กฎหมายน้ำ 'จ่าย-ไม่จ่าย' หาแนวทางลดความขัดแย้ง

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2560 00:00:37 น.

ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการจัดการล้มเหลว นำมาสู่การเผชิญภาวะน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซาก สูญเสียงบประมาณในการแก้ไขปัญหาน้ำ ตลอดจนการเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติจำนวนมหาศาล รัฐบาลจึงพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. .... หวังให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาน้ำให้มีเอกภาพ แต่ร่างกฎหมายน้ำฉบับใหม่มีเสียงวิจารณ์ในหลายมาตราและความหวั่นใจจะเกิดข้อขัดแย้งรุนแรง ถึงขั้นวิพากษ์กฎหมายน้ำจะนำไปสู่ตลาดซื้อขายน้ำ

ในมุมมอง รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิจัยโครงการชุดความรู้เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อการปฏิรูปประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งร่วมจัดทำข้อเสนอการปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีกฎหมายน้ำ ทำให้เกิดช่องว่างในการดูแลและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยรวม ที่ผ่านมา หลายหน่วยงานดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ซึ่งกำหนดไว้ในกฎหมายหลายฉบับ รวมถึงใช้กฎหมายข้างเคียงดูแล ทำให้เกิดปัญหาภาวะน้ำแล้งและน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ แล้วก็แก้ไขปัญหาด้วยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา พ้นภาวะก็เลิกไป แล้วจะเกิดความยั่งยืนในการบริหารจัดการน้ำได้อย่างไร แนวคิดการทำกฎหมายน้ำเกิดขึ้นมานาน ล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด จนกระทั่งตั้งสภาปฏิรูปฯ เห็นความจำเป็นต้องมีกฎหมายน้ำ นำมาสู่การยกร่างกฎหมายน้ำ หรือร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. .... ฉบับกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ต้องการให้เป็นกฎหมายหลัก นำมาสู่การขับเคลื่อนผลักดันกฎหมายน้ำ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เห็นด้วยกับกฎหมายน้ำที่ให้มีกฎหมายเดียว ร่างกฎหมายน้ำที่กรมทรัพยากรน้ำเสนอต่อสภานิติบัญญัติ (สนช.) จึงเป็นคนละร่างกับชุดปฏิรูป เหตุเพราะลดระดับมาตรา 3 ถ้ามีกฎหมายเดิมอยู่แล้ว ให้หน่วยงานใช้กฎหมายเดิมก่อน  บทบาทของกฎหมายน้ำที่ตั้งใจให้เป็นมาสเตอร์ มีอำนาจสั่งการกรมกองที่เกี่ยวข้อง กลายเป็นใช้ควบคุมส่วนที่มีช่องว่าง ประปา ชลประทาน น้ำใต้ดิน สรุปดูแลพื้นที่นอกเขตเป็นหลัก แม้เป็นพื้นที่ใหญ่ แต่ปริมาณน้ำไม่มากเท่าไหร่ กฎหมายน้ำฉบับนี้จึงลดอำนาจลงมา

รศ.ดร.สุจริตกล่าวต่อว่า ขณะที่ สนช.กำลังพิจารณาร่างกฎหมายน้ำฉบับนี้ เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่สกลนครปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เห็นปัญหาของการจัดการน้ำชัดเจน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาตรา 44 ตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เดิมจะดึงกรมทรัพยากรน้ำขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ตอนนี้มีเพียงบางสำนักในกรมน้ำจะย้ายไป รวมถึงจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจ แนวโน้มกรมทรัพยากรน้ำยังมีอยู่ ซึ่งมีจุดอ่อนไม่มีกฎหมายรองรับ เกิดคำถาม พ.ร.บ.น้ำที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) สำนักงานอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี มีการตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำ และองค์กรผู้ใช้น้ำ ใครดูแลหรือจะขึ้นตรงสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งในทางปฏิบัติสำนักนายกฯ ดูแลนโยบาย เกิดการเขย่งกัน และจากการออก ม.44 ทำให้สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่รวบรวมแผน คัดเลือกแผน และจัดงบประมาณรายปีเสนอต่อ ครม.พิจารณาเห็นชอบ

"ปัจจุบันร่างกฎหมายน้ำอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ สนช. ส่วนที่ว่าสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นจะเป็นแบบจิ๋วแต่แจ๋ว ดูแลเฉพาะแผนอย่างเดียว แล้วให้กรมน้ำดูแลลุ่มน้ำ หรือตัวเองจะเขย่งดูแลเองหมดทั้ง 25 ลุ่มน้ำ หน่วยงานใดจะมีอำนาจหน้าที่ให้ใบอนุญาตการใช้น้ำของน้ำ เก็บค่าน้ำ และใครเป็นผู้ติดตามการใช้น้ำ ซึ่งไม่ควรเป็นตำรวจไปไล่จับ รวมถึงเงินค่าใช้น้ำจะอยู่ที่ใคร ขณะนี้กำลังออกแบบวางแผนอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน รวมถึงจะปิดช่องโหว่การลักลอบขายน้ำในตลาดมืดอย่างที่มีองค์กรพัฒนาเอกชนท้วงติงอย่างไร เช่น มีพื้นที่ 1 ไร่ แจ้งเป็นการใช้น้ำเพื่อเกษตร เมื่อได้โควตาน้ำมาแอบกักเก็บน้ำและขายน้ำหารายได้ แต่นี่คือตลาดมืด ซึ่งผิดกฎหมายอย่างแน่นอน" สุจริตกล่าว

ในร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำฉบับนี้ กำหนดการใช้น้ำไว้ 3 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 น้ำใช้น้ำเพื่อการดำรงชีพ ใช้น้ำปริมาณน้อย ไม่ต้องเสียค่าน้ำ ประเภทที่ 2 ใช้น้ำเพื่อการเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์ เพื่อการพาณิชย์ การท่องเที่ยว โรงแรม สถานที่พักผ่อน ร้านอาหาร ธุรกิจสนามกอล์ฟ การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปา และประเภทที่ 3 การใช้น้ำเพื่อกิจการขนาดใหญ่ ใช้น้ำปริมาณมาก เก็บค่าน้ำไม่เกิน 3 บาท ต่อ ลบ.ม. ซึ่ง รศ.ดร.สุจริตให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ยังมีการถกเถียง

ในร่างกฎหมายน้ำ นิยามคำว่า "ดำรงชีพ" เช่น กฎหมายเขียนไว้ใช้น้ำเพื่อวัว 5 ตัว ไม่ต้องเรียกเก็บ แต่ตัวที่ 6 ต้องเก็บ เพราะเป็นประเภทสอง มีผู้ทักท้วงจะเกิดปัญหาการไม่แจ้งจำนวนสัตว์เลี้ยงที่แท้จริง เกิดวัวผี เพื่อเลี่ยงค่าน้ำ จากการวิจัยเรื่องนี้กลับพบว่า ผู้ใช้น้ำรายย่อย ควรตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ จัดเก็บและดูแลกันเอง ไม่คุ้มเลย ถ้ารัฐจะทำ เพราะทุกวันนี้ภาคเกษตรกรก็มีกลไกการเก็บค่าน้ำต่อไร่กันเองแล้ว แต่ครั้งนี้จะมีกฎหมายรองรับและมีบทลงโทษผู้ไม่จ่าย ต่อไปต้องมีการจัดตั้งสมาคมผู้ใช้น้ำ สร้างกฎกติกาจัดสรรโควตาน้ำ แต่ละลุ่มน้ำมีเงื่อนไขต่างกัน บางพื้นที่น้ำเหลือเยอะ ไม่เรียกเก็บเลย น้ำน้อยค่อยเก็บค่าน้ำ กฎหมายจะมีความยืดหยุ่นเพียงใด อย่างไรก็ตาม เจตนาที่แท้จริงของกฎหมายน้ำคือ ให้ผู้ใช้น้ำแจ้งการใช้น้ำและช่วยกันประหยัดน้ำ เม็ดเงินควรจะเก็บเฉพาะภาคอุตสาหกรรม แต่ด้วยปัจจุบันกลไกบริหารจัดการน้ำยังไม่มีความชัดเจน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า รัฐจะเรียกเก็บค่าน้ำหมด

"เราเสนอบทบาทของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ความแข็งแรงของสำนักงานลุ่มน้ำ ซึ่งปัจจุบันยังไม่แข็งแรง ที่กังวลหากกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว คนเหล่านี้ยังไม่พร้อม จะมีกลไกอย่างไรในช่วงเปลี่ยนผ่าน ปรับตัว ซึ่งอาจจะใช้ระยะเวลากว่า 5 ปี และแนวโน้มจะมีการจ้างบริษัทที่ปรึกษาทุกลุ่มน้ำเพื่อจัดทำแผนขึ้นมา จะกลายเป็นแผนที่เร่งรีบและประชาชนไม่ยอมรับ ในกฎหมายน้ำยังมีมาตรการทางกฎหมายชัดเจน มีจับและปรับ จะเกิดคดีความขึ้นมากมาย ถ้าไม่มีกระบวนการที่ดีพอกลายเป็นคนใช้น้ำไม่จ่าย ใช้น้ำผิดวัตถุประสงค์ จนท.ไปวิ่งไล่จับ เกิดคู่กรณีตลอดไป กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ มองว่า ในระบบของการจัดการน้ำต้องเริ่มจากประนีประนอมและหากระบวนการพูดคุยข้อตกลงในพื้นที่ ก่อนบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด" รศ.ดร.สุจริตสะท้อนปัญหาที่จะเกิดขึ้น

นักวิชาการด้านน้ำและภัยพิบัติหยิบยกตัวอย่างลุ่มน้ำภาคตะวันออก จ.ระยอง ที่ใช้น้ำปริมาณมาก ซึ่งขาดแคลนน้ำ มีการผันน้ำจากลุ่มน้ำประแสเพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งผู้ประกอบกิจการยินดีจ่ายค่าน้ำ 3 บาท แต่มีคำถามกลับมาสามารถการันตีได้หรือไม่ว่า จะมีน้ำให้ใช้ปริมาณเท่านี้ๆ ตลอดเวลา แม้เจอภาวะแล้ง ภาคเอกชนห่วงจ่ายเพื่ออะไร เพราะกลไกการจ่ายเพื่อควบคุมดูแลการใช้น้ำ ลุ่มน้ำที่ขาดน้ำ เราเก็บเงินเพื่อให้ใช้น้ำน้อยลง หรือนำเงินไปทำให้เกิดน้ำมั่นคงขึ้น หรือชดเชยผู้ที่ไม่ได้ใช้น้ำ เพื่อลดภาระปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้กลไกกองทุนน้ำตามกฎหมายน้ำยังไม่ชัด จะเอาเงินไปทำอะไรเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ เพราะรัฐตีค่าเป็นการใช้ทรัพยากรน้ำ ไม่ได้การันตี แต่ฝ่ายเอกชนมองว่าจ่ายเงินแล้วต้องส่งน้ำมาตลอด แต่แง่บวกจากกฎหมายน้ำจะมีบัญชีการใช้น้ำอย่างชัดเจนขึ้น

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.สุจริตเสนอว่า ในกฎหมายน้ำ ควรมีบทเฉพาะกาลในช่วง 5 ปีแรก เริ่มจากความจำเป็นในลุ่มน้ำที่มีการใช้น้ำปริมาณมากก่อน เช่น ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ระยอง หาดใหญ่ ขอนแก่น เพื่อให้สังคมได้เรียนรู้และปรับตัว นอกจากนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ ระบบราชการไม่คล่องตัว อัตราข้าราชการถูกจำกัด ต้องมีกระบวนการเชื่อมกับจังหวัดเพื่ออุดช่องว่าง ซึ่งเราเสนอแนวคิด Water Manager องค์กรทำหน้าที่เชื่อมประสาน จะเป็นมหาวิทยาลัย องค์กรพัฒนาเอกชน หรือมูลนิธิ โดยนำเสนอให้ พ.ร.บ.น้ำ สามารถจัดจ้างหรือมอบหมายองค์การทำหน้าที่นี้ หลายมลรัฐในสหรัฐใช้ระบบนี้ เก็บค่าน้ำมาเพื่อจ้าง Water Manager เป็นตัวกลางประสานกับรัฐและให้บริการ ส่วนข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นต้องจัดเวทีเจรจาเพื่อหาข้อตกลงเชิงสังคมให้มากขึ้น

"จากที่ไม่เคยเก็บมาเรียกเก็บ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง และสร้างความเข้าใจ กฎหมายคาด   ว่าจะมีผลบังคับใช้ต้นปี 2561 ก็ต้องติดตามต่อไปแต่ละเรื่อง การจัดการลุ่มน้ำจะใช้แบบใด การจัดเก็บค่าน้ำกฎหมายกำหนดเพดานขั้นต่ำ เก็บไม่เกิน 3 บาท ในประเภทที่ 3 และประเภทที่ 2 ถ้าใช้ปริมาณน้ำเกินกว่ายังชีพจะเก็บหรือไม่ หรือปล่อยไปเลยเกษตรไม่เก็บ หรือจะให้ชุมชนเกษตรตั้งกติกาเอง ตลอดจนถ้าเกิดข้อพิพาทจะจัดการอย่างไร กรรมาธิการวิสามัญจะพิจารณาตัดสินหาข้อยุติเพื่อให้กฎหมายคลอดออกมา ซึ่งมีรายละเอียดขั้นตอนแก้ปัญหาอีกมาก" รศ.ดร.สุจริตกล่าว

ในท้ายนี้ รศ.ดร.สุจริตระบุว่า แนวคิดในการเก็บค่าน้ำมีหลายแบบ ประกอบด้วยใครใช้ต้องจ่ายค่าน้ำ แต่จ่ายแล้วผู้ประกอบการสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่สูงขึ้น แล้วรัฐนำเงินรายได้มาพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ต่อไป หรือเวลาเกิดน้ำท่วมก็นำเงินตรงนี้มาสมทบ รัฐบาลไม่ต้องออกทั้งหมดเมื่อเกิดปัญหา ซึ่งค่าใช้จ่ายเยอะมาก แต่อีกด้านหนึ่งในประเทศที่ยากจน ประชาชนมีอำนาจในการจ่ายค่าน้ำเท่าไหร่ ไม่ใช่เก็บจนประชาชนจน แล้วท้ายที่สุดรัฐบาลต้องเอาเงินไปช่วยเหลือประชาชนอีก เป็นการเสียเงินซ้ำซ้อน อีกแบบเก็บค่าน้ำจากคนรวยไปจ่ายคนจน สมมติกรุงเทพฯ เจอปัญหาขาดแคลนน้ำต้องให้พื้นที่โดยรอบไม่ทำนาเพื่อลดการใช้น้ำและทำให้มีน้ำประปาใช้ จะต้องเก็บค่าน้ำคนกรุงเพิ่มอีก 50 สตางค์ ต่อ ลบ.ม. เพื่อนำเงินไปช่วยชดเชยที่รัฐออก ซึ่งค่าน้ำที่เพิ่มขึ้นยังทำให้พฤติกรรมผู้ใช้น้ำดีขึ้น ประหยัดน้ำมากขึ้น เป็นการเก็บเงินจากคนมีอำนาจจ่าย ขณะเดียวกันยังมีกลไกไม่เก็บเงินค่าน้ำ แต่ให้ประหยัดผ่านการจัดสรรโควตาน้ำ เช่น มีพื้นที่ 10 ไร่ ให้โควตาน้ำ 5 ไร่ การใช้น้ำจะประหยัดเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งในต่างประเทศจะใช้ระบบโควตานี้เป็นเครื่องมือ ไม่ต้องใช้เงินดูแล เป็นการใช้แบบผสมผสาน ซึ่งมีความน่าสนใจ เป็นทางเลือกในการจัดการทรัพยากรน้ำ.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง