โหมกลบข่าวขาลง ดิ้นสืบทอดอำนาจ จุดไฟการเมือง

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม 2560 00:00:57 น.
ทีมข่าวการเมือง

"การใช้อำนาจรัฐเพื่อทำให้ฝ่ายตัวเองได้เปรียบ และทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียเปรียบ ยิ่งจุดชนวนความขัดแย้งทางการเมืองและทำให้เกิดความคับแค้นมากขึ้น จึงไม่แปลกที่มีเสียงยุให้พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยจับมือกันสกัดนายกฯ คนนอก และอาจร่วมจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้าด้วย"

ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลช่วงนี้น่าจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการประโคมข่าวเร่งผลักดันนโยบายแก้ไข ปัญหาความยากจน การเสนอให้รีเซตสมาชิกพรรคการเมือง และถึงขั้นเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตว่ากำลังสมคบคิดเพื่อยื้อเลือกตั้งและสืบทอดอำนาจหรือไม่

โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ติดตามนโยบายรัฐบาลในจังหวัดกาฬสินธุ์

ในวันที่ 25-26 พ.ค. ก็จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ที่ จ.พิษณุโลก และสุโขทัย

สัปดาห์ก่อนก็มีการประชุม ครม.นอกสถานที่ที่ จ.สงขลา และลงพบปะรับฟังปัญหาประชาชนคนพื้นที่ใน จ.ปัตตานี

สำหรับที่ จ.กาฬสินธุ์ พล.อ.ประยุทธ์ ได้สวมเสื้อพื้นเมืองภูไทกาฬสินธุ์ และขึ้นรถอีแต๊กเยี่ยมชมวิถีชีวิตชาวบ้าน โดยมีชาวบ้านรอต้อนรับตลอดสองข้างทาง  และตะโกนขอให้เป็นนายกฯ ต่อไปอีก 10 ปี และยังได้ร่วมฟ้อนภูไทกับชาวบ้าน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยระบุว่า จ.กาฬสินธุ์ ถือเป็นจังหวัดนำร่องในการพัฒนาไปสู่จังหวัดที่หลุดพ้นจากความยากจน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกับประชาชนตอนหนึ่งว่า  "ได้ยินฝั่งหนึ่งบอกเลือกตั้งเร็วๆ ส่วนอีกฝั่งบอกให้เป็น  นายกฯ ต่อไปอีก 10 ปี ไปตกลงกันให้ได้ก่อน ที่บอกว่าให้เป็นนายกฯ ต่อไปนานๆ เดี๋ยวค่อยมาว่ากัน และอยู่ที่พวกเราจะให้อยู่ต่อหรือไม่ ถ้าให้อยู่ก็อยู่ได้"

และเมื่อวันศุกร์ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบูรณาการนโยบายพัฒนาภาคและพื้นที่ (ก.บ.ภ.) นัดแรก หลังจากได้จัดตั้ง ก.บ.ภ.ขึ้นมาใหม่ โดยให้ความสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ระดับภาค  มุ่งเน้นงบประมาณลงสู่พื้นที่ให้มากขึ้น พร้อมจัดทีมแก้ปัญหาความยากจน ตัวถึงตัว ใจถึงใจ เอาปัญหามาแก้ไขให้ได้

รัฐบาล-คสช.กุมอำนาจรัฐมากว่า 3 ปีแล้ว การลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากประชาชน ควรจะเป็นกิจกรรมของรัฐบาลในช่วงแรกๆ รวมทั้งการทุ่มงบประมาณแก้ปัญหาความยากจนต่างๆ ทำไมเพิ่งมาโหมในช่วงกำลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ที่น่าสนใจ ในการลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ ทุกครั้งไม่ต่างจากนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง คล้ายกับกำลังโหมหาเสียงจากชาวบ้าน ทั้งที่เป็นนายกฯ ที่มาจากการยึดอำนาจรัฐประหาร และได้เวลาต้องลงจากอำนาจแล้ว

แต่กลับทำเหมือนส่งสัญญาณการเตรียมสืบทอดอำนาจ ผ่านการเลือกตั้งครั้งหน้า

โดยมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สอดรับกัน เมื่อ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป ยื่นหนังสือถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมระหว่างสมาชิกพรรคการเมืองและพรรคการเมือง อ้างว่ากฎหมายดังกล่าวทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างสมาชิกพรรคการเมือง ถ้าจำเป็นต้องนำไปสู่การรีเซตสมาชิกพรรคการเมืองทั้งหมดก็ต้องทำ โดยให้สมาชิกพรรคทุกพรรคมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคใหม่ทุกพรรค

ขณะที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ทำหนังสือถึงประธาน สนช. ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเช่นกัน โดยอ้างว่าเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความเท่าเทียมในโอกาสทางการเมืองแก่พรรคการเมืองเก่าและพรรคการเมืองที่จะจัดตั้งขึ้นมาใหม่

ทั้งนายไพบูลย์และนายสุเทพประกาศตัวชัดเจนว่าจะหนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย โดยนายไพบูลย์เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ส่วนนายสุเทพก็มีกระแสข่าวว่ากำลังเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองเช่นเดียวกัน

ข้อเสนอดังกล่าว นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ออกมาขานรับให้มีการรีเซตสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ทั้งหมดเช่นกัน ขณะที่บรรดาพรรคการเมืองเดิมที่มีสมาชิกพรรคจำนวนหนึ่งอยู่แล้ว โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ประสานเสียงคัดค้าน โดยเห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เพราะยังไม่เป็นปัญหาอุปสรรคอะไร และไม่ได้ทำให้พรรคการเมืองใหม่เสียเปรียบอะไร

แม้แต่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็ไม่เห็นด้วย ระบุว่ากฎหมายปัจจุบันได้ให้ความเท่าเทียมกับทุกพรรค การเมืองเท่าที่จะทำได้ ยังไม่มีความได้เปรียบเสียเปรียบ อยู่ระหว่างพรรคการเมืองเก่าและใหม่ ตอนที่ร่าง กรธ.จึงไม่ได้คิดเรื่องเซตซีโร

ที่ไปไกลกว่านั้น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมาธิปไตย ได้เสนอให้การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ให้ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง เนื่องจากจะมีความเป็นอิสระ ไม่ผูกติดกับมติพรรค และสามารถแก้ปัญหาเรื่องความปรองดองได้ โดยรัฐบาลสามารถทำได้คือ ใช้มาตรา 44 หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ ส.ส.ไม่ต้องสังกัด และใช้ระบบเลือกตั้งแบบแบ่งเขตทั้งหมด 400 เขต โดยไม่ต้องมี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และมีเวลา 1 ปี โดยอ้างว่าหากภายหลังการเลือกตั้งยังเป็น ส.ส.ต้องสังกัดพรรค เชื่อว่าจะทำให้เกิดความขัดแย้งเหมือนที่ผ่านมา อาจทำให้เกิดมวลมหาม็อบออกมาขับไล่รัฐบาล และทำให้บ้านเมืองถึงทางตันเหมือนในอดีตและต้องรัฐประหาร

แม้นายสมศักดิ์จะยืนยันว่า ข้อเสนอทั้งหมดเป็นความคิดของตนคนเดียว ไม่ได้รับคำสั่งใครมา แต่เป็นที่ทราบว่านายสมศักดิ์มีความสนิทแนบแน่นกับ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ ท่ามกลางกระแสข่าวว่า คสช.เตรียมตั้งพรรคการเมืองด้วยเหมือนกัน

แน่นอนว่า ข้อเสนอสุดโต่งดังกล่าวได้รับเสียงต่อต้านจากทั่วสารทิศ ว่าเป็นแนวคิดถอยหลังเข้าคลอง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ได้ฟังข่าวดังกล่าวด้วยความปวดใจยิ่ง เพราะเป็นเรื่องการแก้ไขโครงสร้างทางการเมืองที่เป็นสาระสำคัญที่สุดของรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ไปแล้วเมื่อ 6 เม.ย.60 การกลับไปใช้ ส.ส.เขต 400 คนไม่สังกัดพรรค  จะนำไปสู่การเมืองไทยในยุค 30-40 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะเห็นการใช้เงินจำนวนมากกว้านซื้อ ส.ส.เพื่อให้ได้เสียงมาสนับสนุนหรือไม่ การไปแจกเงินในห้องน้ำสภาก่อนโหวตจะกลับมาอีกหรือไม่

ขณะที่ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตว่า "ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทั้งเรื่องการเสนอแก้กฎหมายพรรคการเมือง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นทฤษฎีสมคบคิดเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งหรือไม่ให้มีการเลือกตั้ง โดยมีการคิดเป็นขั้นเป็นตอน แล้วจึงมีการรับลูกแบบแบ่งหน้าที่กันทำ เป็นเรื่องที่ผู้มีอำนาจมีอิทธิพลในบ้าน

เมืองคิด" ด้าน นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวเช่นว่า การรีเซตสมาชิกพรรคการเมืองที่กำลังมีการเสนอกันจากตัวละครเดิมๆ ที่ล้วนเป็นผู้เอาการเอางาน มีบทบาทหลักในฐานะผู้สร้างเงื่อนไขให้เกิดการเข้ามายึดอำนาจจากฝ่ายทหาร เพื่อล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง ทั้งหมดล้วนเป็นคนหน้าเดิมที่กำลังออกมาสร้างกระแสให้ความต้องการของพวกตนบรรลุไปอีกขั้น เพื่อกระชับอำนาจและเพื่อสืบต่ออำนาจต่อไป

ข้อสังเกตเรื่อง คสช.เตรียมสืบทอดอำนาจโดยให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยเริ่มมีความชัดเจนขึ้น แม้รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้นายกฯ มาจากคนนอกได้ แต่การใช้อำนาจรัฐเพื่อทำให้ฝ่ายตัวเองได้เปรียบ และทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียเปรียบ ยิ่งจุดชนวนความขัดแย้งทางการเมืองและทำให้เกิดความคับแค้นมากขึ้น จึงไม่แปลกที่มีเสียงยุให้พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยจับมือกันสกัดนายกฯ คนนอก และอาจร่วมจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้าด้วย

รัฐบาล คสช.อาจจะหลงละเลิงว่า กว่า 3 ปีที่ผ่านมา ได้จัดการปัญหาบ้านเมืองจนประชาชนพึงพอใจ แต่หารู้ไม่ว่าสถานการณ์ปัจจุบันประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจปากท้องทำมาหากินลำบากกว่าเดิม การปฏิรูปประเทศก็ไม่มีความคืบหน้า ยังจะซื้อเวลาสืบทอดอำนาจต่อไปอีก

ที่สำคัญ ประชาชนที่ออกมาไล่รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชัน แต่มีข่าวรัฐบาลชุดนี้ทุจริตคอร์รัปชันเสียเอง  กรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ถูกตั้งข้อสงสัยไม่ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินในส่วนนาฬกาหรูและแหวนเพชร นายกรัฐมนตรีกลับออกมาปกป้องพวกพ้องกันเอง รวมทั้งการผลักดันนโยบายเอื้อประโยชน์กับกลุ่มทุนใหญ่ต่างๆ

พฤติกรรมของรัฐบาลทหารชุดนี้ จึงไม่ต่างกับรัฐบาลอื่นๆ ที่เมื่อมีอำนาจก็ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์พวกพ้อง และหาช่องสืบทอดอำนาจ จุดชนวนความขัดแย้ง เป็นวงจรอุบาทว์การเมืองไทย ที่ประชาชนต้องร่วมกันฝ่าวิกฤติกันอยู่ร่ำไป.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง