กม.ยาสูบไทย'ล้าหลัง-ตกยุค' ศจย.เผย22ปีลดนักสูบหน้าใหม่ได้แค่5แสน/เล็ดลอดไปได้หลายล้าน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 21 พฤศจิกายน 2560 00:00:45 น.

กรุงเทพฯ * ศจย.จัดประชุม "ผู้ผลิตพบผู้ใช้ ผลงานวิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ" ชี้ กม.ควบคุมยาสูบไทย ไม่ทันยุคสมัย ตั้งแต่ปี 34-58 สามารถลดนักสูบหน้าใหม่ได้เพียง 5 แสนคน ที่เล็ดลอดไปได้ กลายเป็นนักสูบหน้าเก่าหลายล้านคนในปัจจุบัน ชี้ต้องมีการปรับปรุง กม.เข้าถึงทุกกลุ่ม ไม่เหลื่อมล้ำ

วันที่ 20 พ.ย. ที่อาคารสาธารณสุขวิศิษฏ์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีการประชุม "ผู้ผลิตพบผู้ใช้ผลงานวิจัยและจัดการความรู้ เพื่อการควบคุมยาสูบ" จัดโดยศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) โดย ทพญ.ดร.ศิริวรรณ พิทยรังสฤษฏ์ ผู้อำนวยการ ศจย. กล่าวว่า ผลการประเมินการปฏิบัติตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบของประเทศไทย ในปี พ.ศ.2559 โดยคณะทำงานวิชาการของ ศจย.ร่วมกับภาคีเครือข่ายและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง พบว่ากฎหมายในหลายมาตรายังมีข้อบกพร่อง ไม่ทันต่อยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งโจทย์ของงานวิจัยคือ จะทำอย่างไรให้การควบคุมทันต่อบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป และให้สอดคล้องกับอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ไม่ใช่ว่ามีการคิดแผนการควบคุมไว้ 10 ปีข้างหน้า แต่กว่าจะถึงเวลานั้นบริบททางสังคมก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ดังเช่นในปี พ.ศ.2534-2558 มีการควบคุมนักสูบหน้า ใหม่ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมผลิต ภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2535 อย่างหนัก จนสามารถลดจำนวนนักสูบหน้าใหม่ได้ถึง 5 แสนคน แต่ขณะเดียวกัน การดำเนินการควบคุมกลับไม่สอดคล้องกับเมื่อ 10 ปีก่อนหน้า ที่มาตรการควบคุมนักสูบหน้าใหม่เอาไม่อยู่ ส่งผลให้มีจำนวนนักสูบหน้าเก่ามีหลายล้านคนในปัจจุบัน

ดังนั้นภาพรวมในการ ดำเนินงานที่จำเป็น ในการ ออกกฎหมายรอง ตาม พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมาย จะต้องมีการเพิ่มองค์ความรู้ ราย ละเอียดอนุบัญญัติที่ทันต่อเหตุ การณ์ต่อประชาชน การศึกษาการควบคุมที่ทันต่อเหตุการณ์ อาจจะศึกษาจากต่างประเทศที่มีการออกกฎหมายก่อนหน้าแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงในการโดนบริษัทอุตสาหกรรมฟ้องร้อง การเพิ่มงานวิจัยเพื่อพัฒนาสื่อรณรงค์เพื่อการลด ละ เลิก ผลิตภัณฑ์ยาสูบ (มาตรา 36) (ภายใน 180 วัน) และเพิ่มพื้นที่ประกาศต่างๆ อย่างไรก็ตาม การเกิดนวัตกรรมควบคุมต่างๆ ก็ต้องยึดหลักความเสมอภาค การเสนอให้มีการใช้แอปพลิเคชันต่างๆ หรือสติกเกอร์ไลน์เป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่ก็ต้องมีการนำเสนอกับคนได้ในทุกๆ กลุ่ม ศจย.จะได้มีการติดตามงานของคณะกรรมการควบคุมยาสูบ ทั้งในระดับจังหวัด ระดับชาติ รวมทั้งกรมสรรพสามิตที่มีหน้าที่เรียกเก็บเงินกับบริษัทอุตสาหกรรมยาสูบ ว่าจะมีการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบในระยะเปลี่ยนผ่าน พ.ร.บ.อย่างไร เพื่อนำมาใช้ศึกษาในงานวิจัยต่อไป

ผศ.ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงกฎหมายและคำพิพากษาของศาลต่างประเทศเกี่ยวกับมาตรการซองบุหรี่แบบเรียบ ว่า กรอบสัญญาขององค์การอนามัยโลกว่าด้วยการควบคุมยาสูบ (FCTC) ที่องค์การอนามัยโลกออกเพื่อให้ประเทศสมาชิกใช้ปฏิบัติตาม ในมาตรา 11 การบรรจุหีบห่อและฉลากของผลิตภัณฑ์ยาสูบ (รูปแบบซองบุหรี่พร้อมป้ายคำเตือน) และมาตรา 13 การโฆษณายาสูบ การส่งเสริมยาสูบ การส่งเสริมการขายยาสูบและการให้การสนับสนุนโดยยาสูบ (ห้ามโฆษณาโดยเด็ดขาด) ใช้ในมาตรการการควบคุมซองบุหรี่แบบเรียบ หรือซองบุหรี่ที่จะต้องไม่มีการโฆษณาที่ดึงดูด และการควบคุมจะต้องไม่สุดโต่งและได้สัดส่วน ซึ่งในต่างประเทศได้เกิดการฟ้องร้องกันระหว่างรัฐบาลและบริษัทอุตสาหกรรมยาสูบ ยกตัวอย่างใน 3 ประเทศ ที่ได้มีการพิพากษาให้คดีเป็นที่สิ้นสุดไปแล้ว คือ ประเทศออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส โดยแม้จะมีการพิพากษาที่แตกต่างกันไป แต่ประเด็นที่มักมีการฟ้องร้องจะมีทิศทางและรูปแบบเดียวกัน

"หากประเทศไทยจะนำบทเรียนจากกฎหมายนานาชาติเพื่อมาปรับใช้ในการดำเนินการควบคุมยาสูบ ก็ต้องระวังใน 2 เรื่อง คือ เรื่องการไม่เลือกปฏิบัติ และการได้สัดส่วนไม่มีการลบยี่ห้อสินค้า."

ADVERTISEMENT