แบกหนี้หลังอาน 3 แสน/ครัวเรือน ธกส.ทุ่ม 5 พันล้าน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2560 00:00:38 น.

กรุงเทพฯ * ธ.ก.ส.เตรียมชงบอร์ดขอขยายวงเงินสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อแก้หนี้นอกระบบเพิ่มอีก 5 พันล้านบาท หลังตะลุยปล่อยกู้รอบแรกไปแล้ว 4.65 พันล้านบาท พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาหนี้นอกระบบต่อเนื่อง ขณะที่ ม.หอการค้าไทยเผยผลสำรวจหนี้ครัวเรือนไทยปี 60 พบส่วนใหญ่ 91.1% ยังเป็นหนี้ เฉลี่ยครัวเรือนละ 2.99 แสนบาท

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่าในเดือน พ.ย.นี้ ธนาคารเตรียมเสนอคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เพื่อขอความเห็นชอบการขยายวงเงินโครงการสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อแก้หนี้นอกระบบเพิ่มอีก 5 พันล้านบาท ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติต่อไป เนื่องจากยังมีความต้องการของประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ วงเงินเดิมของสินเชื่อฉุกเฉิน จำนวน 5 พันล้านบาท ใกล้ครบวงเงินแล้ว โดยปัจจุบันปล่อยกู้ไปแล้ว 4.65 พันล้านบาท คิดดอกเบี้ย 0.5-0.85% ปล่อยกู้รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท โดยการขยายวงเงินออกไปก็เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมีแหล่งเงินที่นำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่จำเป็น ไม่ไปกู้ หนี้นอกระบบอีก โดยส่วนใหญ่ผู้ที่มีราย ได้น้อยต้องการขอกู้เงินในช่วงใกล้เปิด เทอมของนักเรียน เพื่อนำเงินไปหมุน เวียนซื้อเสื้อผ้าและอุปกรณ์การเรียนของบุตรหลาน

นอกจากนี้ ธนาคารได้ดึงลูกหนี้ที่เป็นหนี้นอกระบบเข้ามาร่วมโครงการแก้หนี้นอกระบบ และผ่านการฝึกอบรมกับศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 9.92 หมื่นราย จากลูกหนี้นอกระบบที่มาขึ้นทะเบียนกับ ธ.ก.ส. จำนวน  6.1 แสนราย

ส่วนลูกหนี้ที่มีหนี้นอกระบบอีก 5 แสนราย จะต้องมีการเจรจาประนอมหนี้ หากทำสำเร็จก็สามารถเข้าฟื้นฟูอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ต่อไปได้ โดยจะมีแหล่งเงินทุนให้กับผู้ที่ไม่มีหนี้และมีรายได้น้อยผ่านสินเชื่อเพื่อส่งเสริมอาชีพ วงเงิน 5 พันล้านบาท รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท ดอกเบี้ย 7% ซึ่งปัจจุบันสามารถปล่อยไปได้เพียง 16 ล้านบาทเท่านั้น

วันเดียวกัน นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการ ค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2560 จาก 1,191 ตัวอย่างว่า ปัจจุบันครัวเรือนไทยส่วนใหญ่ 91.1% ยังคงมีหนี้สินอยู่ มีเพียง 8.9% เท่านั้นที่ไม่มีหนี้สิน โดยครัวเรือนที่มีหนี้ส่วนใหญ่ 32.4% เป็นหนี้เพื่อการใช้จ่ายทั่วไป รองลงมา 30.5% เป็นหนี้เพื่อซื้อทรัพย์สิน เช่น รถยนต์และบ้าน 16.6% เป็นหนี้เพื่อชำระหนี้เก่า และ 3.8% เป็นหนี้บัตรเครดิต โดยหนี้ทั้งหมด เป็นหนี้ในระบบ 42.4% หนี้นอกระบบ 1.2% และเป็นหนี้ทั้งในและนอกระบบ 56.4% และมีหนี้สินต่อครัวเรือนรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 299,266 บาท เพิ่มขึ้น 0.4%

ทั้งนี้ ประชาชนที่มีหนี้ จะมีการผ่อนชำระหนี้เดือนละ 15,438 บาท เพิ่มขึ้น 3.69% โดยเป็นการผ่อนชำระหนี้ในระบบ 79.3% หรือประมาณเดือนละ 14,032.32 บาท เพิ่มขึ้น 24.41% ขณะที่การผ่อนชำระหนี้นอกระบบอยู่ที่ 26.4% หรือเดือนละ 5,512.57 บาท ลดลง 46.33% ซึ่งเป็นการลดลงมากสุดในรอบ 10 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากรัฐบาลได้เข้าไปปราบปรามผู้ปล่อยกู้หนี้นอกระบบ และมีการปรับโครงสร้างหนี้ให้เข้าสู่ระบบมากขึ้น ทำให้ประชาชนมีภาระในการชำระหนี้น้อยลง และมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีทำให้ประชาชนมีการบริโภคเพิ่มขึ้น

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐ กิจไทยในปี 2561 ว่า ศูนย์ฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 4.2-4.5% ซึ่งถือว่าเติบโตสูงสุดในรอบ 6 ปี เนื่องจากการขยายตัวของภาคการส่งออกที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4.3% ต่ำกว่าปี 2560 ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 7.5% เพราะฐานสูง ภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับอานิสงส์องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านการบินระดับโลกได้ปลดธงแดงหน้าชื่อประ เทศไทยออกแล้ว โครงการบัตรสวัสดิ การแห่งรัฐที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่จะช่วยขับเคลื่อนการลงทุน

นอกจากนี้ ยังได้รับอานิสงส์จาก เงินสะพัดจากพรรคการเมืองและผู้สมัครเลือกตั้ง 40,000-50,000 ล้านบาท ทั้งที่บันทึกและไม่ได้บันทึกในบัญชีเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศจะให้มีการเลือกตั้งในช่วงเดือน พ.ย.2561 รวมทั้งเม็ดเงินที่เข้ามาในตลาดหุ้นไทย ที่เริ่มเข้ามาจนทำให้ดัชนีทะลุ 1,700 จุดไปแล้ว.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง