เพื่อการขับเคลื่อนชีวิตให้ผ่านพ้นมาร อุปสรรค ประหารทั้งหมดได้ เพื่อบรรลุถึงสันติภาพ อิสรภาพ และภราดรภาพ ได้จริง ที่สำคัญที่สุด เพื่อการนำความรู้-ความเข้าใจที่ก่อเกิดขึ้นด้วยศักยภาพอันพร้อมของความเป็นผู้นำ สู่ความเป็นประโยชน์ของผู้อื่น .. สังคมและประเทศชาติ.. จนถึงประชาคมโลก

พลังธรรม ที่ก่อเกิดขึ้นดังกล่าว จักพัฒนาจิตใจให้สามารถก่อเกิด พลังพิเศษ ... สมฐานะ สัตว์พิเศษ จนเกิดเป็น โพธิสัตว์จิต คือ สัตว์ที่มีจิตพิเศษ ที่จะหาญกล้าสามารถดำเนินชีวิตไปเพื่อประโยชน์แห่งหมู่ชน.. และเพื่ออนุเคราะห์โลกด้วยหลักธรรมเป็นสำคัญ ซึ่งจักมีความเพียร ความอดทน อันประกอบด้วย สติปัญญา สูงยิ่งกว่าสัตว์ทั้งหลาย และจะดำรงตนอยู่ในมรรคาของ ศีลธรรม อย่างเคร่งครัด ด้วยสติปัญญาที่ถึงพร้อมด้วย สังวรธรรมทั้ง ๕ อย่างสมบูรณ์ในทุกข้อ ไม่ว่า ศีล สติ ปัญญา ขันติ หรือ วิริยะ...

นอกเหนือจากจะดำรงอยู่ใน สังวรธรรม อย่างเก่งกล้าสามารถแล้ว พระราชาผู้ทรงธรรมยังจะต้องประพฤติมั่นอยู่ในราชจรรยานุวัตร ๔ ประการ รวมถึงมั่นคงอยู่ในหลักนิติศาสตร์ และราชศาสตร์ ด้วยการดำรงจิตอยู่ในวิหารของ หลักธรรมอันประเสริฐ หรือ พรหมวิหาร ๔ .. เรียกว่ามีพรหมวิหารธรรมเป็นกรรมฐานบริหารจิต เพื่อบำรุงอำนาจคุณความดีให้จิตมีคุณธรรม จนสามารถดำรงอยู่ได้อย่างปราศจาก อคติธรรม ๔ ประการ คือ ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ .. นั่นหมายถึง ไม่ทรงหวั่นไหวในอำนาจโลกธรรมใดๆ อีกต่อไป จึงทรงประพฤติพระองค์ให้ดำเนินไปอย่างมีคุณค่า .. มีคุณความดี สามารถเกื้อกูลเผื่อแผ่คุณความดี-คุณธรรม เพื่อทำนุบำรุงมหาชนหรือสังคมประเทศชาติได้ ดังหลักธรรม ๔ ประการ ในราชสังคหะ ได้แก่

๑.สัสสเมธะ ๒.ปุริสเมธะ ๓.สัมมาปาสะ และ ๔.วาจาไปยะ

ในข้อที่ ๑.สัสสเมธะ นั้น ได้แก่ ความรู้ความสามารถในเรื่องพืชพรรณธัญญาหาร พืชผลด้านการส่งเสริมการเกษตร เพื่อความมีพืชผลอันอุดมสมบูรณ์ในแว่นแคว้น

๒.ปุริสเมธะ .. ทรงมีพระปรีชาสามารถในการสงเคราะห์พระราชวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ผู้ประกอบราชกิจ ... ฉลองพระคุณในทุกฝ่าย โดยรู้จักการยกย่องบุคคลที่ควรยกย่อง โดยสมควรตามตำแหน่งหน้าที่ ความรู้-ความสามารถ และความดี-ความชอบในราชการงาน..

๓.สัมมาปาสะ ทรงมีความรู้-ความสามารถในการส่งเสริมอาชีพ เช่น การจัดหากองทุนให้กับบุคคลที่ขาดแคลน ได้มีโอกาสนำไปใช้ในการประกอบสัมมาอาชีพหรือดำเนินกิจการต่างๆ ... เป็นการพยายามลดช่องว่างระหว่างบุคคลในสังคม โดยเฉพาะการด้อยโอกาสด้วยปัญหาความยากจน.. อันเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลยิ่งต่อภาคความสงบสุข .. ความเจริญเติบโตของสังคม ประเทศชาติ

๔.วาจาไปยะ ได้แก่ ทรงมีพระปรีชาสามารถในการใช้พระวาจาที่เตือนสติแก่ผู้ฟัง ทำให้ผู้ฟังเกิดความประทับใจ ซาบซึ้งใจ... ที่สำคัญ เป็นผู้รู้จักการรับฟังเพื่อรับทราบปัญหาของประชาชน .. และรู้จักถามไถ่ทุกข์สุขของประชาชนในทุกลำดับชั้นตามสมควรแก่ฐานะ

ประการสำคัญของ พระมหากษัตราธิราช ซึ่งทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม จักต้องมีลักษณะธรรมในวิถี จักรวรรดิวัตร อันเป็นธรรมะในการคุ้มครองป้องกันอาณาประชาราษฎร์ สังคม ประเทศชาติ ซึ่งหลักธรรมใน จักรวรรดิวัตร หากกล่าวโดยสรุปคือ ทรงประพฤติธรรม เคารพธรรม ให้การปฏิบัติธรรมต่อมนุษย์และสัตว์ตามฐานะ และสมควรแก่บุคคลนั้นๆ โดยเป็นผู้รู้จักหมั่นเข้าหา สมณพราหมณ์ ผู้สงบ ถามถึงกุศลอกุศล ทำอย่างไรมีประโยชน์ ทำอย่างไรไม่มีประโยชน์ เรียกว่า ประพฤติอยู่ในแนวทาง กุศลธรรม หรือยึดปฏิบัติอยู่ในหลักธรรมที่เป็นกุศลเป็นปกติ ซึ่งจะปรากฏจักรแก้ว หมายถึง อำนาจ (จักร) และความบริสุทธิ์ (แก้ว) รวมหมายถึง ความชอบธรรมที่ถูกต้อง ยุติธรรม เกิดขึ้น อันไม่มีใครๆ จะมาหักล้างทำลายให้สูญเสียความชอบธรรม ถูกต้อง บริสุทธิ์ ไปได้ไม่...

และถ้ารู้จักใช้อย่างมี พรหมวิหารธรรม .. รู้จักเลือกใช้บุคคลผู้มีธรรม... รู้จักบริหารจัดการอย่างมี ปัญญาธรรมความบริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยแก้วต่างๆ ก็จักย่อมเกิดขึ้น แม้ใน โลกปัจจุบัน! หากเราพิจารณาลงไปบนความเป็นจริงในสังคมวัตถุนิยมปัจจุบันว่า จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว มณีแก้ว นางแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว นี่น่าจะหมายถึงอะไร! .... เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจที่ตรงกับบริบทของความจริงในสังคมปัจจุบัน ซึ่งหากเป็นในอดีตที่ว่าด้วยแก้ว ๗ ประการของพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งสำเร็จด้วยบุญญาธิการที่บำเพ็ญพระบารมี (ทศบารมี) มาจนพรั่งพร้อมที่สามารถได้ฐานะ พระมหาจักรพรรดิ นั้น จักมีแก้ว ๗ ประการเกิดขึ้นรองรับพระบารมี ทรงมี สัตตรัตนสมบัติ ๗ ประการ กับมี คทาใหญ่ อันเป็นนิมิตสมบัติจักรพรรดิชุดแผ่นดินใน มหาปนาทจักรพรรดิ หรือทรงมี สังข์ใหญ่ อันเป็นนิมิตสมบัติจักรพรรดิชุดน้ำ (ทะเล) พร้อม สัตตรัตนสมบัติ ๗ ประการ ในมหาสังขจักรพรรดิ โดยสัตตรัตนสมบัติ ๗ ประการ มีจักรแก้ว เป็นต้น ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จักรรัตนะ ปกติจะจมอยู่ในท้องมหาสมุทร ลึกได้ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ดุมเป็นแก้วอินทนิล ประกอบด้วยแก้วเจ็ดประการ ฯลฯ ครั้นพระมหาจักรพรรดิอุบัติเกิดขึ้นด้วยอำนาจธรรมที่ถือปฏิบัติ .. จักรแก้วจะทะยานขึ้นจากท้องมหาสมุทร มาปรากฏที่ประตูเมือง จะกระทำประทักษิณรอบตัวเมือง และเข้าไปสู่พระราชมณเฑียร กระทำทักษิณาวัตรรอบมณเฑียร แล้วเข้ามานบนอบที่เบื้องบาทแห่งองค์พระมหาจักรพรรดิ... ซึ่งจักรแก้วนี้มีฤทธิ์ สามารถปราบได้หมดทุกทวีป...

วันนี้แห่งจักรแก้วของพระมหาธรรมราชา ผู้ทรง จักรวรรดิธรรม แม้ไม่ได้เคลื่อนทะยานมาจากมหาสมุทรดังในอดีต แต่ก็ยิ่งใหญ่ในความหมายที่สามารถแปลความสู่ ธัมมาธิษฐาน ได้ด้วยพระปรีชาสามารถ พระราชบารมีที่ทรงปฏิบัติสมควรแก่ธรรม ที่สามารถเอาชนะใจหมู่ชนไปได้ในทุกถิ่นฐาน .. ทุกประเทศ ด้วยอานุภาพแห่งบุญญาธิการของจอมกษัตริย์ผู้ทรงธรรม อันเป็นที่เคารพยำเกรงแห่งกษัตริย์หรือผู้ปกครองแผ่นดินทั้งหลายทั่วโลก ที่ล้วนแซ่ซ้องในพระบุญญาภินิหารของพระองค์ ที่สำเร็จด้วยการประพฤติธรรม เคารพธรรม และปฏิบัติอยู่ในธรรมมาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยกย่องว่าเป็น "จอมกษัตริย์นักพัฒนาผู้ยิ่งใหญ่ของโลก"แม้พระองค์จะเสด็จสู่สวรรคาลัยไปแล้ว .. แต่วันนี้ อำนาจธรรมที่ทรงถือปฏิบัติยังคงดำรงสืบอยู่ต่อไปบนแผ่นดินไทย.. โดยมี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ ๑๐ ในปัจจุบัน ดำเนินพระราชธรรมสืบต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม... ดังเช่น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชที่ชาวไทยสาธุการแซ่ซ้องในพระศีลาจารวัตรของความเป็นพระมหาเถระในคณะสงฆ์ไทยปัจจุบัน และในหลายปัญหาของบ้านเมืองที่รัฐบาลปัจจุบันได้รับพระราชทานแนวทางที่ถูกต้องตรงธรรม สมประโยชน์ของประเทศชาติ จึงทำให้รัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ มาได้อย่างถูกต้อง ก่อเกิดประโยชน์ยิ่งแก่ประเทศชาติโดยรวม... ฯลฯ  "..สังคมไทย .. ชาติไทย และประชาชนชาวไทย จะมุ่งหน้าสู่ทิศสันติสุข มีความเจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอน ภายใต้การปกครองแผ่นดินโดยธรรม ที่สืบเนื่องพระราชธรรมสู่รัชกาลที่ ๑๐ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์..... ขอถวายพระพรฯ".

เจริญพร
dhamma_araya@hotmail.com
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง