พระครูวาทีธรรมรส เทศนาสอนญาติโยมให้ทำดี ชีวิตเป็นสุข

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม 2560 00:00:39 น.
สนธยา ทิพย์อุตร

วัดบ้านเค็งใหญ่แม้จะเป็นวัดไม่โด่งดัง ไม่เป็นที่รู้จักของผู้คนมากนัก แต่ถือว่าเป็นวัดเก่าแก่ มีโบราณสถาน และวัตถุโบราณที่เก่าแก่ ควรค่าแก่การกราบไหว้บูชาและอนุรักษ์ยิ่ง

วัดบ้านเค็งใหญ่ ต.เค็งใหญ่ อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ ห่างจากตัวเมืองอำนาจเจริญด้านทิศใต้ ไปตามถนนชยางกูร (อำนาจ-อุบลฯ สายหลัก) ประมาณ 10 กิโลเมตร ถึงสามแยกเข้าถนนสายรองอีก 8 กิโลเมตรก็จะถึงหมู่บ้านเค็งใหญ่ ซึ่งวัดบ้านเค็งใหญ่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน บนเนื้อที่ 8 ไร่เศษ พระครูวาทีธรรมรสเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านเค็งใหญ่ ดูแลพระสงฆ์ 3 รูป สามเณรไม่มี แม่ชีไม่มี มัคนายก 1 คน สังกัดมหานิกาย ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2352 อายุ 208 ปี

สำหรับวัดเค็งใหญ่ ถือว่าเป็นวัดที่โดดเด่นทางการศึกษา เนื่องจากโรงเรียนพระปริยัติธรรมเปิดสอนเมื่อปี พ.ศ.2490 และมีหลักฐานปรากฏเป็นที่แน่ชัดว่ามีครูบาอาจารย์เคยพำนักจำพรรษาและศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่วัดเค็งใหญ่แห่งนี้หลายรูป เช่น หลวงปู่แหวน สุจิณโน วัดดอยแม่ปิง จ.เชียงใหม่ หลังจากได้รับการบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อปี พ.ศ.2439 อายุ 9 ปี ถูกส่งไปเรียนมูลกัจจายน์ที่วัดสร้างถ่อ อ.หัวตะพาน จ.อุบลราชธานี ปัจจุบัน อ.หัวตะพาน ขึ้นกับ จ.อำนาจเจริญ ซึ่งสมัยก่อน จ.อุบลราชธานีมีสำนักเรียนทางสงฆ์ที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังมาก เช่น สำนักเรียนบ้านไผ่ใหญ่ บ้านเค็งใหญ่ บ้านหนองหลัก บ้านสร้างถ่อ (ทั่วอีสานมี 15 จังหวัด) พระสงฆ์ที่ต้องการศึกษาหาความรู้ต้องเรียนมูลกัจจายน์ตามสำนักเรียนดังกล่าว เรียนจบหลักสูตรเรียกว่าเป็นปราชญ์ เพราะเป็นหลักสูตรที่เรียนยาก มีผู้เรียนสำเร็จน้อยมาก ต่อมาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลักสูตร ดังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้การเรียนกัจจายน์ถูกลืมเลือน

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หรือพระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ แห่งวัดหินหมากเป้ง ต.พระพุทธบาท อ.ศรีเมืองใหม่ จ.หนองคาย ได้ติดตามพระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์ (หลวงปู่สิงห์ ขนฺตฺยาคโม) รอนแรมไปในป่าเขาเป็นเวลาเดือนกว่าจึงมาถึงเมืองอุบลฯ หลวงปู่เทสก์ได้บรรพชาเป็นสามเณร โดยมีพระอาจารย์ลุย วัดบ้านเค็งใหญ่ เป็นพระอุปัชฌาย์ จากนั้นได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมจนสอบนักธรรมชั้นตรีได้ตอนอายุ 20 ปี และวันที่ 26 พ.ค.2466 จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดสุทัศน์ อ.เมืองอุบลราชธานี โดยพระมหารัฐ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นพระกรรมวาจาจารย์

หลวงปู่ชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี หลังจากที่หลวงปู่ชาอุปสมบทได้ 2 ปี ในปี พ.ศ.2484 ท่านได้ตัดสินใจออกแสวงหาความรู้ในต่างถิ่น โดยไปพำนักยังวัดสวนสวรรค์ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี และไปเรียนหนังสือที่สำนักเรียนวัดโพธิ์ตาก วัดบ้านหนองหลัก ต.เหล่าบก อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี และวัดเค็งใหญ่ จ.อำนาจเจริญ ท่านได้ศึกษานักธรรมชั้นโทจนสอบนักธรรมชั้นโทได้ที่วัดแห่งนี้ ท่านจำพรรษาที่นี่ 2 พรรษา จึงย้ายกลับไปอยู่ที่วัดหนองหลักในปี พ.ศ.2486

นอกจากนี้ยังมีหลวงปู่ธีร์ เขมจารี หรือพระมงคลวราจารย์ วัดมิ่งเมืองพัฒนาราม บ้านนาก้านเหลือง ต.ภูเวียง จ.ขอนแก่น เคยเดินทางไปศึกษาภาษาบาลีไวยากรณ์ที่วัดบ้านเค็งใหญ่ อ.หัวตะพาน อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี ในปี พ.ศ.2475 อีกด้วย

พระครูวาทีธรรมรสอายุ 90 ปี 72 พรรษา เจ้าอาวาสวัดบ้านเค็งใหญ่รูปปัจจุบัน เป็นพระนักพัฒนา พระนักเทศน์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือศรัทธามาก ที่ผ่านมาได้เทศนาสั่งสอนให้ความรู้แก่พุทธศาสนิกชน โดยเน้นเรื่องการทำดี เป็นพลเมืองดีของประเทศ และให้ประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ก็จะส่งผลให้การดำเนินชีวิตราบรื่นและมีแต่ความสุขตลอดไป

เมื่อฟังคำสอนเทศนาของหลวงปู่หนูเพื่อนำไปปฏิบัติแล้ว ควรแวะชมศิลปะทางวัฒนธรรมโบราณเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี เช่น อุโบสถ หรือชาวอีสานเรียกว่า สิม ขนาดกว้าง 7 เมตร ยาว 14 เมตร ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.2368 อายุ 190 ปี นับว่าเป็นสิมที่เก่าแก่มากอีกแห่งหนึ่ง ภายในสิมจะพบเห็นภาพวาด ภาพเขียน เรียกว่าจิตรกรรมฝาผนัง เป็นการบอกเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ ดูแล้วมีความวิจิตรสวยงามมาก ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และหาชมได้ยากยิ่ง

นอกจากนี้ ด้านทิศตะวันออกใกล้กับกำแพงวัด จะพบเห็นโปงไม้แขวนอยู่ สูงจากพื้นดินราว 50 เซนติเมตร มีหลังคาครอบไว้ อายุประมาณ 200 ปี ใช้ตีเสียงดัง วิธีตีจะใช้ไม้กระทุ้งเป็นระยะๆ ตีเฉพาะตอนเช้า ก่อนพระออกบิณฑบาตจะต้องตีโปงไม้ก่อน เป็นสัญญาณให้ชาวบ้านได้เตรียมตัวใส่บาตรพระ สำหรับโปงไม้วัดในชนบทยังมีให้เห็นและยังใช้ได้ดี แต่วัดในเมืองไม่มีแล้ว ตีระฆังแทน ซึ่งโปงไม้ตั้งอยู่ใกล้กับหอระฆัง ว่ากันว่าระฆังก็มีอายุกว่า 100 ปีเช่นกัน

ส่วนด้านหลังวัดยังมีสระน้ำขนาดกลาง กำหนดให้เป็นเขตอภัยทาน ซึ่งพุทธศาสนิกชนผู้ใจบุญทั้งหลายจะนำปลามาปล่อยเป็นประจำ จึงมีปลาหลากหลายชนิดแหวกว่ายอยู่ในสระเพื่อรออาหารจากผู้ใจบุญเข้ามาให้ทานอาหารนั่นเอง...

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง