คอลัมน์: กรองสถานการณ์: เลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสมเอื้อประโยชน์ 'พรรคสีเขียว'

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 6 มกราคม 2561 00:00:03 น.

การเลือกตั้ง ส.ส.ระบบ จัดสรรปันส่วนผสม ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นนวัตกรรมร่วมของ กรธ.และ กกต.ที่ให้คิดคำนวณคะแนน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อภายใต้การกาบัตรเลือกตั้งเพียง 1 ใบ ที่ต้องตัดสินใจภายใต้ 3 เงื่อนไข คือ 1.เลือก ส.ส. 2.คำนึงถึง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ 3.ผู้ที่เสนอตัวเป็นนายกฯ ผ่าน 3 รายชื่อตามบัญชีแนบท้ายของพรรคการเมือง ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ คสช.ต้องการลดขนาดพรรคการเมืองใหญ่ โดยเฉพาะเพื่อไทย มิให้ได้จำนวนเสียง ส.ส.ข้างมากในสภา เพื่อเป้าหมายทหารอยู่ในอำนาจต่อไป

สอดคล้องกับความคิดเห็นของนักการเมืองและนักวิชาการ ว่าเป็นระบบที่ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ เกิดรัฐบาลผสมที่ไร้เสถียรภาพ มีโอกาสที่จะซื้อเสียงมากขึ้น รวมทั้งพรรคการเมืองเล็กๆ อาจทยอยสูญหายไปเพราะไม่มีศักยภาพส่ง ส.ส.ครบทั้ง 350 เขต ที่จะต้องนำคะแนนจากการเลือกตั้งทั้งหมดมาเป็นฐานคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อจำนวน 150 คน

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอบทความ "ปัญหาของระบบเลือกตั้ง จัดสรรปันส่วนผสม ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" บางส่วน โดยยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยมีแนวโน้มจะได้ที่นั่ง ส.ส.ลดลง ขณะที่ประชาธิปัตย์เท่าทุน ส่วนพรรคขนาดกลางได้ประโยชน์เต็มที่

บทความระบุว่าในการเลือกตั้งปี 2554 พรรคเพื่อไทยได้คะแนนแบบแบ่งเขต จำนวน 14,125,219  คน หรือ 44.47% จากจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ใน ส.ส.เขตประเทศ 31,760,968 คน หากคิดคำนวณแบบใหม่ จะได้ ส.ส.ลดลง 22 คน โดยจะเหลือเพียง 222 คนเท่านั้น ประกอบไปด้วยเขตที่ได้ไปแล้ว 205 คน  และจะได้บัญชีรายชื่อเพิ่มอีก 17 คน เรียกได้ว่าหายไปถึง 43 คน จากเดิมที่ได้ในปี 2554 จำนวน 265  คน โดยเป็นเขต 205 คน และบัญชีรายชื่อ 60 คน

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้คะแนนแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในปี 2554 เท่ากับ 10,095,250 คน  หรือ 31.78% ของ ส.ส. 500 คน เท่ากับ 159 คน ดังนั้นก็จะได้ ส.ส.เท่ากับปี 2554 ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบอะไร เพราะเดิมได้ ส.ส.เขต 114 คน และบัญชีรายชื่อ 45 คน

ส่วนพรรคขนาดกลางอย่างภูมิใจไทย ซึ่งในการเลือกตั้งปี 2554 ได้คะแนนแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 3,483,133 คะแนน หรือ 10.97% หรือได้ ส.ส. 500 คน เท่ากับ 55 คน คือถ้าใช้ระบบเลือกตั้งของมีชัย ฤชุพันธุ์ การเลือกตั้งในปี 2554 พรรคภูมิใจไทยจะได้ ส.ส.เพิ่มจาก 34 คน จากเขต 29 คน  และบัญชีรายชื่อ 5 คน เป็น 55 คน หรือเพิ่มขึ้นอีก 21 คนเลยทีเดียว ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนาซึ่งได้คะแนนแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในปี 2554 เท่ากับ 1,515,320 คะแนน หรือ 4.77% ก็จะได้ ส.ส. 24 คน  แปลว่าชาติไทยพัฒนาจะได้เพิ่มจาก 19 คน ส.ส.เขต 15 คน บัญชีรายชื่อ 4 คน อีก 5 คน เป็น 24 คน

"พรรคการเมืองใหญ่ไม่น่าจะชอบระบบเลือกตั้งของร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะจะได้ ส.ส.น้อยลง ขณะที่พรรคขนาดกลางน่าจะชอบเพราะจะได้ ส.ส.มากขึ้น ส่วนพรรคขนาดกลางค่อนข้างเล็กและพรรคเล็กจะลำบากที่สุด อีกทั้งผลทางการเมืองที่เกิดขึ้นคือ พรรคขนาดกลางจะมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในตอนตั้งรัฐบาล"ข้อมูลบางส่วนจากบทความของนายปริญญาระบุ

ขณะที่นางสาวสง่า ทาทอง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็เคยให้ความเห็นว่าระบบการเลือกตั้ง จัดสรรปันส่วนผสมคงจะเป็นไปได้ยากที่พรรคการเมืองใดจะได้เสียง ส.ส.เกิน 250 เสียง

ขณะที่ กรธ.ในฐานะผู้คิดค้นระบบดังกล่าวกลับชี้แจงว่า ระบบเลือกตั้งนี้จะช่วยให้เสียงทุกเสียงมีความหมาย โดยคำนวณเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ จากเดิมคะแนนเสียงของผู้ที่ได้อันดับ 2 หรือ 3 ในแต่ละเขตจะเสียเปล่าไปทันที อีกทั้งยังทำให้คะแนนนิยมของพรรคกับจำนวน ส.ส.ที่ได้รับสอดคล้องกันมากขึ้น โดยคะแนนไม่เขย่งกันอย่างระบบเลือกตั้งที่กาบัตร 2 ใบ เช่นรัฐธรรมนูญ 2550

ส่วนที่บอกว่าพรรคขนาดกลางจะได้ประโยชน์หรือไม่ ยังไม่สามารถตอบได้เพราะยังไม่เคยใช้ระบบเลือกตั้งดังกล่าวนี้ อีกทั้งรูปแบบนี้ยังเป็นการเล่นจิตวิทยากับประชาชนที่ต้องกาบัตรเพียงใบเดียว ดังนั้นหากพรรคขนาดกลางไม่แน่จริง ประชาชนอาจไม่เลือกเนื่องจากการหากเลือกพรรคใหญ่จะได้เปรียบเพราะมีโอกาสเป็นรัฐบาล และสานต่อนโยบายที่ได้หาเสียงเอาไว้ รวมทั้งยังอาจได้นายกฯ ที่ต้องการอีกด้วย

กติกาการเลือกตั้งแบบใหม่ยังไม่ชัดเจนว่าพรรคการเมืองใดจะได้หรือเสีย แต่จากการสันนิษฐานตรงกัน คสช.เท่านั้นที่ได้ประโยชน์ เนื่องจากรัฐบาลทหารมีอำนาจรัฐ นโยบาย งบประมาณ และมาตรา  44 ทั้งช่วงเลือกตั้งและช่วงจัดตั้งรัฐบาล ที่สามารถจับมือกับพรรคการเมืองต่างๆ หรือหนุนพรรคการเมืองของตัวเองหากมีการตั้งพรรคขึ้น ที่ขณะนี้มีชื่ออดีตนักการเมืองทางฝั่ง คสช.เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์  รองนายกฯ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่มมัชฌิมา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ  เลขาธิการ กปปส.

โดยมี ส.ว.สรรหาจำนวน 250 คนที่ทหารเป็นผู้แต่งตั้งสนับสนุน รวมทั้งกลไกในองค์กรอิสระต่างๆ โดยเฉพาะ กกต., ป.ป.ช.ที่คนของ คสช.เป็นผู้เลือกเข้ามาเป็นองคาพยพเพื่อสืบทอดอำนาจตามยุทธศาสตร์ชาติต่อไป

ในช่วงโค้งสุดท้ายไปจนถึงเลือกตั้งปลายปี 2561 หาก คสช.ไม่สะดุดขาตัวเองเพราะทำเศรษฐกิจพังพินาศ หรือเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นมา รัฐบาลหน้าอาจยังอยู่ภายใต้ร่มเงาทหารต่อไป  เว้นแต่สองพรรคใหญ่จับมือกันเกิน 376 เสียง.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง