ถ้าไม่ปฏิรูปงานสอบสวน คนชั่วลอยนวล คนดีเป็นแพะ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2560 00:00:16 น.
โดย ปรัชญาชัย ดัชถุยาวัตร
วรพล กิตติรัตวรางกูร

หลังพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานเมื่อ 4 ก.ค.60 ถึงตอนนี้ผ่านมากว่า 4 เดือน เริ่มมีเสียงวิจารณ์การทำงานว่ายังไม่มีแนวทาง หรือข้อเสนอที่เป็นความก้าวหน้าอันจะนำไปสู่การปฏิรูปตำรวจ

ขณะเดียวกันได้ปรากฏข่าวความขัดแย้งกันเองภายในอนุกรรมการฯ เห็นได้จากที่ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ อดีตรอง ผบ.ตร.ลาออกจากอนุกรรมการศึกษาการบังคับใช้กฎหมายและระบบการสอบสวนคดีอาญาฯ ในคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ที่มีนายธานิศ เกศวพิทักษ์ อดีตรองประธานศาลฎีกาเป็นประธาน เนื่องจากความคิดเห็นไม่ตรงกันในเรื่อง การปฏิรูปงานสอบสวน ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการปฏิรูปตำรวจว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่

สำหรับการทำงานของกรรมการปฏิรูปตำรวจนั้น ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัด สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดอุดรธานี ผู้ก่อตั้งโครงการคืนความยุติธรรมให้ผู้บริสุทธิ์ (Innocence Project Thailand) เพื่อช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกล่าวหาดำเนินคดีอาญาทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในฐานะหนึ่งใน คณะอนุกรรมการด้านการบังคับใช้กฎหมายและระบบการสอบสวนคดีอาญา ในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาของอนุกรรมการฯ เกี่ยวกับข้อเสนอแนวทางการปฏิรูประบบงานสอบสวน

ดร.น้ำแท้ ให้ข้อมูลว่า ข้อสรุปล่าสุดในเรื่องการปฏิรูปงานสอบสวน แนวทางที่ได้ข้อยุติแล้วคือ  การที่จะให้อัยการเข้าไปรู้เห็นและให้คำปรึกษาแนะนำ แต่ต้องผ่านการยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านคณะกรรมการที่ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ทรงคุณวุฒิรวมไม่เกิน 3 คน เพื่อพิจารณาว่าจะให้อัยการเข้าไปร่วมสอบสวนกับตำรวจตั้งแต่เมื่อใดระดับใด ที่ก็จะมีการแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

1.แบบนั่งฟังเฉยๆ

คือให้อัยการเข้าไปร่วมรับฟังการสอบปากคำพยานในคดีเฉยๆ โดยอัยการไม่สามารถทราบเนื้อหามูลเหตุเบื้องหลังใดๆ ของคดี แล้วแต่พนักงานสอบสวนจะจัดให้อัยการฟังการสอบเพียงใดเช่นเดียวกับคดีกระทำผิดกับเด็กและเยาวชน ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เลยในทางปฏิบัติเพราะไม่สามารถสั่งการหรือให้ความยุติธรรมใดๆ ได้เลย

2.เข้าไปฟังและแนะนำได้

แบบนี้จะมีประโยชน์บ้างคือ อัยการสามารถสอบถามเพื่อทราบข้อเท็จจริงเนื้อหาคดีได้ เพราะสามารถให้คำแนะนำพนักงานสอบสวนได้ ว่าควรต้องเพิ่มพยานหลักฐานใดๆ เข้ามาในสำนวน ต้องไปสอบพยานคนไหน การสอบปากคำพยานต้องเน้นให้ได้ความในสาระประเด็นใด แต่แนวทางนี้แม้จะให้อัยการเข้ามาแนะนำได้ แต่ตำรวจไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามก็ได้

3.อัยการทำคดีเองทั้งหมด

เป็นกรณีที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งว่า ไม่อาจจะไว้ใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำคดีต่อไปเพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน เช่นเกิดเหตุตำรวจฆ่าคนตายหรือญาติตำรวจฆ่าคนตาย แล้วมีการร้องเรียน ผู้ว่าราชการจังหวัดก็อาจแจ้งเพื่อให้อัยการทำคดีเองทั้งหมด กรณีนี้อัยการก็เข้าไปทำคดีได้เลย โดยมีพนักงานสอบสวนสังกัดสำนักงานอัยการเข้าไปเป็นผู้ช่วยทำคดี

ดร.น้ำแท้ กล่าวต่อไปว่า ประเด็นสำคัญของการปฏิรูปหัวใจสำคัญอยู่ที่ว่า เมื่ออัยการเข้าไปแล้ว  ประชาชนได้รับความยุติธรรมหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นว่าตำรวจ-อัยการ ใครจะมีอำนาจแค่ไหน เพราะตามหลักสากลอัยการถูกออกแบบมาเพื่อเน้นเรื่องการตรวจสอบความไม่เป็นธรรม ไม่ใช่เพื่อไปร่วมฟังปากคำการสอบพยานหรือร่วมทำสำนวนการสอบสวน

...แนวทางข้างต้นไม่ใช่การให้อัยการเข้าไปทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะโครงสร้างการทำงานยังคงให้พนักงานสอบสวนทำหน้าที่ของตัวเองไปเหมือนเดิม เพียงแต่เมื่อมีกลิ่น มีความไม่ชอบมาพากล อัยการต้องสามารถตรวจสอบพยานหลักฐานได้ตั้งแต่แรกเพื่อป้องกันการทุจริตบิดเบือนรูปคดี

อย่างไรก็ตาม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาปัจจุบัน อัยการมีอำนาจสั่งการตำรวจได้อยู่แล้ว แต่ต้องรอให้สำนวนจากตำรวจส่งมาก่อน ก็ต้องถามว่าแล้วทำไมไม่ให้อัยการสามารถเห็นการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีตั้งแต่เกิดเหตุเลย หากเกิดการขาดตกบกพร่องทั้งโดยความทุจริตหรือสุจริต ก็สามารถสั่งการให้ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานนั้นๆ มาในสำนวนได้เลย ไม่ต้องให้เกิดเหตุคดีผ่านไปแล้ว 5 ปี พยานหลักฐานถูกบิดเบือนทำลายจนหมดสิ้นแล้วจึงค่อยส่งสำนวน อัยการไม่สามารถสั่งให้ตำรวจไปเอาพยานหลักฐานที่สูญหายหรือถูกทำลายไปแล้วมาเพิ่มเติมได้เลย

ผมยกตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ผมเคยรับผิดชอบ เป็นคดีเรื่องที่มีผู้ตายกินข้าวอยู่ในเขตรั้วบ้าน ถูกคนร้ายแอบยิงจากนอกรั้วบ้าน ยิงโดนกลางหลังเสียชีวิตคาโต๊ะอาหาร

ต่อมาตำรวจเอาสำนวนมาส่งให้อัยการหลังเกิดเหตุผ่านไปหนึ่งปี โดยในสำนวนว่าได้สอบพยานหลักฐานและทำคดีอย่างเต็มที่แล้ว ไม่สามารถรู้ตัวผู้กระทำความผิดได้ว่าใครเป็นคนยิง

พอสำนวนส่งมาได้ข้อมูลจากญาติผู้เสียชีวิตว่า ผู้เสียชีวิตเคยทะเลาะเบาะแว้งกับนาย ก. ถึงขั้นขู่ฆ่า ตำรวจได้สอบนาย ก.แล้ว แต่นาย ก.อ้างว่าไม่ได้อยู่ที่เกิดเหตุ สิ่งที่ต้องการสั่งให้ไปสอบเพิ่มเติม คือ การไปเช็กกล้องวงจรปิดตรวจดูตามแยกต่างๆ ก่อนถึงที่เกิดเหตุว่ามียานพาหนะ หรือนาย ก.หรือใครที่ต้องสงสัยมาในบริเวณบ้านผู้ตายหรือไม่ หรือหากต้องการสั่งให้ตำรวจเอาตัวนาย ก.ไปตรวจคราบเขม่าดินปืนที่มือหรือเสื้อผ้า จะตรวจกันอย่างไร พยานหลักฐานต่างๆ ทางนิติวิทยาศาสตร์หายไปหมดแล้ว อัยการสั่งอะไรไม่ได้อะไรเลย เพราะสำนวนถูกมาส่งให้หลังเหตุการณ์ผ่านไปหนึ่งปี

ผลก็คืออาชญากรลอยนวล คนตายก็ตายฟรี ทั้งที่หากตอนเกิดเหตุมีการตรวจกล้องวงจรปิดบริเวณเกิดเหตุ เอานาย ก.หรือผู้ต้องสงสัยไปตรวจเขม่าดินปืน ก็อาจจะได้ตัวผู้กระทำผิด แบบนี้ความยุติธรรมเสียหาย

ดร.น้ำแท้ อธิบายขยายความถึงข้อเสนอของอนุกรรมการฯ ในเรื่องการให้อัยการเข้าไปมีส่วนร่วมในการสอบสวนว่า ข้อเสนอ 3 ระดับข้างต้น หากทำให้ประชาชนรู้ว่าถ้าเกิดเหตุความไม่เป็นธรรมใดๆ ขึ้น หรือไม่มั่นใจการทำคดีของตำรวจก็สามารถร้องไปที่อัยการได้ อัยการก็สอบถามไปที่ตำรวจได้ และรับแจ้งความไม่เป็นธรรมในประเด็นที่ร้องเรียนมาได้เลย เช่นสั่งให้ไปรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม หากตำรวจรับไปปฏิบัติเรื่องก็จบ แต่หากบอกไปแล้วตำรวจไม่ทำให้ อัยการก็ไปสอบพยานหลักฐานเพิ่มให้ได้ แต่ขอให้อัยการรับรู้ตั้งแต่เรื่องพยานหลักฐานตั้งแต่เกิดเหตุแต่แรกก่อนพยานจะสูญหายเท่านั้นเอง

เกณฑ์การพิจารณาว่าจะให้อัยการเข้าไปตรวจสอบ อยู่ที่การพิจารณาเหตุผลว่ามีความจำเป็นหรือไม่ มีความไม่ชอบมาพากลหรือไม่ แนวทางการตรวจสอบของอัยการตามมาตรฐานสากล หากได้รับเรื่องร้องเรียนแล้ว อัยการมีดุลยพินิจที่สามารถสั่งสอบเพิ่มเติมได้รวดเร็วทันที แต่อนุกรรมการฝ่ายตำรวจไม่ยอมให้อัยการมีดุลยพินิจ ก็เลยต้องหาหนทางประนีประนอม

...กรณีระบบสากลในต่างประเทศ ถ้าผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายร้องไปที่อัยการว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมทางคดี เช่น พยานในคดีบางคนที่รู้เห็นเหตุการณ์ แต่พนักงานสอบสวนกลับไม่เรียกมาสอบปากคำ อัยการจะมีดุลยพินิจเองที่อาจจะโทรศัพท์ติดต่อไปยังสถานีตำรวจ บอกกับพนักงานสอบสวนว่าได้รับการร้องขอความเป็นธรรมว่า พยานใดในคดีไม่ถูกเรียกมาสอบปากคำ เมื่อตำรวจทราบเรื่องจะสอบพยานนั้นๆ ให้ เพียงเท่านี้ความเป็นธรรมก็เกิดขึ้นแล้ว

ดร.น้ำแท้ กล่าวต่อไปถึงความชัดเจนของข้อเสนอการปฏิรูปงานสอบสวนที่ให้อัยการเข้าไปร่วมสอบสวนคดีใน 3 ระดับว่า หลังอนุกรรมการฯ ได้ส่งข้อเสนอนี้ไปให้กรรมการปฏิรูปตำรวจชุดใหญ่ที่มีพลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานได้พิจารณาแล้ว เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้แล้ว แต่ขอให้อนุกรรมการฯ กลับมาปรับให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น บางประเภทคดีที่อัยการต้องเข้าไปร้อยเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่เริ่มคดี เช่น คดียาเสพติด คดีอาชญากรรมข้ามชาติ คดีผู้มีอิทธิพล แบบนี้อัยการต้องเข้าไปดูแน่ๆ  แต่คดีเล็กที่ไม่ใช่ใหญ่มากก็ให้ผ่านการพิจารณาของกรรมการสามฝ่าย ประเด็นนี้เนื่องจากเป็นความไม่เป็นตามหลักสากล ไม่ใช้ดุลยพินิจอัยการโดยใช้รูปแบบคณะกรรมการตั้งแต่แรก เลยต้องแก้ปัญหาโดยไปกำหนดรายละเอียดเป็นการบังคับในบางคดีที่สำคัญให้ต้องเข้าไปดูทุกคดี เพราะโดยหลักแล้วแม้จะเป็นคดีใหญ่แต่หากการทำคดีของตำรวจพบว่ามีความสุจริตยุติธรรมดีแล้ว อัยการก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไป หรือหากเห็นว่าจะต้องไปตรวจสอบสั่งการ อัยการก็จะใช้ดุลยพินิจพิจารณาความจำเป็นเอง

หากสุดท้ายทุกฝ่ายเห็นด้วยกับแนวทางนี้ ก็ต้องมีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งอนุกรรมการฯ ก็ยกร่างขึ้นมาประกอบการพิจารณาด้วยแล้ว

ดร.น้ำแท้-อนุกรรมการด้านการบังคับใช้กฎหมายและระบบการสอบสวนคดีอาญาฯ ยอมรับว่าข้อเสนอดังกล่าวอาจไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นแนวทางประนีประนอม เพราะตำรวจไม่ต้องการให้อัยการสั่งการโดยตรง ทั้งที่จริงแล้วแม้อัยการสั่งก่อนส่งสำนวนไม่ได้ แต่พอตำรวจส่งสำนวนไป อัยการก็สั่งได้อยู่ดี แต่มันปลายเหตุไม่ทันการณ์ที่จะอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดกันว่าเป็นเขตอำนาจของใคร แต่ควรพิจารณาว่ารูปแบบใดจะเกิดความโปร่งใสและให้ความยุติธรรมประชาชนดีที่สุด อัยการไม่ได้ต้องการอำนาจอะไร แต่ต้องไม่ใช่ว่าเห็นความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นแล้วทำได้แค่นั่งดูตาปริบๆ แบบนั้นความเสียหายย่อมเกิดแก่ประชาชน

หลักการเรื่องนี้ต้องอยู่ที่ว่าการถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับอัยการ ต้องถ่วงดุลตั้งแต่เกิดเหตุคดีขึ้นในเรื่องพยานหลักฐาน แนวทางนี้พบว่าได้รับการยอมรับหมดแล้ว เพราะหากจะให้อัยการมารับรู้หลังเกิดเหตุผ่านไปหนึ่งปี สองปี หรือบางคดีเป็นสิบปี มันไม่ทันการณ์

วันนี้ทุกคนตาสว่างหมดแล้ว เป็นหลักการที่ทุกคนยอมรับ แต่ก็ยอมภายใต้หลัก 3 รูปแบบข้างต้น  ที่ลำดับแรกต้องการมีการร้องขอความเป็นธรรมเกิดขึ้น เช่นหากมีการร้องเมื่อคดีสอบสวนไปแล้วกลางทาง อัยการก็เข้าไปกลางทาง แต่หากคดีมีการร้องตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ เช่นหลังเกิดเหตุยิงกัน อัยการก็เข้าไปตั้งแต่เกิดเหตุเลย ขึ้นอยู่ว่าทราบเหตุแห่งการทุจริตหรือมีความจำเป็นขึ้นเมื่อใด เช่นมีเหตุตำรวจยิงคนตาย แล้วประชาชนญาติผู้ตายไม่มั่นใจการทำคดี จนมีการร้องตั้งแต่เกิดเหตุเริ่มทำคดี อัยการก็เข้าไปแต่แรกเลย ก็คือขึ้นอยู่กับว่ามีการร้องไปที่กรรมการสามฝ่ายในช่วงไหน วิธีการร้องอาจทำได้หลายทาง เช่น ร้องไปที่ศูนย์ดำรงธรรม ร้องอัยการในจังหวัดที่เกิดเหตุโดยตรง แล้วผู้ว่าฯ ก็เรียกประชุมสามฝ่าย กรรมการควรเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องคดีและเก็บความลับทางราชการได้

สำหรับท่าทีของฝ่ายตำรวจ จะสนับสนุนแนวทางปฏิรูปงานสอบสวนตามโมเดลที่เป็นข้อสรุปของอนุกรรมการฯ หรือไม่ ดร.น้ำแท้ เปิดเผยว่า ฝ่ายที่เคยเป็นตำรวจซึ่งอยู่ในชั้นอนุกรรม การฯ ก็เห็นด้วยแล้ว และได้นำโมเดลนี้ไปคุยกับกรรมการปฏิรูปตำรวจที่มาจากฝ่ายตำรวจ เท่าที่ทราบเขาบอกกันว่าเป็นแนวทางที่พอไปได้ เพราะหากไม่ทำอะไรเลยไม่ปฏิรูปคงไม่ได้ แต่ขอให้เกิดอุปสรรคบ้าง คือการให้อัยการไปสั่งตำรวจโดยตรงไม่ได้

...ข้อเสนอดังกล่าวก่อนที่จะออกมาแบบนี้ อนุกรรมการฯ เราเคยคุยกันว่าหากไม่มีข้อเสนอเรื่องอัยการกับงานสอบสวนจะทำได้หรือไม่ ผมได้ให้ความเห็นในที่ประชุมไว้ว่าหากอนุกรรมการฯ ไม่วางแนวทางนี้ไว้ เราจะทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา มาตรา 258ง. ด้านกระบวนการยุติธรรม ใน (2) ที่ให้ปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวน กับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม

...ดังนั้นหากไม่ทำอะไรออกมา แล้วส่งข้อเสนอไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สนช.เขาอาจโหวตไม่เอา ล้มกระดาน เพราะคณะอนุฯ ไม่ทำตามรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปตำรวจจะไม่เกิดขึ้น เข้าทางฝ่ายที่ได้รับผลประโยชน์ในกระบวนการยุติธรรมแบบรู้เห็นพยานหลักฐานคนเดียวที่ไม่ต้องการการปฏิรูป อนุกรรมการฯ จะกลายเป็นแพะรับบาป จึงต้องทำตามรัฐธรรมนูญในเรื่องให้อัยการเข้ามาตรวจสอบการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่หากเสนอไปแล้ว สนช.ไม่เอาด้วย ก็เป็นเรื่องความรับผิดชอบของ สนช.ต่อประชาชนเอง

เมื่อถามว่า อดีตตำรวจบางคนที่เคยอยู่ในอนุกรรมการฯ ก็บอกว่า อนุกรรมการฯ ไม่มีอำนาจมาเสนอแนวทางการปฏิรูปงานสอบสวนดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องการพิจารณาของคณะกรรมการปฏิรูป 11 คณะ คือคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ดร.น้ำแท้ แจกแจงว่า ยืนยันได้ว่าอนุกรรมการฯ มีอำนาจในการพิจารณาเสนอ เพราะอำนาจในการสอบสวนของตำรวจเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการสั่งคดีของอัยการ  ถ้าไม่ทำเรื่องสอบสวนก็ไม่ต้องปฏิรูป ก็อยู่แบบเดิมๆ คือเป็นกระบวนการยุติธรรมแบบรู้เห็นหรือจัดการกับพยานหลักฐานได้เบ็ดเสร็จลำพังคนเดียว

- หากไม่ปฏิรูปตามแนวทางที่อนุกรรมการฯ เสนอไป กระบวนการยุติธรรมจะเป็นอย่างไรต่อไป?

ก็เป็นอยู่แบบปัจจุบันนี้ ที่มีการแสวงหาผลประโยชน์จากอาชญากรรม มีการทุจริตบิดเบือนพยานหลักฐานในคดีมากมาย ส่งผลให้คนชั่วลอยนวล คนดีกลายเป็นแพะเต็มไปหมด

- จะเกิดผลในทางปฏิบัติหรือไม่?ในฐานะเป็นอัยการที่เป็นนักวิชาการ เคยฝึกงานจริงอยู่กับอัยการที่สหรัฐอเมริกา เป็นอาจารย์พิเศษหลายมหาวิทยาลัย เป็นผู้ปฏิบัติงานบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติจริง ผมยืนยันว่าหากปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไปในแนวทางตามหลักสากล จะแก้ปัญหากระบวนการยุติธรรมบ้านเราได้ดีขึ้นกว่าเดิมกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ กล่าวคือ

"แพะจะหายไป ช่วยแก้ปัญหาสารพัด เช่นอัยการไม่มีเวลาพิจารณาสำนวนในการสั่งคดี  ปัญหาการจับกุมยัดเยียดข้อหา การแจ้งข้อหาผู้ต้องหาแบบส่งเดชเกินกว่าความผิดจริง ปัญหาคนไม่ผิดแต่ติดคุกเพราะไม่มีเงินประกัน เพราะอัยการจะสั่งไม่ต้องควบคุมตัวตั้งแต่แรก ปัญหาติดคุกฟรีระหว่างการสอบสวน และการสั่งคดีเพราะอัยการสั่งไม่ฟ้อง การฟ้องดำเนินคดีโดยพยานไม่ชัดเจนจะหมดไป และสุดท้ายหากวางหลักการให้อัยการฟ้องคดีต่อเมื่อปราศจากข้อสงสัย โดยคนที่ถูกนำตัวมาดำเนินคดีในศาลจะต้องมีพยานหลักฐานแน่นหนาชัดเจนว่าทำผิดจริงๆ น่าเสียดายที่แนวทางทั้งหมดนี้ไม่ได้รับการพิจารณา ประชาชนก็ต้องช่วยกันจับตา เพราะอนุกรรมการก็ได้พยายามนำสิ่งที่ดีมาเสนอเป็นแนวทาง แม้จะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดเพราะติดอุปสรรคขัดขวางหลายประการ แต่ก็ถือว่าดีขึ้น"

ตั้งคำถามว่า หากสุดท้ายไม่มีการปฏิรูปงานสอบสวน กรรมการปฏิรูปตำรวจ รัฐบาล และ คสช.จะเป็นอย่างไร ดร.น้ำแท้ ระบุว่าก็เท่ากับทำขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 หากไม่เอาอัยการเข้ามาตรวจสอบ ไม่เป็นการปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญ

- เป็นไปได้หรือไม่ สุดท้ายคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในการปฏิรูป หรือการแก้กฎหมายเพื่อรองรับการปฏิรูปตำรวจ อาจนำข้อเสนอของอนุกรรมการฯ หรือกรรมการชุดใหญ่ไปทำแค่บางเรื่อง  ไม่ได้เอาไปทั้งหมด แล้วเขาก็บอกได้ว่า ได้ปฏิรูปตำรวจแล้ว?

ก็เป็นไปได้ แต่ต้องแก้ปัญหาความไม่ยุติธรรมที่เกิดกับประชาชนให้ได้ ผมรับได้ทั้งสิ้น ไม่ใช่ปฏิรูปเพื่อตำรวจแต่ต้องปฏิรูปเพื่อประชาชน

อย่างที่ยกตัวอย่างแนวทางกระบวนการของต่างประเทศ เพราะเห็นแล้วว่าต่างประเทศปฏิบัติมาแล้วกว่าร้อยปีได้ผลที่ดี กระบวนการยุติธรรมเขาดี เพราะกระบวนการยุติธรรมคือต้นตอของปัญหาสังคมและความเลวร้ายทั้งหมด เช่น การซื้อขายตำแหน่งในราคาสูงเพราะบิดเบือนผลคดี ปกป้องกลุ่มผู้ทำผิดกฎหมายได้ ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาธุรกิจผิดกฎหมาย ดังนั้นหากแก้ปัญหาพวกนี้ได้ก็จะช่วยลดปัญหาในภาพรวมของประเทศได้มากมาย

ตั้งคำถามในเชิงวิชาการเพื่อให้ ดร.น้ำแท้ บอกให้ชัดถึงแนวคิดของตัวเองในเรื่องปัญหางานสอบสวนและการปฏิรูปงานสอบสวน คำถามนี้เขาอธิบายว่า หัวใจสำคัญของงานสอบสวนอยู่ที่พยานหลักฐาน หลักสำคัญคือต้องให้ทุกฝ่ายเข้าถึงรู้เห็นพยานหลักฐานได้หมด ต้องไม่มีใครหรือหน่วยงานไหนมีอิสระในการไปบิดเบือนพยานหลักฐาน เมื่อทุกคนรู้เห็นพยานหลักฐานทั้งหมดก็ไม่มีใครไปปกปิดบิดเบือนอะไรได้ เปิดเผยหมดแล้วจึงต้องว่ากันไปตามข้อเท็จจริง

เมื่อทุกคนเห็นพยานหลักฐานหมด หลัก    Rule of Law คือกฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ทุก คนย่อมเสมอภาคกันภายใต้กฎหมาย ก็จะเกิดขึ้นจริง ทุกวันนี้ Rule of Law คือมันไม่เป็นจริง เพราะหากคนไหนมีเงินก็แทรกแซงความยุติธรรม โดยใช้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจรวบรวมพยานหลักฐานในคดีไปทำการบิดเบือน สุดท้ายคนเลวก็ไม่ต้องรับโทษ เพราะเจ้าหน้าที่เขารู้เขาเห็นรวบรวมพยานหลักฐานอยู่คนเดียว มันก็เกิดความไม่เท่าเทียมกันทางกฎหมายแล้ว คนจนไม่มีปัญญาจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่รัฐก็ทำแบบนี้ไม่ได้

ดังนั้น หากมีการปฏิรูปให้ทุกคนเห็นการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ธุรกิจผิดกฎหมายจะไปจ่ายส่วยจ่ายเงินเพื่อบิดเบือนคดีก็ไม่มีประโยชน์ เพราะหากอัยการเข้าไปเห็นพยานหลักฐานตั้งแต่แรก  มีการเก็บหลักฐานหรือถ่ายรูปในที่เกิดเหตุไว้ทั้งหมด หากมีการจ่ายเงินให้ตำรวจมันก็ไม่มีประโยชน์ ส่งผลทำให้ราคาที่จ่ายเพื่อการซื้อขายตำแหน่งก็จะลดลง เพราะเล่นแร่แปรธาตุผลคดีไม่ได้ ทำให้ผู้มีอิทธิพลคนทำผิดกฎหมาย เช่น เจ้าของบ่อน คนทำธุรกิจผิดกฎหมาย ก็ไม่ต้องจ่ายอะไร เพราะจ่ายไปก็ช่วยอะไรคนเหล่านั้นไม่ได้ เพราะอัยการหรือหน่วยงานอื่นๆ เขาก็รู้เห็นข้อเท็จจริงพยานหลักฐาน ที่จ่ายกันเดือนละเป็นล้านสิบล้านก็จะไม่จ่ายอีกต่อไป เมื่อไม่มีการจ่ายต้นทุนการซื้อขายตำแหน่งก็ลดลง ทำให้ผู้ใหญ่ที่จะไปเรียกเอาเงินจากการซื้อขายตำแหน่งก็ทำไม่ได้เต็มที่ ราคาซื้อขายตำแหน่งจะลดลงไปเอง

...สำหรับคำว่าต้องมีอิสระ ไม่ได้หมายถึงแค่ว่านายสั่งไม่ได้ แล้วทำทุกอย่างได้เองจะดี เพราะหากอิสระแล้วตรวจสอบไม่ได้ก็พัง อิสระอย่างเดียวไม่พอ แต่อิสระแล้วต้องเป็นธรรมด้วย

อิสระอย่างเดียวไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่อิสระแล้วต้องไม่ให้มีการทุจริตโดยอิสระด้วย แต่หลักคือการรวบรวมพยานหลักฐานทุกคนต้องเห็นหมด หัวใจอยู่แค่ตรงนี้ คือให้ทุกหน่วยอยู่ในระนาบเดียวกันในการสอบสวน เช่น ป่าไม้ ศุลกากร สามารถจู่โจมได้เมื่อเกิดเหตุคดีขึ้น เพราะทางที่จะนำคดีไปสู่อัยการมีหลายช่องทาง ไม่ใช่มีแค่ต้องผ่านตำรวจประตูเดียว เพราะเมื่อมีหลายช่องทาง เช่น ป่าไม้ ฝ่ายปกครอง รวมถึงอัยการก็สามารถเริ่มคดีเองได้ทั้งต่างจังหวัดและอัยการส่วนกลาง ก็ทำให้ผู้ต้องหา อาชญากร ก็ไม่รู้จะไปจ่ายส่วยประตูไหน

ยกตัวอย่างหากมีคดีเกิดขึ้น โดยที่อัยการเห็นพยานหลักฐานแต่แรก โดยระหว่างที่ตำรวจยังไม่ส่งสำนวนให้อัยการ หากมีการร้องเรียนว่าพยานบุคคลที่สำคัญบางคน พนักงานสอบสวนไม่มีการเรียกไปสอบ ทั้งที่มีพยาน 5 คน แต่พนักงานสอบสวนสอบไปแค่ 2 คน แบบนี้อัยการก็เตรียมทำเรื่องแย้งได้ว่าให้สอบพยานบุคคลเพิ่มขึ้นให้ครบ ต้องไปสอบคนที่ 3, 4, 5 ด้วย แต่อัยการจะต้องได้รู้ก่อนว่ามีพยานสำคัญอีก 3 คนอยู่ด้วย ไม่ใช่ปล่อยไปเรื่อยๆ ผ่านไปหลายปี พยานคนที่ 3, 4, 5 หายหรือตามตัวไม่ได้ ความยุติธรรมแห่งคดีย่อมเสียหาย

"ก็แบบที่มีคนเปรียบเทียบกันว่าศาลเหมือนคนตาบอดสองข้าง อัยการเหมือนคนตาบอดข้างเดียว แต่ผมบอกว่าอัยการไม่ได้แค่ตาบอดข้างเดียว แต่อีกข้างที่ไม่ได้บอดเป็นต้อกระจกด้วย ในแวดวงอัยการก็รู้สึกกันแบบนี้เหมือนกันหมด กระบวนการยุติธรรมในชีวิตจริงเป็นแบบนี้ จะทำอย่างไรให้อัยการได้รู้เห็นพยานหลักฐานก่อน ตั้งแต่ตอนที่เกิดเหตุขึ้น เพราะหากแม้อัยการจะมีหน้าที่ให้ความยุติธรรม แต่ไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยก็ช่วยอะไรประชาชนไม่ได้

ถามถึงโมเดลที่อนุกรรมการฯ เสนอมา ถ้าหากสุดท้ายมีการผลักดันจนเกิดขึ้นจริง แต่ในทางปฏิบัติหากมีอัยการที่ไม่ซื่อตรง ไปร่วมมือกับตำรวจ รับผลประโยชน์ในการสั่งคดี ถ้าคนทำผิดคิดจะจ่ายเงินล้มคดี ก็ยังทำได้อยู่ดี โดยทำพร้อมกันไปเลยทีเดียว ประเด็นนี้ ดร.น้ำแท้ มองว่า มันจะยากขึ้น สมมุติว่าตำรวจสุจริตจริง รวบรวมพยานหลักฐานมาได้ มีหลักฐาน 5 อย่างในสำนวน ถ้าอัยการจะมาบอกว่าไม่เอาทั้งหมด ให้ใช้เพียงบางส่วน ทำไม่ได้ อัยการก็ต้องนำพยานหลักฐานทั้งหมดไปใช้ในทางคดี อัยการจะไปบอกให้ตำรวจตัดพยานหลักฐานไม่ได้ มีแต่สั่งให้พนักงานสอบสวนหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่บกพร่องเท่านั้น

สิ่งนี้คือการถ่วงดุล ลองคิดดู สภาพความเป็นจริง ตำรวจอยู่หน้างานเผชิญเหตุการณ์ หากจะทุจริต เวลาเกิดเหตุ คนอยู่หน้างานก็เก็บเรียบ ปัดกวาดเรียบร้อย อัยการอยู่ในเมืองไม่รู้เรื่อง แล้วจะไปจ่ายส่วนแบ่งให้อัยการทำไม ในความเป็นจริงก็เคลียร์มาหมดแล้ว หมดกลิ่นไร้ร่องรอยแล้วค่อยส่งสำนวนมาให้ อัยการก็ไม่รู้เรื่องอ่านแต่นิยายในสำนวนตามหาร่องรอยไม่เจอแล้ว ถามว่า คนทุจริตกลัวตรงนี้ที่สุด กลัวอำนาจการผูกขาดการแต่งนิยายในสำนวนจะหายไปใช่หรือไม่ แล้วมาสร้างวาทกรรมว่า หากให้อัยการเข้าไปแต่แรกจะไปสุมหัวกัน

ผมตอบตรงๆ คนมาเป็นอัยการที่สอบเข้ามา เช่นล่าสุดปีนี้สอบได้แค่ 11 คน จากผู้สอบ 7,000 กว่าคน ยากเย็นแสนเข็ญกว่าจะเป็นอัยการได้ ผมตอบได้เลยว่า คนเหล่านี้จะไม่ไปล่มหัวจมท้ายด้วยกัน

วัฒนธรรมองค์กรอัยการยึดตามหลักอาวุโส ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง ใครทำอยู่ไม่ได้แน่นอน เมื่อไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง ก็ไม่ต้องไปถอนทุน เคยได้ยินไหมว่าอัยการซื้อขายตำแหน่ง ระบบเขาไม่ยอม อัยการเขาไม่ยอมให้นายสั่งในเรื่องการทำความเห็นทางคดีได้ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งทางวาจาก็สั่งไม่ได้ นี่คือธรรมชาติของนักกฎหมายที่จะสามารถแสดงเหตุผลได้ที่อัยการกับศาลจะเหมือนกัน ไม่ใช่วัฒนธรรมสั่งการตามชั้นยศ

- แล้วจะมีการตรวจสอบการทำงาน การสั่งคดีของอัยการได้อย่างไร หากว่าอัยการทำหน้าที่โดยไม่สุจริต ไม่เป็นกลาง เช่น รับผลประโยชน์หรือไปรับใช้การเมืองในคดีเกี่ยวกับการเมือง?

อัยการตรวจสอบได้ง่ายมาก คือ หากมีข้อสงสัยว่าทุจริตไปเลย เช่น ถ้าสงสัยการทำหน้าที่ก็ร้องเรียนต่อ ก.อ.ได้ ก.อ.มีโครงสร้างและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ไม่เอาไว้แน่นอนแม้ไม่มีใบเสร็จหากทำผิด องค์กรอัยการหากจะแสวงผลประโยชน์กันจริงๆ ก็ต้องแอบทำไม่ให้เพื่อนร่วมงานอัยการรู้เรื่อง นี่คือความแตกต่าง เพราะวัฒนธรรม ต้นทุน วิถีชีวิต ของคนในแต่ละองค์กรจะไม่เหมือนกัน

สำหรับความพร้อมของอัยการในเรื่องบุคลากร หากมีการปฏิรูปตามแนวทางให้อัยการเข้ามาร่วมเห็นการรวบรวมพยานหลักฐานตั้งแต่แรก มาร่วมสอบสวนตั้งแต่ต้นทาง เพราะที่ผ่านมาก็มีเสียงสะท้อนว่า คดีกระทำผิดเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน เวลาเกิดเรื่องแล้วไปแจ้งความที่โรงพัก อัยการก็ไม่สามารถส่งคนไปได้ ดร.น้ำแท้ ตอบว่าก็ต้องมีการเตรียมบุคลากร ทุกวันนี้ยังไม่มี แต่ต้องสร้างแนวทางการปฏิรูปข้างต้น อนุกรรมการฯ ได้ยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาขึ้นมานำเสนอเป็นแนวทางไว้ว่า ในคดีที่อัยการเข้าไปร่วมสอบสวนตั้งแต่เริ่ม ให้มีพนักงานสอบสวนของอัยการมีหน้าที่เข้าไปช่วยอัยการ ซึ่งปัจจุบันกฎหมายองค์กรอัยการที่ออกมาเมื่อปี 2553 มีการเขียนเรื่องนี้ไว้แล้วคือ ให้มีเจ้าพนักงานคดีทำหน้าที่ช่วยอัยการในการสอบสวน ดังนั้นหากต่อไปมีการเขียนกฎหมายให้อำนาจพนักงานสอบสวนอัยการเข้ามาช่วยงานสอบสวน ก็ต้องมีการรับสมัครคน ที่ก็ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายมาก เพราะไม่ได้ต้องการคนที่มีสเปกมาเป็นอัยการ แต่ต้องการคนที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในภาคสนามตอนเกิดเหตุแบบตำรวจได้ คือมาทำหน้าที่เติมเต็มส่วนที่อัยการทำไม่ได้ สำหรับอัตรากำลังก็ไม่ได้ต้องการคนมาก เพราะข้อเสนอของอนุกรรมการฯ ไม่ใช่ให้อัยการไปทำทุกคดี ก็ใช้พนักงานสอบสวนอัยการแค่ 3-4 คนต่อจังหวัด รวมแล้วก็ 200 กว่าคน ซึ่งถ้าเทียบกับความยุติธรรมที่ประชาชนในประเทศชาติจะได้รับ มันคุ้มค่ากว่าการไปตั้งหน่วยงานอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาซ้ำซ้อน.

ยกเคสคดีเกิดขึ้นจริง กะเทาะเปลือกปัญหางานสอบสวน

ด ร.น้ำแท้ ที่อีกบทบาทหนึ่งคือผู้ก่อตั้งโครงการคืนความยุติธรรมให้ผู้บริสุทธิ์ (Innocence Project Thailand) เพื่อช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกล่าว หาดำเนินคดีอาญาทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้กะเทาะเปลือกปัญหากระบวนการยุติธรรม โดยยกเคสคดีความที่เกิดขึ้นจริงมาอธิบายให้เห็นว่า เพราะเหตุใดถึงต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ โดยเฉพาะงานสอบสวน

โดยเขาบอกว่า กระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินคดีกับคนผิดตัวจริง แต่ทำโดยพยานหลักฐานที่หละหลวม เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสังคม การที่สื่อมวลชนบ้านเราเรียกร้อง การจับเร็ว ฟ้องเร็ว ลงโทษเร็ว ต้องถามกลับว่า เป็นธรรมหรือไม่ เพราะหากไม่เป็นธรรมก็ไม่มีประโยชน์ แม้จับถูกตัวคนทำผิดจริง แต่ฟ้องทั้งๆ ที่พยานหลักฐานไม่เพียงพอ เมื่อมีการดำเนินคดีแต่ศาลยกฟ้อง เท่ากับว่าเป็นปาหี่ดำเนินคดีเป็นการฟอกตัวให้อาชญากร เพราะแม้ต่อมาคดีนั้นจะมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนก็ทำอะไรคนทำผิดที่ศาลยกฟ้องไปแล้วไม่ได้ ตามหลักสากลห้ามดำเนินคดีหลายครั้ง (Double Jeopardy)

ในต่างประเทศ กระบวนการยุติธรรมของเขาจะต่างกับของไทย โดยไทยมีการแบ่งหน้าที่กันเป็นช่วงเป็นท่อน คือตำรวจทำสำนวน โดยไม่ให้อัยการรู้เห็นพยานหลักฐาน เหมือนเด็กลอกการบ้านมากลัวครูเห็น สุดท้ายเอาสำนวนมาส่งอัยการ แล้วเวลาเอาสำนวนมาส่ง ก็นำมาส่งให้ในช่วงใกล้ๆ หมดเวลา คือใกล้หมดวันที่มีอำนาจควบคุมตัว ความจริงกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบ้านเราไม่ได้ออกแบบให้ใช้เวลาในการทำสำนวนเป็นท่อนๆ แต่เขียนออกมาให้ใช้เวลาในการทำงานร่วมกันระหว่างตำรวจกับอัยการ แต่ในทางปฏิบัติจริงกลับทำงานแยกกัน ทั้งที่กฎหมายให้ใช้เวลาร่วมกัน

ดร.น้ำแท้ ยกเคสทางคดีมาสะท้อนปัญหาบางอย่างในกระบวนการยุติธรรมของสังคมไทยว่า มีเคสที่น่าสนใจและเป็นคดีที่น่าสงสารมาก มีอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง เรียนเทอมสุดท้าย กำลังจะจบการศึกษาแล้ว วันหนึ่งไปอ่านหนังสือบ้านแฟน สองทุ่มจึงขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน กำลังจะเข้าบ้านตัวเอง โดนตำรวจรวบตัวว่าค้ายาเสพติด แล้วนำตัวไปตระเวนทั่วกรุงเทพฯ เพื่อสอบปากคำ เมื่อเด็กคนนั้นยังไม่กลับบ้าน ทางครอบครัวก็กังวลเลยไปแจ้งความ ก็เป็นเรื่องเป็นราวเลย

ปรากฏว่าตำรวจที่คุมตัวไป เอาเด็กคนนั้นไปทุบจนบอบช้ำ หน้าตาบวม แล้วตำรวจที่จับกุมมารู้ตอนหลังว่าผู้ปกครองไปแจ้งความไว้แล้ว แต่สอบแล้วไม่ได้ค้ายาเสพติด เลยยัดยาบ้าไป 900 กว่าเม็ด โดยตำรวจ 12 คนอ้างว่า ในตอนจับกุมพบยาเสพติดในตัวเด็กคนนั้น

ข้อสงสัยคือ หากพบยาเสพติดในตัวนักศึกษาคนดังกล่าว แล้วตำรวจจะคุมตัวไปที่ต่างๆ จนเวลาผ่านไปถึงตี 2 เพราะเหตุใด เพราะถ้าพบยาเสพติด ก็ต้องเอาตัวไปดำเนินคดีที่สถานีตำรวจทันทีเลย ไม่ต้องคุมตัวไว้หลายชั่วโมง ซึ่งอาจเป็นเพราะตำรวจที่ร่วมเป็นพยาน อาจเกรงว่าจะโดนเล่นงานในความผิดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เพราะไปทำร้ายร่างกายเด็กที่ไม่ได้ค้ายาเสพติดจริง เลยปิดปากยัดยาไปเลย 900 กว่าเม็ด

เหตุที่ต้องยัดยาบ้าให้ 900 เม็ด เพราะความผิดจำนวนยามากมายแบบนี้ติดคุก สถานเดียว กระบวนการยุติธรรมในส่วนอื่นๆ ไม่สามารถใช้ดุลยพินิจเป็นอื่นได้เลย เพราะยามันเยอะมาก สุดท้ายก็ต้องติดคุกตลอดชีวิต การจะไปช่วยเขาก็ทำได้ยาก เพราะพยานตำรวจ 12 คนให้การเหมือนกันหมดว่า เจอ ยาเสพติดในตัวตอนจับกุม แล้วเอาสำนวนมาส่งให้อัยการตอนช่วงใกล้ครบกำหนดควบคุมตัว หากไม่สั่งฟ้องก็ต้องเสี่ยงปล่อยตัว อัยการก็ทำอะไรไม่ทัน ก็ต้องสั่งฟ้อง

เมื่อคดีไปสู่ศาล เด็กคนนั้นก็สู้คดีถึงที่สุด สู้ถึงศาลฎีกา ยืนยันทุกชั้นศาลว่าไม่ได้ทำผิด ทั้งที่รู้ว่าสู้ยังไงก็แพ้ เพราะตำรวจมีพยาน 12 คน แต่เด็กไม่มีพยานเลย ทางที่ดีที่สุดคือรับสารภาพ จะได้ลดหย่อนโทษ แต่ปรากฏว่าเด็กคนนั้นกลับไม่ยอมรับสารภาพ และยืนยันตลอดว่าไม่ได้ทำผิด

ทุกวันนี้เด็กคนนั้นที่เรียนได้เกียรตินิยม ประวัติส่วนตัวพบว่าทำกิจกรรมตลอด มีประกาศเกียรติคุณหลายฉบับ เป็นจิตอาสา ช่วยเหลือสังคมมาตลอด ไม่เคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดใดๆ มาก่อน ตอนนี้เขาติดคุกตลอดชีวิต แต่ทุกวันนี้ก็ยังยืนยันตลอดว่าไม่ได้ทำผิด

-คดีที่ยกตัวอย่างมา หากปฏิรูปงานสอบสวนโดยให้อัยการเข้าไปร่วมสอบสวนด้วย รูปคดี วิธีการจะเป็นอย่างไร?

ก็ถ้ามีการจับกุมตัว ตำรวจต้องส่งตัวผู้ต้องหาให้กับอัยการภายในเวลาไม่เกิน 24ชั่วโมง อัยการก็จะดูพยานหลักฐาน ดูพฤติการณ์ของผู้ต้องหา การตั้งข้อหา การพิจารณาความจำเป็นในการควบคุมตัว ถ้ามีการทำร้ายผู้ต้องหาแบบที่เล่าให้ฟัง อัยการก็จะเห็นทันทีว่าถูกทำร้ายร่างกาย เพราะคดีข้างต้นที่ผมยกตัวอย่างมา ที่บอกว่าเด็กคนนั้นถูกทำร้ายร่างกาย รูปภาพเด็กที่มีสภาพบอบช้ำก็ได้มาจากญาติของเด็ก เรื่องนี้ก็ไม่อยู่ในสำนวนการสอบสวน

หากมีการปฏิรูปโดยให้ผู้จับต้องส่งบันทึกการจับผู้ต้องหาให้อัยการภายในไม่เกิน 24 ชั่วโมง สิ่งที่ได้คือคุ้มครองผู้ต้องหาเมื่อถูกจับกุม และช่วยตำรวจในการถอยเมื่อจับผิดตัวได้ หากเขาจับกุมผู้ต้องหาผิดตัวและส่งผู้ต้องหามาแล้ว อัยการเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดได้ ก็ให้ตำรวจปล่อยตัวได้ ตำรวจที่จับผิดตัวมาก็ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 157 เพราะจับตามเหตุอันควรสงสัย (Probable Cause) และ เมื่ออัยการสามารถเข้ามาดูคดีได้ตั้งแต่ต้น ก็ทำให้อัยการมีเวลามากขึ้น แล้วหากอัยการพิจารณาเห็นว่าหลักฐานไม่พอฟ้องก็บอกตำรวจได้ ไม่ต้องรอให้ไปถึงช่วงใกล้ครบกำหนดควบคุมตัว แล้วค่อยสั่งไม่ฟ้อง เพราะแบบนั้นผู้ต้องหาก็ติดคุกฟรีไป หรือหากอัยการไม่มีเวลาพิจารณาสำนวนมากพอแล้วสั่งฟ้องไป แล้วไปสู้คดีในศาล ผ่านไปปีกว่า แล้วศาลตัดสินยกฟ้อง จำเลยดีใจได้รับอิสรภาพ ทั้งๆ ที่เขาควรจะได้ดีใจตั้งแต่แรก เพราะอัยการสั่งไม่ฟ้อง ไม่ใช่ให้ไปติดคุกเป็นปีแล้วมาดีใจ เพราะศาลตัดสินยกฟ้อง ดีใจทำไม ติดคุกฟรีๆ มาเป็นปี

ดร.น้ำแท้ กล่าวต่อไป โดยยกเหตุการณ์ที่เคยเจอกับตัวเอง ถึงเรื่องที่อัยการมีเวลาจำกัดในการพิจารณาสั่งคดีว่า ผมก็เคยเจอกับตัวเอง คดีจับคนค้ายาเสพติดเป็นยาบ้าเป็นพันเม็ด เอาสำนวนมาส่งก่อนหมดเวลาราชการ คือ 16.00 น. เหลือเวลาอีก 30นาที จะหมดเวลาราชการ ต้องพิจารณาสั่งคดี ถ้าไม่เช่นนั้นก็ต้องปล่อยตัว เพราะจะครบกำหนดฝากขัง ทำให้ไม่มีเวลามากพอ เช่น การเรียกพยานมาสอบถาม หากไม่สั่งคดีก็ต้องดูว่า ถ้าปล่อยแล้วจะหลบหนีหรือไม่ จะยอมเสี่ยงให้เขาหลบหนีไหม

...แค่ร่างฟ้องก็แทบไม่ทันแล้ว อัยการทำอะไรแทบไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่เขียนให้อัยการมีเวลาในการตรวจพยานหลักฐานกระบวนการยุติธรรมเลยเดินไปในทางเดียว ตำรวจทำมาอย่างไร อัยการก็ตาบอดมองไม่เห็นก็ต้องสั่งไปตามนั้น ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างแท้จริง อัยการไม่ได้เห็นพยานในวันที่ตำรวจจับกุมว่ามีอะไรบ้าง พยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุให้การอย่างไร ตำรวจเก็บอยู่คนเดียว พยานมี 10 คน มีคนเห็นหนึ่งปาก ตำรวจก็ไปสอบ 9 ปาก เว้นคนเห็นไว้หนึ่งปาก คนชั่วก็รอด หากจะช่วยใคร อัยการไม่มีทางรู้หรอกว่ามีคนที่เห็นเหตุการณ์อีกหนึ่งปาก

ในต่างประเทศเมื่อเกิดเหตุ อัยการหรือพนักงานสอบสวนของอัยการเข้าไปในจุดเกิดเหตุเลย เช่น ถ้ามีเหตุคดีฆาตกรรม แล้วเขาเห็นว่ามีพยานสิบปาก ซึ่งหากตำรวจไม่สอบพยานหนึ่งปากที่เห็น ก็จะแย้งตำรวจไปได้ว่า ทำไมไม่สอบปากคำพยานคนนั้น ไม่เอาเข้ามาในสำนวน เพราะฝ่ายอัยการเห็นและถ่ายรูปตอนเกิดเหตุไว้หมดแล้ว แบบนี้ตำรวจจะไม่กล้าบิดพลิ้วเลย นี่คือกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเห็นการรวบรวมพยานหลักฐานพร้อมกัน

หัวใจสำคัญของการดำเนินคดีทั้งการฟ้อง การพิพากษาจะลงโทษหรือไม่ ล้วนอยู่ที่พยานหลักฐานทั้งสิ้น และพยานหลักฐานสำคัญสุดก็คือตอนที่เกิดเหตุ ที่ต้องไม่มีการบิดเบือน ตัดตอนหรือไปสั่งสอนพยานให้พูดเท็จ เพราะเมื่อเกิดเหตุทันที พยานเห็นอะไร ก็บอกมาตามนั้น จะยังไม่มีผลประโยชน์อะไร ยังไม่มีการให้เงินทอง ไม่มีการบังคับขู่เข็ญ

สุดท้ายผมอยากฝากบอกนักกฎหมายว่า "เทคนิคและบทบัญญัติต่างๆ แห่งกฎหมายมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นกติกาให้เกิดความยุติธรรมในสังคม มิได้มีไว้เพื่อให้นักกฎหมายหรือเจ้าหน้าที่รัฐใช้เป็นเล่ห์เหลี่ยม รังแก หรือแสวงหาผลประโยชน์จากผู้ใด หรือตีความพิพากษาตามอำเภอใจ การใช้กฎหมายในลักษณะเช่นนี้มีแต่จะสร้างความเดือดร้อนวุ่นวาย เป็นที่น่ารังเกียจและถูกดูแคลนจากสายวิชาชีพอื่น..."  ดร.น้ำแท้กล่าวในตอนท้าย.

"ยังคงให้พนักงานสอบสวนทำหน้าที่ของตัวเองไปเหมือนเดิม เพียงแต่เมื่อมีกลิ่น มีความไม่ชอบมาพากล อัยการต้องสามารถตรวจสอบพยานหลักฐานได้ตั้งแต่แรกเพื่อป้องกันการทุจริตบิดเบือนรูปคดี..อัยการไม่ได้ต้องการอำนาจอะไร แต่ต้องไม่ใช่ว่าเห็นความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นแล้วทำได้แค่นั่งดูตาปริบๆ.."

"ถ้าไม่ทำเรื่องสอบสวนก็ไม่ต้องปฏิรูป ก็อยู่แบบเดิมๆ คือเป็นกระบวนการยุติธรรมแบบรู้เห็นหรือจัดการกับพยานหลักฐานได้เบ็ดเสร็จลำพังคนเดียว..ก็เป็นอยู่แบบปัจจุบันนี้ ที่มีการแสวงหาผลประโยชน์จากอาชญากรรม มีการทุจริตบิดเบือนพยานหลักฐานในคดีมากมาย ส่งผลให้คนชั่วลอยนวล คนดีกลายเป็นแพะเต็มไปหมด"

ADVERTISEMENT