คอลัมน์: รายงานพิเศษ: สิ้น 'สุรินทร์' กระทบ 'ปชป.' หาคนชิง 'ผู้ว่าฯ กทม.' ใหม่

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 4 ธันวาคม 2560 00:00:06 น.

การจากไปอย่างกะทันหันของ "อับดุลฮาลีม บินอิสมาแอล พิศสุวรรณ" หรือ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน สร้างความตกตะลึง เสียใจ และเสียดายให้กับคนจำนวนไม่น้อย เพราะเขาถือเป็นนักคิดนักพัฒนาที่ครบเครื่องและถึงพร้อมทุกอย่าง ทั้งด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิ ประสบการณ์ชีวิต และประสบการณ์การทำงาน เป็นบุคลากรทรงคุณค่าคนหนึ่งที่เชื่อว่าจะสร้างสังคมสู่โฉมหน้าใหม่

ภายหลังจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ดร.สุรินทร์เริ่มต้นการทำงานด้วยการเป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และก้าวสู่สนามการเมืองเลือกตั้งระดับชาติในปี 2529 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และเป็น ส.ส.นครศรีธรรมราช ถึง 7 สมัย ทั้งยังเป็นรัฐมนตรีช่วย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญจุดหนึ่งในชีวิต ซึ่งนักการเมืองน้อยคนนักจะเอื้อมถึง คือ การคว้าเก้าอี้เลขาธิการอาเซียนมาครอง ระหว่างปี 2551-2556 กระนั้นครั้งหมดวาระดำรงตำแหน่งเขายังคงเดินหน้ารับเป็นผู้บรรยาย และหลายครั้งสวมบทเป็นครูให้ความรู้ในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับสังคม เศรษฐกิจ และอาเซียน อีกทั้งใช้เวลาไปกับการแสวงหาวิทยาการเพิ่มเติมและเปิดโลกใหม่โดยการเดินทางไปทั้งในและต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ เรียกว่าใช้ชีวิตราวกับเป็นวัยรุ่นหนุ่มสาวที่มีพลังเต็มเปี่ยมพร้อมเรียนรู้สิ่งรอบตัวตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ ดร.สุรินทร์ เนื้อหอม และทุกครั้งที่มีกระแสข่าวเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค มักจะมีชื่อเป็นแคนดิเดตคู่กับ "ดร.ซุป" ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด : UNCTAD) ทุกครั้งไป

หรือแม้แต่ในช่วงรอยต่อที่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องเฟ้นหาบุคคลที่มีความเหมาะสมลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครนั้น แน่นอน หนีไม่พ้นคนชื่อ "สุรินทร์" และก่อนหน้าไม่กี่เดือนที่จะเสียชีวิตลงนั้น เขามีแพลนจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นพ่อเมือง กทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ และวางแผนจะปฏิรูปเมืองหลวงของประเทศ

ตามคลิปวิดีโอที่มีการเผยแพร่ผ่านโลกโซเชียล เขาระบุว่า "คิดจะปฏิรูปประเทศไทย 4.0 ถ้ายังปฏิรูปกรุงเทพฯ ไม่ได้ อย่าหวัง เคยพูดกับอภิรักษ์ (โกษะ โยธิน) กับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ (บริพัตร) ว่าทำให้กรุงเทพฯ เป็นหัวหอกของการปฏิรูป ทำให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพก่อนได้ไหม แล้วไปสร้างเครือข่ายความเชื่อมั่นในจังหวัดต่างๆ เพื่อให้เป็นพื้นที่ที่มีจัดการอย่างสะอาด บริสุทธิ์ โปร่งใส ถ้าทำได้ ภาพของประเทศไทย และภาพของหน่วยงานในประเทศไทย ที่ถูกมองว่าการจะเข้ามาลงทุนในไทย แบ่งไว้ก่อน 30 เปอร์เซ็นต์ เพื่อการคอร์รัปชัน ก็จะหายไป ความสามารถของเราจะเพิ่มขึ้น"

และว่าอีกว่า "ผมคิดว่าคนชนชั้นกลางต้องการความโปร่งใส ต้องการความแน่นอนชัดเจนของกฎหมาย ต้องการความต่อเนื่องของนโยบาย ต้องการความบริสุทธิ์ในการบริหารต้องการความบริสุทธิ์ในการบริหารจัดการ ตรงไปตรงมา ถ้าเป็นแบบนั้น ความสามารถของเราต้องเพิ่มขึ้นแน่ๆ เพราะ 30-40 เปอร์เซ็นต์ไม่ต้องจ่าย ถ้ากรุงเทพฯ ยังเป็น 0.4 อยู่ คงจะทำให้ประเทศไทยเป็น 4.0 ยาก

.. สิ่งที่ผมเห็นว่ากรุงเทพฯ จะทำได้คือการเป็นหัวหอกของการเปลี่ยนแปลง หัวหอกของการปฏิรูป หัวหอกของการแก้ไขปัญหาหลายอย่างที่ประเทศไทยประสบปัญหาในขณะนี้ แต่ถ้ากรุงเทพฯ ทำไม่ได้ ยากที่จะเห็นประเทศไทยเป็นหนึ่งในอาเซียน"

จากการแสดงวิสัยทัศน์บนโต๊ะอาหาร ประกอบกับประวัติชีวิตส่วนตัวที่ฝ่าฝันอุปสรรค ไม่ย่อท้อในการร่ำเรียน ที่ถือว่าสำเร็จการศึกษาขั้นสุดของชีวิตคนคนหนึ่ง ถือเป็นโปรไฟล์ที่ดีเยี่ยมสำหรับการลงสมัครเลือกตั้งทั้งในเวทีระดับประเทศและเวทีท้องถิ่น

มาวันนี้ ภายใต้แบรนด์ "ประ ชาธิปัตย์" สูญเสียนักการเมืองน้ำดี ขณะเดียวกันเวลาของการเลือกตั้งท้องถิ่นขยับใกล้เข้าเรื่อยๆ อาจเป็นงานหนักที่พรรคจะต้องเร่งเฟ้นหาผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หน้าใหม่ ซึ่งจะต้องพอฟัดพอเหวี่ยงกับตัวเต็งจากฝั่งเพื่อไทยอย่าง "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" ให้ได้ซึ่งจน ณ นาทีนี้ ยังไม่รู้ใครจะเป็นตัวแทนคนต่อไป.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง