ข่าวอินโฟเควสท์
20:41 "สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์"เผยราคาบ้านสหรัฐพุ่งขึ้น 6.3% ในเดือนก.พ.   ผลสำรวจของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์ระบุว่า ดัชนีราคาบ้…
20:22 ดาวโจนส์ฟิวเจอร์พุ่งกว่า 100 จุด บ่งชี้วอลล์สตรีทดีดตัว ขานรับผลประกอบการแกร่ง   ดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าพุ่งขึ้นกว่า 100 จุดในวันนี้ บ่งชี้ว่าตลา…
20:14 บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัวต่อเนื่องวันนี้ จ่อแตะระดับ 3%   ณ เวลา 20.09 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 2.99…
19:59 ตำรวจสกัดแผนลอบสังหารนายกฯอินเดีย หลังรวบตัวอดีตมือระเบิด 58 ศพ   ตำรวจสามารถสกัดแผนการลอบสังหารนายนาเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย โดยสามารถจ…
19:29 "ล็อคฮีด มาร์ติน"เผยกำไร,รายได้พุ่งเกินคาดในไตรมาส 1   บริษัทล็อคฮีด มาร์ติน ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินรบ และอาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลก เปิดเผยกำไ…

คอลัมน์: กระจกไร้เงา: ย้อนรอยแอร์เอเชีย

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 29 ธันวาคม 2560 00:00:15 น.
ปฏิญญา สิงห์พิสาร

แม้จะเหลืออีกไม่กี่วันแล้วที่จะเข้าปีใหม่ จากที่คิดว่าคง ไม่มีเรื่องอะไรให้ตื่นเต้น กลับมาปังตอนเย็นของวันที่ 27 ธ.ค.60 เมื่ออยู่ๆ นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย แจ้งต่อตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ได้ซื้อหุ้น บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้น 55% ของสายการบินไทยแอร์เอเชีย จาก นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ และครอบครัว ในสัดส่วน 36.3% ราคา 4.70 บาทต่อหุ้น รวม 1,761 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 8,279 ล้านบาท และกลับมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อีกครั้ง

เป็นที่รู้กันว่า เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.59 AAV ได้แจ้งการเปลี่ยน แปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ว่า ครอบครัวแบเล เว็ลด์ ประกอบด้วย นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ นางสาวภัทรี แบเลเว็ลด์ และนางศิริธร แบเลเว็ลด์ ได้ขายหุ้น AAV ให้กับกลุ่มนายวิชัย ศรีวัฒนประภา จำนวน 1,891.59 ล้านหุ้น หรือ 39% ของทุนชำระของ AAV ในราคาหุ้นละ 4.20 บาท มูลค่าประมาณ 7,945 ล้านบาท เป็นผลให้โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ของ AAV เปลี่ยนแปลงไป โดยกลุ่มนายวิชัย ศรีวัฒนประภา เข้ามาถือหุ้นใน AAV จำนวน 1,931.59 ล้านหุ้น หรือ 39.82% ของทุนชำระของ AAV และครอบครัวแบเลเว็ลด์ถือหุ้นเหลือเพียง 242.50 ล้านหุ้น หรือ 5% ของทุนชำระของ AAV ทำให้กลุ่มคิงเพาเวอร์กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ทันที

ขณะเดียวกัน ในช่วงก่อนที่จะมีการแจ้งเปลี่ยนแปลงโครง สร้างผู้ถือหุ้น นายธรรศพลฐ์ยังได้เก็บเงียบมาตลอด แม้จะมีข่าวเล็ดลอดออกมา ซึ่ง ตลท.ได้ให้บริษัทชี้แจงถึงข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวถึง 3 ครั้ง ระหว่างวันที่ 7 เม.ย.-9 พ.ค.59 โดย AAV ได้ปฏิเสธข่าวดังกล่าว ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พ.ค.59 AAV แจ้งว่าได้สอบถามนายธรรศพลฐ์ และได้รับแจ้งจากนายธรรศพลฐ์ว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ และไม่มีการทำข้อตกลงใดๆ ในเรื่องการซื้อขายหุ้น AAV ให้กับกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์

แต่จากนั้นในวันที่ 13 มิ.ย.59 AAV ได้แจ้งต่อ ตลท.ว่าครอบครัวแบเลเว็ลด์ได้ขายหุ้น AAV ให้แก่กลุ่มนายวิชัย ศรีวัฒนประภา ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นช่วงเวลาไม่นานนักจากช่วงเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้บริษัทชี้แจงข้อมูล

หลังจากที่มีการตกลงกันเรียบร้อย ทั้ง 2 ฝ่ายได้จับมือกันออกมาแถลงถึงการร่วมมือครั้งนี้อย่างใหญ่โต โดยนายธรรศ พลฐ์ระบุว่า หลังขายหุ้นให้กลุ่มคิงเพาเวอร์จะยังบริหาร AAV ต่อไปร่วมกับตัวแทนของกลุ่มคิงเพาเวอร์อย่างน้อย 5 ปี รวมถึงยังคงแผนงานของ AAV สำหรับราคาซื้อขายหุ้นที่ราคา 4.20 บาทต่อหุ้นนั้น มองว่าเป็นราคาที่ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจ ไม่ได้คำนวณจากพื้นฐานใด หรืออ้างอิงกับราคาตลาด ซึ่งเทียบไม่ได้กับราคาปิดเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.59 ที่ปิดที่ 6 บาทต่อหุ้น และคาดว่าราคาที่ทำคำเสนอซื้อจากผู้ถือหุ้นส่วนที่เหลืออีก 60.17% ที่ราคา 4.20 บาทต่อหุ้นนั้น ก็อยู่ในช่วงราคาที่ยอมรับได้

ทางด้าน นายนายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ กล่าวว่า การเข้าซื้อหุ้น AAV เป็นการลงทุนในระยะยาวให้กับตนเองและครอบครัว โดยทั้ง 2 ธุรกิจต่างอยู่ในธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จะนำจุดแข็งมาทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น นอกจากนี้ ยังคาดว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 8 ปี จากการได้เงินปันผลทยอยกลับเข้ามา และยืนยันว่าไม่คิดเพิกถอน AAV ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ สำหรับเงินลงทุนในการซื้อครั้งนี้มาจากเงินส่วนตัวและเงินกู้จากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB)

แต่แล้วเวลาผ่านไป 1 ปี 6 เดือน กลับมีการแจ้งจากนายธรรศพลฐ์ ว่าได้เงินสนับสนุนจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) เข้ากว้านซื้อหุ้นคืนจากครอบครัวศรีวัฒนประภา เนื่องจากมีความผูกพันกับธุรกิจสายการบินที่ได้ลงมือลงแรงตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งสายการบิน และการถือหุ้นในสัดส่วนดังกล่าว ทำให้กำหนดทิศทางบริษัทได้แน่นอนมากขึ้น

ซึ่งในราคาหุ้นที่นายธรรศพลฐ์ซื้อคืนจากกลุ่มคิงเพาเวอร์อยู่ที่ 4.70 บาท สูงกว่าราคาที่ขายให้กลุ่มคิงเพาเวอร์ที่ 4.20 บาท เมื่อคำนวณส่วนต่างจะได้ที่ 0.50 บาท หรืออยู่ที่ประมาณ 335 ล้านบาท และที่สำคัญ ราคาหุ้น AAV เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.60 ปิดที่ 6.15 บาท หากนายธรรศพลฐ์ซื้อคืนที่ราคาบนกระดาน กลุ่มคิงเพาเวอร์จะได้กำไรเกือบ 3,000 ล้านบาท ก็น่าคิดตรงนี้ว่า ทำไมยอมขายในราคาที่ต่ำกว่ากระดาน ยอมเอากำไรแค่ 335 ล้านบาท และยังถือหุ้นไว้อีก 3%

เอาเป็นว่า รอให้ผู้บริหารของทั้งสองฝ่ายออกมาให้ข้อมูลกันดีกว่า ว่ามีความสนิทสนมกันมากเพียงใด ถึงได้ซื้อขายกันในราคาน่ารัก กระจุ๋มกระจิ๋มกันขนาดนี้ ที่แน่ๆ คนที่รับชะตากรรมก็คงจะเป็นนักลงทุนที่ถูกทิ้งกลางอากาศ โดยเฉพาะอากาศตอนนี้ที่ไม่ใช่แค่หนาวอย่างเดียว เจอฝนกระหน่ำอีกด้วย ก็คงต้องติดตามกันต่อไป.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง