ข่าวอินโฟเควสท์
17:01 (เพิ่มเติม) เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายที่อัฟกานิสถาน ล่าสุดเสียชีวิตแล้ว 31 ราย   สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในถนนแห่งหนึ่งทา…
16:59 ฝรั่งเศสสั่งอพยพผู้คนที่วิหารมงแซ็งมีแชล หลังถูกขู่โจมตี   สถานีโทรทัศน์ BFMTV ของฝรั่งเศสรายงานว่า ทางการฝรั่งเศสได้สั่งอพยพผู้คนที่วิหารมงแซ็…
16:46 อิหร่านเตือนเกาหลีเหนืออย่าไว้ใจสหรัฐ ชี้ดูข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านเป็นตัวอย่าง   นายโมฮัมหมัด จาวาด ซารีฟ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของอิหร่าน …
16:27 สธ.เตือนประชาชนดูแลสุขภาพในช่วงอากาศร้อนจัด เตรียมพร้อมทีมแพทย์ฉุกเฉินสำหรับให้บริการ   นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกก…

คอลัมน์: เกาะติดเศรษฐกิจ: ต่อต้านคอร์รัปชันให้สิ้น...เพื่อแผ่นดินไทยอยู่รอด

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 11 ธันวาคม 2560 00:00:57 น.
ธนวรรธน์ พลวิชัย
ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ
และรองอธิการบดีฝ่ายอาวุโสวิชาการและงานวิจัย

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

เมื่อวันเสาร์ที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ เป็นการต่อต้านการคอร์รัปชันในประเทศไทยหลายกิจกรรมในทุกจังหวัด เนื่องจากในวันที่ 9 ธันวาคมของทุกปีถือเป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล ซึ่งรัฐบาลและ คสช.ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาการทุจริต ให้เป็นวาระเร่งด่วนและวาระแห่งชาติ

โดยในวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี นนทบุรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มอบรางวัลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ ประจำปีงบประมาณ 2559-2560 (ITA Awards) และรางวัลประกวดคำขวัญในงาน "Zero Tolerance คนไทยไม่ทนต่อการทุจริต" เพื่อทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์แสดงพลังของรัฐบาล ข้าราชการ นักธุรกิจและประชาชนที่ดี เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันในการต่อต้านปราบปรามคอร์รัปชันของประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันใกล้ พร้อมทั้งตระหนักถึงภัยร้ายแรงและความสำคัญในการปราบปรามและต่อต้านคอร์รัปชัน

ภาพที่เห็นในวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้ผมนึกถึงวลี "ต่อต้านคอร์รัปชันให้สิ้น... เพื่อแผ่นดินไทยอยู่รอด" หรือ "คอร์รัปชันคือมะเร็งร้ายของสังคมไทย" ซึ่งเป็นประโยคทองที่ผมได้ยินบ่อยครั้งมากตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติให้พวกเราคนไทยทุกคนรู้ว่าการ "คอร์รัปชัน" หรือ "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" เป็นมะเร็งร้ายของสังคมไทย ที่สามารถคร่าชีวิตประเทศไทยให้ล้มละลายล้มหายตายลงไปได้ หากพวกเราคนไทยด้วยกันเองไม่เร่งป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ให้ลดลงหรือหมดไปจากประเทศไทยอย่างรวดเร็วภายในชั่วอายุของพวกเราในปัจจุบัน ไม่เช่นนั้นคนรุ่นเราจะส่งมอบประเทศไทยที่อ่อนแอหรือใกล้ตายให้กับลูกหลานของเรา

ปัญหาคอร์รัปชันเป็นปัญหาเรื้อรังมานานและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น หากพวกเราคนไทยไม่ร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง เพราะภาพลักษณ์ของประเทศไทยเกี่ยวกับปัญหาคอร์รัปชันไม่ดีเลยตลอดช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาในสายตานานาชาติ ซึ่งวัดจากดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index : CPI)     ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency           International : TI) ที่เริ่มจัดทำตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 เป็นต้นมา ปรากฏว่าค่า CPI ของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ.2538-2559 อยู่ระหว่าง 28 ถึง 38 เท่านั้น ไม่เคยได้คะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 50 จากคะแนนเต็ม 100 เลย หรือเรียกง่ายๆ ว่าประเทศไทยสอบตกเรื่องการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันมาโดยตลอดในสายตานานาชาติ และจากรายงานล่าสุดในปี 2559 อยู่ในลำดับที่ 101 จาก 176 ประเทศ โดยได้ 35 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ลดลง 3 คะแนน เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่ได้ 38 คะแนน และอยู่ในอันดับ 76 จาก 168 ประเทศ ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา ที่ประเทศไทยถูกจัดลำดับปัญหาคอร์รัปชันที่แย่เกินกว่าลำดับที่ 100  ของโลก หลังจากครั้งแรกที่ถูกจัดในอันดับที่ 102 จาก 177 ประเทศที่ถูดจัดอันดับ

และคงไม่ต้องพูดถึงโทษภัยของปัญหาคอร์รัปชันที่มีต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยมากนัก เพราะทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้ว แต่อาจจะขอย้ำให้เห็นสั้นๆ โดยอ้างถึงผลการสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เรื่องดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย (Corruption Situation Index : CSI) ที่แถลงข่าวทุกครึ่งปีตั้งแต่เดือนธันวาคม 2553 ถึงเดือนมิถุนายน 2560 พบว่าประเทศไทยต้องมีการสูญเสียงบประมาณไปกว่าปีละ 2-3 แสนล้าน หรือประมาณร้อยละ 10 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี (ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงมาก) จากการเรียกเงินพิเศษ ซึ่งจากผลการสำรวจมีค่าเฉลี่ยประมาณ 25-35% ของวงเงินโครงการของรัฐที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะในช่วงปี 2554-2556 และต้องตะลึงเมื่อมีผู้ให้ข้อมูลบางรายบอกว่าบางโครงการมีการเรียกเก็บเงินพิเศษสูงถึง 50-70% ในอดีต

ข้อมูลล่าสุดของ CSI ที่สำรวจในเดือนมิถุนายน 2560  พบว่า ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ (แม้จะมีปัญหาในระดับที่ยังคงรุนแรงอยู่ก็ตาม) หลังจากที่รัฐบาลชุดปัจจุบันมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันให้เป็นวาระแห่งชาติ และมุ่งเน้นการสร้างระบบ  การปรับปรุงกฎระเบียบและกฎหมาย ตลอดจนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้โปร่งใส่และป้องกันไม่ให้เกิดการรั่วไหลได้ง่าย ส่งผลให้การสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยล่าสุด พบว่า อัตราการจ่ายเงินพิเศษลดลงจากระดับ 25-35% เหลือเพียง 5-20% วงเงินโครงการของรัฐที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าหากรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันสามารถแก้ไขให้ลดลงได้อย่างต่อเนื่อง

"Zero Tolerance" คือระดับของการทานทนต่อปัญหาคอร์รัปชันของประชาชนในประเทศของเท่ากับศูนย์จากคะแนนเต็ม 10 ซึ่งหมายความว่าประชาชนจะทนไม่ได้เลยถ้าประเทศมีปัญหาคอร์รัปชัน (คะแนน 0 คือ ทนไม่ได้เลย คะแนน 10 คือ ประชาชนไม่สนใจเลยถ้ามีปัญหาคอร์รัปชัน) ซึ่ง "Zero Tolerance" เป็นเป้าหมายล่าสุดของยุทธศาสตร์ชาติเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชันของ ป.ป.ช. จากการสำรวจล่าสุดของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ระดับการทานทนต่อปัญหาคอร์รัปชันในการสำรวจ CSI อยู่ที่ระดับ 2.2 ลดลงจากระดับ 3.1 ในปี 2554

ในปีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศก้องให้คนไทยรับรู้ทั่วกันว่า "รัฐบาลได้ร่างระเบียบการนำยุทธศาสตร์และการพัฒนาในภาครัฐ เพื่อให้มีการดำเนินการในทิศทางเดียวกัน พร้อมกับสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน เพื่อรู้ถึงพิษภัยและอันตรายในการทุจริต โดยต้องเริ่มที่สังคม เริ่มจากตัวเอง ถ้าทำได้ทุกอย่างจะเบาลงและหมดไปในที่สุด ปัจจุบันแม้สถานการณ์ในประเทศไทยจะดีขึ้น คนทุจริตได้ถูกต่อต้าน และถูกลงโทษ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องทำต่อไป แม้จะมีการต่อต้านจากผู้ที่กระทำความผิด แต่รัฐบาลก็ต้องทำต่อไป เพราะเรายอมรับไม่ได้ เราต้องไม่เปิดโอกาสให้มีการทุจริตอีกต่อไป" ผมขอยกมือเชียร์สนับสนุนเต็มที่ด้วยหัวใจทั้ง 4 ห้อง และแขนทั้ง 2 ข้างเลยครับ.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง