เงื้อค้างยกเครื่อง 'ประยุทธ์ 5' ติดหล่ม 'ระบบอุปถัมภ์' ยุค 4.0

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2560 00:00:51 น.
ทีมข่าวการเมือง

หากลำดับเหตุการณ์ก่อนการปรับคณะรัฐมนตรี "ประ ยุทธ์ 5" มีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจหลายประการที่นำไปสู่การตัดสินใจปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุด ไล่ตั้งแต่เหตุการณ์ที่กระทรวงแรงงาน จนพัฒนาการไปสู่การยื่นใบลาออกของ "บิ๊กบี้" พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล น้องรักใกล้ชิด "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ตั้งแต่รับราชการในกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และมานั่งทำงานเป็นฝ่ายเสนาธิการฯ หน้าห้องตั้งแต่ พล.อ.ประวิตร เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 จนมาเป็นเจ้ากระทรวงกระทรวงกลาโหม รวมระยะเวลาหลายสิบปี

ต้องยอมรับว่าในห้วงที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ตามจี้งานที่สั่งการแบบถี่ยิบ หลายคนถูก "เฉ่ง" ในที่ประชุม อีกทั้งรัฐมนตรีที่มีอยู่ "บิ๊กตู่" ไม่ได้เป็นคนเลือกทั้งหมด แต่มีการส่งเข้ามาตามโควตาของ "บิ๊กป้อม" การแก้ไขปัญหาอาจยังไม่เป็นไปตามเป้านัก แต่ก็ไม่กล้า "ทิ้งตรง" ลงไปที่เจ้ากระทรวง เพราะเกรงใจคนที่ส่งเข้ามา

แต่ปัญหาที่ไม่สามารถทำให้งานลุล่วงเป็นรูปธรรม ก็ส่งผลกระทบต่อความคาดหวังของสังคม และเป้าหมายของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ต้องการให้เกิดผลอย่างชัดเจน อีกทั้งมีตัวชี้วัดให้สังคมได้เห็น ไม่ต้องมานั่งลบคำปรามาสว่า "ดีแต่พูด" มีทั้งอำนาจ และกฎหมายพิเศษ แต่ก็ยังไม่เห็นผลงาน ทั้งหมดจึงกระทบต่อตัว พล.อ.ประยุทธ์โดยตรง

อีกทั้งโพลหลายสำนักที่ระบุว่า ประชาชนยังไม่พอใจผลการทำงานของรัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่ส่งผลทางจิตวิทยาของคนในทุกระดับชั้น เพราะปัญหาปากท้องเป็นเรื่องใกล้ตัว สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขความนิยมของนายกฯ ประยุทธ์ ที่ลดลงฮวบฮาบตามที่ปรากฏจากผลสำรวจ

ยังไม่นับข่าวที่กระเซ็นกระสาย ทั้งปัญหาความไม่ชอบมาพากลในการบริหารงาน การทุจริตคอร์รัปชันในแบบที่ไม่มีใบเสร็จ โดยเฉพาะในกระทรวงเศรษฐกิจ รวมถึงปัญหาการโยกย้ายข้าราชการในหน่วยงาน คนมีสี ที่อาจจะหนักกว่าในยุคก่อน มิพักต้องพูดถึงเรื่องการปฏิรูปองค์กรที่เป็นเรื่องใหญ่ระดับโครงสร้างว่าจะทำกันได้จริงหรือไม่ หรือแค่หนังโฆษณาที่ขายภาพลักษณ์เชิงหลักการซื้อเวลาไปถึงวันลงจากอำนาจเท่านั้น

แต่ทว่าเป็นปัญหารอบตัว "บิ๊กตู่" ที่พัลวัน ด้วยบุญคุณ ความใกล้ชิด ความผูกพัน ภายใต้บริบทที่ใหญ่กว่าคือผลประโยชน์ส่วนรวม คือ ประเทศชาติและประชาชน ทำให้การตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาของผู้นำประเทศติดขัด และมีเงื่อนไข เพราะไม่กล้าตัดเนื้อร้ายออกไปจากร่างกายได้ ต้องรักษาสภาพอาการไปจนกว่าจะพ้นจากอำนาจ

ก่อนหน้านี้นักสังเกตการณ์ทางการเมืองมองว่า ถึงเวลาที่จะมีการ "ยกเครื่อง ครม." อย่างเอาจริงเอาจัง ก่อนที่ คสช.จะลงจากหลังเสือ เพื่อใช้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่แสดงให้ประชาชนได้ประจักษ์ว่า เลือกคนเข้ามาลุยงาน เพื่อให้ทิ้งท้ายก่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง

เช่น มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์จะควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม แทนที่ พล.อ.ประวิตร ทำให้ พล.อ.ประวิตรเหลือเพียงตำแหน่งรองนายกฯ ตำแหน่งเดียวเท่านั้น ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัยนั้น จะถูกโยกจากกระทรวงเกษตรฯ มานั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี แทนที่ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ที่ถูกปรับออก ขณะเดียวกัน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ คาดว่าจะถูกปรับออกเช่นกัน เพื่อเปิดทางให้นายวุฒิศักดิ์มาเป็น รมว.ศธ.แทน

นอกจากนั้น กระทรวงพาณิชย์ เป็นไปได้สูงที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ จะถูกปรับออก และให้นางชุติมา บุณยประภัศร อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น รมช.กระทรวงเกษตรฯ กลับมานั่งเก้าอี้ รมว.พาณิชย์แทน รวมถึงเก้าอี้ในกระทรวงพลังงานของ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน อาจถูกปรับออกเพื่อให้นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน มาเป็นแทน

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือการหายตัวไปของ พล.อ.ประวิตร ที่มักจะเกิดขึ้นช่วงมีข่าวการปรับ ครม. เลยไปถึงช่วงโยกย้ายทหาร ที่มีทั้งข่าวว่า ป่วย-เดินทางไปต่างประเทศ และเมื่อคลื่นลมสงบฃฃพล.อ.ประวิตรก็จะกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง เมื่อรักษาเก้าอี้ รมว.กลาโหมไว้ได้  แม้กระทั่งความเคลื่อนไหวล่าสุดจากการสัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ ค่อนข้างชัดว่า การปรับ ครม.ครั้งนี้ เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 12 อย่าง "บิ๊กนมชง" พล.อ.ฉัตรชัย สาริ  กัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ยังอยู่ใน ครม. แต่จะขยับจาก "ขยะใต้พรม" ไปยังกระทรวงใดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เช่นเดียวกับ พล.อ.ประวิตร ที่ยังอยู่ในถ้ำ ยังอยู่ใน ครม.ต่อไป และรอลุ้นเมื่อ ครม.ประกาศว่าจะยังได้นั่งควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม "คุมทหาร" ในยุคนี้ต่อไป หรือไม่

แต่ถึงแม้ "บิ๊กป้อม" จะอยู่หรือไป พล.อ.ประยุทธ์จะไม่ไปคุมกองทัพ ตามที่ได้สัมภาษณ์ว่า "ไม่ควบ แล้วจะเอาอะไรอีก ทุกวันนี้ผมก็ควบทุกกระทรวงอยู่แล้ว เพราะมันเป็นนโยบายของผม ริเริ่มนโยบาย วิสัยทัศน์ต่างๆ ก็ใส่ลงไป จากนั้นก็มีการติดตามการขับเคลื่อนในฐานะที่กำกับดูแล เท่ากัน เราก็ต้องรู้ในทุกกระทรวงอยู่แล้ว ไม่ใช่เก่ง แต่ต้องรู้ว่าเราจะบริหารอย่างไร พร้อมกับรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน จากสื่อ โซเชียลมีเดีย เพื่อนฝูง พี่น้อง ใครบอกมาก็ฟัง ไม่เห็นใจผมบ้างหรืออย่างไร ในหัวผมต้องย่อต้องสรุปเท่าไหร่..

เรื่อง ครม.วันนี้ขอให้จบเสียที ที่พูดๆ กันมาไม่มี นักการเมืองที่ว่าจะเข้ามาก็ไม่มี เลิกลือกันเสียที ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ก็คงไม่นาน อย่างไรก็ภายในเดือน ธ.ค.นี้ โอเคนะ ภายในเดือน ธ.ค. ขอให้ใจเย็นๆ" พล.อ.ประยุทธ์ระบุ

เลยไปถึงกระแสข่าวที่มีชื่อ "บิ๊กแป๊ะ" พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ลาออกจากบอร์ดบริษัท การบินไทยฯ จนหลายคนมองว่าอาจจะเข้ามานั่งในเก้าอี้ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เพื่อให้เก้าอี้ ผบ.ตร.ว่างลง และดัน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ขึ้นมาเป็นแทน ที่ พล.อ.ประยุทธ์ก็ออกมาสยบข่าวลือดังกล่าว

"ไม่มีเขาทำงานดีอยู่แล้ว จะเอามาทำไม อยากถามว่ากระแสข่าวที่ออกมาเป็นของใคร ใครเป็นคนเลื่อยเก้าอี้ วันนี้สื่อจะฟังตำรวจ หรือฟังผม ตำรวจเป็นคนปรับ หรือสื่อเป็นคนปรับ วันนี้ผมบอกว่าไม่มีก็จบแล้ว จะหาเหตุอะไรมาได้อีก จะมาซักต่อกันทำไม" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

แต่ที่เป็นข้อเท็จจริงคือ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ( สนช.) โดย "บิ๊กช้าง" เป็นทหารม้าที่เข้ามาทำงานในฝ่ายอำนวยการ เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกระทรวงกลาโหม ดูแลครอบคลุมงานอย่างกว้างขวาง

ในช่วงที่ พล.อ.ประวิตรดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม ก็ทำหน้าที่เหมือนเลขาฯ หรือ แม่บ้านกลายๆ รับทั้งงานปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปฯ "รับหน้าเสื่อ" เป็นประธานการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลต่างๆ โดยเฉพาะโครงการอุทยาน ราชภักดิ์ ถือเป็น "น้องรัก" ของ "บิ๊กป้อม" อีกคน มีความแน่นอนว่าจะเข้าไปนั่งในโควตา"บิ๊กป้อม" แทน พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล

กระนั้น พล.อ.ประยุทธ์อธิบายว่า การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้มุ่งหวังนำคนที่เข้ามาให้เกิดความเชื่อมั่นไว้วางใจ และไม่ได้หมายความว่าคนเก่าไม่ดี แต่คนไทยเป็นคนขี้เบื่อ ตนก็จะดูให้ และจะปรับให้ ทั้งหมดอยากเรียนว่าเราได้มีการคุยและหารือ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลประยุทธ์ 1-2-3-4 ทุกคนต่างทำงานมาด้วยกัน ถ้าจะบอกว่าทำไม่ดี ก็อยากจะขอถามกลับว่า แล้วมาถึงทุกวันนี้ได้เพราะอะไร ก็เป็นเพราะทุกคนทำงานร่วมกันมา ก็ต้องมีคนที่สานต่อ มีคนที่ได้เริ่มต้นไปแล้ว ถึงวันนี้ก็ต้องพักผ่อนทำนองนี้

"เอาเป็นว่าผมหาคนที่เหมาะสมเข้ามาก็แล้วกัน ในเมื่อนักการเมือง ประชาชน ยังมีปัญหาอยู่บางประการ ก็ต้องการให้เขาสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้ได้ ซึ่งผมไม่ได้ติติงนักการเมืองเลย" นายกรัฐมนตรีระบุ

นอกจากนั้นยังมีกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งผลการตรวจสอบ 2 รัฐมนตรีที่ถือหุ้นเกินร้อยละ 5 คือ นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม และ นายสนธิ จิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งให้นายกฯ กล้าตัดสินใจ

"เมื่อส่งมา ก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมว่าอย่างไร ถ้ายังไม่ได้ตัดสิน ยังไม่ชัดเจนก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็สู้กันไปก่อน หมายความว่ายังทำงานได้ เรื่องนี้ผมรู้รายละเอียดแล้ว ก็ต้องไปดูก่อนว่าหุ้นดังกล่าวมีการถือครองก่อนหรือหลังในการเข้ามาเป็นรัฐมนตรี เรื่องนี้ต้องว่ากันอีกที ดูทั้งกฎหมายเก่าและใหม่ เรื่องนี้ยังถกแถลงกันอยู่ วันนี้เมื่อ ป.ป.ช.ส่งเรื่องมาก็คือส่งมา เมื่อมีคนฟ้องก็ส่งมา กระบวนการยุติธรรมก็ต้องไปสอบสวน ถ้าสอบสวนแล้วพบว่ามีปัญหาก็ออก และก็จบ ซึ่งความจริงแล้วยังไม่มีข้อยุติก็ต้องว่าไปตามหลักฐาน ตามกฎหมาย ส่วนการปรับ ครม.ครั้งนี้ ก็ได้มีการพิจารณาและดูถึงกรณีผู้ที่ถือหุ้นด้วยเช่นกัน" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว จากปรากฏการณ์ก่อนเข้าสู่การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ที่คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ตกลงมา

เลยไปถึงคำถาม 6 ข้อ ที่ถามประชาชนท่ามกลางกระแส นักการเมือง และพรรคการเมืองที่ออกมาเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อก

1.วันนี้เราจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่ๆ หรือนักการเมืองหน้าใหม่ๆ ที่มีคุณภาพให้ประชาชนได้พิจารณาในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่? 2.การที่มีแต่พรรคการเมืองเดิม นักการเมืองหน้าเดิมๆ แล้วได้เป็นรัฐบาล จะทำให้ประเทศชาติเกิดการปฏิรูป และทำงานอย่างต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่? 3.การที่ คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองใด ก็ถือเป็นสิทธิ์ของ คสช.ใช่หรือไม่ เพราะนายกฯ ก็ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งอยู่แล้ว

4.สิ่งที่ คสช.และรัฐบาลนี้ได้ดำเนินการไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประชาชนมองเห็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติบ้างหรือไม่ 5.การ เอาแนวทางจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอดีต มาเปรียบเทียบกับการจัดตั้งรัฐบาลในวันนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมดหรือไม่? เพราะสถานการณ์บ้านเมืองก่อนหน้าที่ คสช.และรัฐบาลนี้จะเข้ามา เราได้พบเห็นแต่ความขัดแย้ง ความรุนแรง การแบ่งแยกประเทศเป็นกลุ่มๆ เพื่อมาสนับสนุนทางการเมืองใช่หรือไม่?

6.รัฐบาลและการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยที่ผ่านมาของไทย ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาล และมีการพัฒนาประเทศที่มีความต่อเนื่อง ชัดเจนเพียงพอหรือไม่?

และข้อสังเกตเพื่อพิจารณา เหตุใดพรรคการเมือง นักการเมืองจึงออกมาเคลื่อนไหว คอยด่า คสช., รัฐบาล, นายกรัฐมนตรี บิดเบือนข้อเท็จจริงในการทำงานในช่วงนี้อย่างมากผิดปกติ ฝากถามพี่น้องประชาชนว่าเป็นเพราะอะไร

ยังไม่นับรวมกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.รมน.) สั่งการให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เพิ่มมาตรการการตรวจสอบทุจริต และการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการระดับล่าง

"พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรอง ผอ.รมน. ได้สั่งการให้ กอ.รมน.ภาคและ กอ.รมน.จังหวัดบูรณาการประสานงานกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประจำจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เข้มงวดกวดขันปฏิบัติงานตามนโยบาย และให้ทุกหน่วยงานรายงานผลการดำเนินงานให้ทราบตามช่วงระยะเวลา" พล.ต.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ระบุ

นอกจากนั้นยังได้เน้นย้ำการจัดระเบียบสังคม กอ.รมน.ได้ตรวจสอบไม่ให้เกิดการฉ้อฉล โดยเฉพาะสถานบันเทิง และกลุ่มต่างๆ ในสังคม ดูแลให้เกิดความเรียบร้อยในพื้นที่ ส่วนกรณีที่มีการลักลอบเปิดบ่อนการพนันในพื้นที่ต่างๆ นั้น กอ.รมน.ได้ตรวจสอบและติดตามพฤติกรรม พร้อมทั้งได้ประสานหน่วยงานในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตาและแจ้งเบาะแส เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรในพื้นที่ ซึ่งอาจจะตรวจสอบได้ไม่ครอบคลุม หากประชาชนให้ความร่วมมือถือเป็นเรื่องดี สามารถแจ้งข้อมูลได้ยัง กอ.รมน.จังหวัด

"ผู้บังคับบัญชาได้เน้นย้ำให้ กอ.รมน.ขันนอต โดยประสานงานกับตำรวจในพื้นที่ และขอเรียกร้องให้ประชาชนทุกคนปฏิบัติตามระเบียบ เพื่อไม่ให้สิ่งที่ คสช.เคยจัดระเบียบสังคม เช่น การห้ามขายของบนทางเท้า การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก" โฆษก กอ.รมน. กล่าวปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจะเห็นได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถใช้อำนาจที่มีอยู่ในการยกเครื่อง หรือปฏิรูป ครม.ได้ตามใจตัวเอง แต่ต้องใช้ความต้องการของประชาชน ผ่านผลสำรวจโพล ข้อวิจารณ์ต่างๆ ที่ไปเปรียบเทียบกับผลการทำงานของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้ "คนใน" เห็นว่า การตัดสินใจปรับเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นมีเหตุผล และเป็นเรื่องของส่วนรวม

น่าสนใจว่า การปรับ ครม.ครั้งนี้ จะเปลี่ยนรูปโฉมไปขนาดไหน จะเป็นการปรับแค่จำนวน ปรับตามคุณภาพ หรือปรับแบบพบกันครึ่งทาง เพื่อประนีประนอม  ตามระบบอุปถัมภ์ของไทย และกระเตง ครม.ประยุทธ์ 5 ไปจนกว่าจะจบภารกิจ.. รอชม!!!.

บรรยายใต้ภาพ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง