คอลัมน์: กรองสถานการณ์: ปรองดอง พรป.สตง.'พิศิษฐ์' เจ็บคนเดียว

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 23 ตุลาคม 2560 00:00:51 น.

จบไปอย่างปรองดองสำหรับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ กรธ.และ สนช.ต่างเห็นชอบในวาระ 3 ไปเมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะมาตรา 7 วรรค 3 ที่ก่อนหน้านี้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดความขัดแย้งระหว่าง กมธ.วิสามัญฯ ที่มี พล.ร.อ.ยุทธนา ฟักผลงาม เป็นประธาน เสนอให้ตัดมาตราดังกล่าวออกทั้งวรรค เพราะมองว่า สตง.ไม่ควรมีอำนาจเข้าไปก้าวล่วงการทำงานของ ป.ป.ช. อีกทั้งยังเป็นการเลือกปฏิบัติต่อองค์กรดังกล่าวเพียงหน่วยงานเดียว

ขณะที่ กรธ.ในฐานะ กมธ.ผู้ยกร่างกลับมองว่าเป็นการให้อำนาจ สตง.ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.เพื่อถ่วงดุล พร้อมประกาศว่าหากมีการตัดมาตรา 7 วรรค 3 จริง จะต้องยืดเยื้อไปถึงการตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย ตามมาตรา 267 ที่ประกอบไปด้วย กรธ., สนช.และ สตง.เพื่อแก้ไขกฎหมายอีกครั้งก่อนให้ สนช.เห็นชอบในวาระ 4 อย่างแน่นอน

เรื่องนี้ในการประชุม สนช.วาระ 2 และ 3 ได้มีการถกเถียงกันเครียด แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยความปรองดองชนิดพบกันครึ่งทาง ซึ่ง กมธ.เสียงข้างมากยอมปรับเนื้อหามาตรา 7 วรรค 3 โดยมีสาระสำคัญว่า ในกรณีที่ผู้ว่าฯ สตง.ตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดิน แล้วมีหลักฐานเชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทุจริตต่อหน้าที่ ให้แจ้งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบ และให้ผู้ว่าฯ สตง.มีอำนาจไต่สวนเบื้องต้นตามหลักเกณฑ์ที่ ป.ป.ช.กำหนด แต่ต้องไม่กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. แต่กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่าการดำเนินการของผู้ว่าฯ สตง.กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. สามารถแจ้งให้ผู้ว่าฯ สตง.ยุติการไต่สวนเบื้องต้นเพื่อส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อไป

จากเนื้อหาร่างเดิมที่ กรธ.ยกร่าง ในกรณีที่ผู้ว่าการตรวจเงินพบว่าเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช.กระทำการอันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ  ให้ผู้ว่าการมีอำนาจดำเนินการไต่สวนเบื้องต้นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรม ป.ป.ช.กำหนดสำหรับการไต่สวนเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. พร้อมทั้งแจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบ เมื่อผลการไต่สวนเบื้องต้นปรากฏว่ากรณีมีมูล ให้ส่งสำนวนการไต่สวนเบื้องต้นให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ จากการสอบถาม กรธ.ต่างก็พอใจในประเด็นที่ สนช.ยอมปรับแก้ไข เพราะเป็นเจตนารมณ์เดิมของผู้ยกร่าง แค่ปรับถ้อยคำให้เหมาะสมและนุ่มนวลขึ้น แต่ที่น่าสนใจคือบรรดาเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ที่ออกมาเคลื่อนไหวว่าจะล่ารายชื่อให้ตัดมาตราดังกล่าวออกไป เพราะเห็นว่าจะทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างองค์กร เป็นการขยายขอบเขตอำนาจเกินกว่าที่ รธน.กำหนด และอาจถูกผู้กล่าวหากลั่นแกล้ง แล้วจะอาศัยช่องทางใดคัดค้านเพราะ ป.ป.ช.ไม่มีสิทธิ์โต้แย้งผ่านการตั้งคณะกรรมการร่วม 3  ฝ่ายตามมาตรา 267 เพราะไม่ใช่กฎหมายของตัวเอง

แต่ในการประชุมดังกล่าวกลับสร้างประเด็นความขัดแย้งขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่ระหว่าง กรธ.กับ สนช.  แต่เป็น นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส  อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กับ สนช.ที่สร้างความชัดเจนในมาตรา 108 บทเฉาะกาล ไม่อนุญาตให้อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่พ้นวาระไปแล้วกลับมาดำรงตำแหน่งดังกล่าวอีกครั้ง ในขณะที่นายพิศิษฐ์ได้ลงสมัครรับการสรรหาเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง  กรธ.ในฐานะ กมธ.ยืนยันว่า การสรรหาผู้ว่าฯ สตง.ขณะนี้ยังคงดำเนินต่อไป คนที่เป็นอดีตผู้ว่าฯ สตง.แม้สมัครได้แต่ถือว่าขาดคุณสมบัติตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง "ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ"

ด้าน นายพิศิษฐ์ กลับเห็นต่างว่า ตนมีคุณสมบัติที่จะลงสมัครได้เพราะคำสั่ง คสช.ที่ 71/2557 ให้การรับรองกระบวนการสรรหาเอาไว้ อีกทั้งไม่ได้มีข้อห้ามในเรื่องเคยดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเอาไว้  แต่ สนช.กลับไปออกกฎหมายย้อนหลังขัดแย้งกับคำสั่ง คสช.

"ผมจะไม่ถอนตัวจากการลงสมัครเพราะไม่มีข้อห้าม เป็นเรื่องของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เป็นผู้สรรหา ผมมีหน้าที่นำเสนอแนวคิดการทำงานตามนโยบาย คตง.ชุดปัจจุบันอย่างไร แต่ถ้าหลังจากกฎหมายออกแล้ว โดยไม่มีการแก้ไขมาตรา 108 ก็ต้องเคารพไปตามนั้น แต่ระหว่างนี้หากมีการพิจารณาทบทวนว่าขัดหลักนิติธรรมแล้วจะแก้ไขก็เป็นเรื่องของ สนช. หรือขั้นตอนที่ส่งไปยังนายกฯ ที่จะพิจารณาทบทวนตามมาตรา 148 (2) โดยผมจะไม่ยื่นเรื่องถึงนายกฯ ให้เป็นอำนาจของนายกฯพิจารณาโดยไม่ขอก้าวล่วง" นายพิศิษฐ์กล่าวปิดท้าย

หลังจากนี้ต้องจับตาดูว่านายพิศิษฐ์จะกลับมาเป็นผู้ว่าฯ สตง.ได้อีกสมัยหรือไม่ หรือต้องเจ็บปวดอย่าง กกต.และ กสม.ที่ถูกเซตซีโรไปก่อนหน้านี้.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง