รายงานพิเศษ: ชาวแม่กลองรอดหายนะ ด้วยโครงการพระราชดำริรัชกาลที่9

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 17 ตุลาคม 2560 00:00:48 น.

เมื่อช่วงปี พ.ศ.2523-2525 เกิดภาวะภัยพิบัติที่เกิดจากภาครัฐ คือปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำที่ทำกินของราษฎรชาวสมุทรสงครามจนสิ้นเนื้อประดาตัวไปตามๆ กัน ประชากรจำนวนมากต้องอพยพย้ายถิ่นฐานออกไปขายแรงงานต่างถิ่นเหมือนไปตายเอาดาบหน้า เพราะรัฐโดยกรมชลประทานสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำใหญ่ที่จังหวัดกาญจนบุรีในเวลาไล่เลี่ยกัน 3 แห่ง เมื่อสร้างเสร็จ กรมชลประทานก็เดินเครื่องเก็บน้ำข้างบนไว้ทำเกษตร ผลิตกระแสไฟฟ้า และเก็บไว้ให้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลใช้ทำน้ำประปา จนไม่ได้ห่วงว่าประชากรที่อยู่ใต้เขื่อนจะได้รับผลกระทบและมีความเป็นอยู่อย่างไร

ผลกระทบคือ น้ำจืดจากต้นน้ำแม่กลองที่เคยไหลลงมาตามธรรมชาติจากอุทัยธานี มากาญจนบุรี ผ่านราชบุรี และสุดสายปลายน้ำที่สมุทรสงคราม ซึ่งได้ใช้ประโยชน์จากน้ำจืดที่ไหลลง จากต้นน้ำมากินมาใช้หลายชั่วอายุคน แต่พอมีโครงการเขื่อน 3 แห่งที่เมืองกาญจนบุรี น้ำจืดถูกกักเก็บหมด ไม่มีน้ำไหลลงมาต่อชีวิตให้คนปลายน้ำ แล้วอะไรเกิดขึ้น

น้ำเค็มจากทะเลไหลทวนกระแสขึ้นมาถึงราชบุรี และกำลังจะลามไปถึงต้นน้ำ หากไม่มีการช่วยเหลือจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่ทรงทราบเรื่องจากราษฎรที่แบกทุกข์อย่างแสนสาหัส เข้าเฝ้าฯ พระองค์ในครั้งเสด็จฯ มาทรงประกอบพระราชพิธีที่วัดปทุมคณาวาส และวัดประชาโฆสิตาราม

ราษฎรคนนั้นเป็นชายชราอายุประมาณ 60-70 ปี เป็นชาวปลายโพงพาง อัมพวา ชายชราผู้นั้นถวายฎีกาโดยมิได้ฟังเสียงผู้เฝ้าฯ รับเสด็จแต่อย่างใด จุดประสงค์เพื่อเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จให้ได้ เป็นตายก็ยอม ชายชราผู้นั้นทูลกับในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ว่า ขอประทานอภัย ขอให้ทรงช่วยเหลือชาวแม่กลอง พร้อมกับนำลูกมะพร้าวถวาย 2 ลูก ลูกหนึ่งใหญ่สมบูรณ์ดี ส่วนอีกลูกหนึ่งเล็กแห้งเหี่ยว

ชายชราผู้นั้นกราบทูลว่า ก่อนหน้านี้น้ำในคลองไม่เค็ม ทำมาหากินกันได้ มะพร้าวลูกใหญ่ขนาดนี้ บัดนี้น้ำเค็มบุกรุกทุกหัวระแหง เดือดร้อนกันไปทั่วหน้า มะพร้าวก็เหลือลูกเล็กขนาดนี้ ขอพระองค์ทรงโปรดช่วยชาวแม่กลองด้วย ก่อนแผ่นดินแห่งนี้จะเหลือแต่แผ่นดิน แต่ทำมาหากินกันไม่ได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงรับทราบและรับสั่งให้ตัวแทนกรมชลประทานเข้าเฝ้าฯ ในเวลาต่อมา ทรงแนะให้กรมชลประทานเร่งช่วยเหลือราษฎรชาวสมุทรสงครามและทุกพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำที่ทำกินโดยด่วน และเร่งให้กรมชลประทานจัดทำโครงการช่วยเหลือแยกเป็น 2 โครงการคือ โครงการระยะสั้นและโครงการระยะยาว

โครงการระยะสั้นคือ ให้เร่งปล่อยน้ำจืดจากเขื่อนเมืองกาญจนบุรีลงมาผลักดันน้ำเค็มอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้งตามจันทรคติ ส่วนโครงการช่วยเหลือระยะยาวคือ ทรงให้กรมชลประทานสร้างเขื่อนขนาดใหญ่จำนวน 3 แห่ง และทำนบกั้นน้ำอีกกว่า 200 แห่ง เพื่อป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำที่ทำกินแบบถาวร นี่คือที่มาของโครงการตามพระราชดำริชลประทานแม่กลองใหญ่

โครงการระยะสั้นประสบความสำเร็จ กรมชล ประทานปฏิบัติตามพระราชกระแสรับสั่ง น้ำจืดถูกปล่อยลงมาผลักดันน้ำเค็มเดือนละ 2 ครั้งตามรับสั่ง ชาวแม่กลองเริ่มกลับมาหากินได้ดังปกติ แต่ยังไม่เหมือนเดิม เพราะผู้คนที่ย้ายถิ่นไม่ยอมกลับ ยังไปขายแรงงานที่อื่นๆ อยู่ และบางพื้นที่ยังได้รับผลกระทบเรื่องน้ำเค็มอยู่อย่างเดิม เพราะน้ำเค็มและน้ำเสียจากจังหวัดสมุทรสาครและราชบุรียังไหลมาสร้างความเสียหายให้กับแม่กลองบางพื้นที่

โครงการระยะยาว เริ่มต้นในปี 2525 โดยสร้างประตูระบายน้ำและปิดทำนบกั้นน้ำเค็มตามแนวถนนพระราม 2 ตลอดเส้นทางในเขตสมุทร สงคราม สร้างทำนบกั้นน้ำเค็มในคลองเล็กคลองน้อยทั้งสองริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง เพื่อไม่ให้น้ำเค็มรุกล้ำเข้าไปและสามารถกักเก็บน้ำจืดได้

แต่การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ด้วยกัน 3 แห่ง คือที่คลองแม่กลอง เชื่อมคลองสุนัขหอน สมุทรสาคร 2 แห่ง และคลองผีหลอกอีก 1 แห่ง กรมชลประทานได้งบจากรัฐบาลมาเป็นงบแรกจำนวน 230 ล้านบาท สร้างเขื่อนในบริเวณวัดปากลัดจำนวน 120 ล้านบาท สร้างเขื่อนตรงพื้นที่ชนแดนคลองสุนัขหอนจำนวน 80 ล้านบาท สร้างเขื่อนขนาดเล็กที่คลองผีหลอก จากงบประมาณที่เหลือจาก 2 เขื่อนนั้น หากไม่พอรัฐจะเพิ่มเติมให้เพราะเป็นโครงการพระราชดำริ

ปัญหาเกิดตรงที่สร้างเขื่อนวัดปากลัดเสร็จแล้ว แต่สร้างเขื่อนที่คลองสุนัขหอนไม่ได้ เพราะราษฎรไม่ยินยอมและคัดค้านอย่างรุนแรง ด้วยสาเหตุในขณะนั้นชาวบ้านหันไปเพาะเลี้ยงกุ้งกุลากันมาก เพราะขายได้ราคาดี หากปิดเขื่อนแล้วชาวประมงพื้นบ้านจะมีปัญหาเรื่องน้ำ

ในที่สุดระยะเวลาดำเนินการตามโครงการหมดจึงต้องส่งงบประมาณกลับไป เขื่อนคลองสุนัขหอนและคลองผีหลอกก็ไม่ได้สร้างเพราะหมดเวลาของโครงการเสียก่อน งบประมาณก็ส่งคืนไปหมดแล้ว

ต่อมาการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำล้มเหลว ชาวประมงพื้นบ้านที่เลี้ยงกุ้งสิ้นเนื้อประดาตัวไปตามๆ กัน นายทุนหอบเงินกลับประเทศ ทิ้งความบอบช้ำให้กับเกษตรกรและชาวประมงพื้นบ้าน แม้เรียกร้องคืนกลับสภาพเดิมสักเท่าใดก็ไม่สัมฤทธิผล เพราะไม่มีงบประมาณแล้ว

ส่วนเขื่อนที่สร้างเสร็จตรงบริเวณวัดปากลัด สร้างแล้วก็ปิดไม่ได้ เพราะถ้าปิดข้างเดียว ไม่ปิดทางคลองสุนัขหอนก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ อาจจะส่งผลเสียที่กลายเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำเน่า น้ำเสียและน้ำเค็ม ทุกวันนี้เขื่อนที่วัดปากลัดจึงเหมือนสุสานเก่าๆ ที่ไม่ได้ใช้แล้ว

หลายคนมีแนวเสนอให้ทางจังหวัดทุบเขื่อนวัดปากลัด และทำลายทำนบกั้นน้ำทั้งหมดกว่า 200 แห่ง ปล่อยตามธรรมชาติเหมือนเมื่อกว่า 60 ปีก่อน มีอะไรยืนยันได้หรือไม่ว่า ถ้าทุบทิ้งแล้วสภาพแวดล้อมจะเหมือนในอดีต และที่สำคัญคือโครงการกั้นน้ำเค็ม หรือโครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ เป็นโครงการพระราชดำริ หากจะทำสิ่งที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ก็ขอให้ทบทวนก่อนลงมือดำเนินการ อย่างน้อยก็ต้องจัดทำประชาคมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกคน

อย่าลืมว่า หากวันนั้นไม่มีชายชราที่กล้าหาญเข้าทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาพร้อมมะพร้าว 2 ใบ เพื่อขอความช่วยเหลือจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ในครั้งนั้น คนแม่กลองจะอยู่ดีมีสุขเช่นทุกวันนี้หรือ หากจะดำเนินการสิ่งใดให้คิดถึงคนที่ได้รับผลกระทบบ้าง อย่าเอาแต่ความสะใจและความพึงพอใจของคนกลุ่มน้อย แต่คนกลุ่มใหญ่ได้รับความเดือดร้อน อย่าลืมว่าพ่อบอกไม่ให้เราทะเลาะกัน แต่ให้เรารักกัน.

สราวุฒิ ศรีธนานันท์ / สมุทรสงคราม
บรรยายใต้ภาพ

เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มายังวัดประชาโฆสิตาราม จ.สมุทรสงคราม.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง