หัวหน้าบีอาร์เอ็น 'ยอม-พูดคุย' ไม่ได้หมายถึง 'สงครามจะยุติ'

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 13 มกราคม 2561 00:00:55 น.
เมือง ไม้ขม รายงาน

เป็นข่าวเล็กๆ ที่ยังไม่ยืนยันทาง "วงใน" ถึงความเคลื่อนไหวของขบวนการ พูดคุยสันติสุข ระหว่างผู้แทนของรัฐบาลไทยคือ พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะ "พูดคุยสันติสุข" กับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่ชื่อ มารา ปาตานี ซึ่งมี สุกรี ฮารี ผู้มีหมายจับในข้อหาแบ่งแยกดินแดน เป็นหัวหน้าคณะ "พูดคุย" โดยมี "ดาโต๊ะ ซัมซามิน" อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองประเทศมาเลเซีย ซึ่งทำหน้าที่ผู้อำนวยความสะดวกในการ "พูดคุย" ครั้งนี้

ข่าวที่ว่าคือ มี "ยาหอม" จาก "ดาโต๊ะ ซัมซามิน" ว่า สิ่งที่ฝ่ายไทย หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการให้การ "พูดคุย" กับขบวนการแบ่งแยกดินแดน เป็นการ "พูดคุย" ทุกกลุ่ม เพื่อความเป็น "เอกภาพ"

เพราะตลอดระยะเวลาที่เปิด "พื้นที่พูดคุย" สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผู้นำ "ปีกทหาร" ของบีอาร์เอ็น ซึ่งเป็นหมายเลข 1 นับตั้งแต่ สะแปอิง บาซอ ผู้เสียชีวิตไปแล้ว จนถึง ดุลเลาะ แวมะนอ ผู้นำบีอาร์เอ็นคนปัจจุบัน ต่างไม่เห็นด้วยกับวิธีการ "พูดคุย" ระหว่างกลุ่มมารา ปาตานี กับคณะของ พล.อ.อักษรา เกิดผล ตัวแทนของรัฐบาลไทย

โดย "ดาโต๊ะ ซัมซามิน" มี "ข่าวดี" ว่า "ดูลเลาะ แวมะนอ" ผู้นำหมายเลข 1 ของบีอาร์เอ็น พร้อมที่จะพบกับ พล.อ.อักษรา เกิดผล เพื่อ "พูดคุย" เป็นการส่วนตัว ซึ่งการ "พูดคุย" ครั้งนี้ ถ้าเป็นความจริง ต้องเป็นในประเทศที่ 3 ซึ่งไม่ใช่ประเทศมาเลเซียนั่นเอง

โดยข้อเท็จจริง ตลอดเวลาที่เวทีการ "พูดคุยสันติสุข" มีการ "ขับเคลื่อน" ตั้งแต่รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ในชื่อการ "พูดคุยสันติภาพ" ต่อด้วยรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปัจจุบันที่เปลี่ยนชื่อจากการ "พูดคุยสันติภาพ" มาเป็นการ "พูดคุยสันติสุข" นั้น

บีอาร์เอ็นใน "ปีกทหาร" ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับการ "พูดคุย" หรือการ "เจรจา" เพียงแต่บีอาร์เอ็นขอเป็นผู้กำหนด "หลักการ" ของการ "พูดคุย" หรือการ "เจรจา" ในรูปแบบของ "บีอาร์เอ็น" นั่นคือการยึดหลัก "สากล" แห่งการ "เจรจา" ระหว่างขบวนการแบ่งแยกดินแดนกับเจ้าของประเทศ

เช่นการ "เจรจา" ของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน "ติมอร์" และ "อาเจะห์" แห่งประเทศอินโดนีเซีย การเจรจาระหว่างกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่มินดาเนากับรัฐบาลฟิลิปปินส์ และที่อื่นๆ ในหลายประเทศ

นั่นคือ เวทีการ "เจรจา" ต้องอยู่ในประเทศที่ 3 ซึ่งไม่มี "ส่วนได้ส่วนเสีย" กับการ "เจรจา" ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ประเทศมาเลเซียก็จะหมดสิทธิ์ในการเป็นประเทศที่ 3 เพราะประเทศมาเลเซียมีส่วนได้ส่วนเสียกับการ "เจรจา" ระหว่างรัฐบาลไทยกับบีอาร์เอ็น

ต่อมาบีอาร์เอ็นต้องการให้การ "เจรจา" ที่เกิดขึ้นมี "สักขีพยาน" จากประเทศต่างๆ อยู่ในโต๊ะ "เจรจา" เพื่อให้เป็น "สักขีพยาน" และยังมีอีกหลายต่อหลายข้อ ที่เป็นการ "เจรจา" ที่เป็นทางการของหลัก "สากล" ซึ่งสุดท้ายแล้วก็อาจจะมีทั้งตัวแทนของ "ยูเอ็น" และ "โอไอซี" รวมอยู่ด้วย

หลักการอย่างนี้เป็นหลักการของ "บีอาร์เอ็น" แต่ไม่ใช่หลักการของรัฐบาลไทย และของกองทัพไทย ซึ่งแน่นอนว่า ประเทศไทยรับไม่ได้ที่จะให้มีการ "เจรจา" แบบที่บีอาร์เอ็นต้องการ เพราะมีโอกาสที่เกิดความ "เพลี่ยงพล้ำ" บานปลาย และสุดท้ายคือการเข้ามาแทรกแซงของประเทศที่ 3 หรือมหาอำนาจ และกลุ่มประเทศที่ยืนข้างฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดน

ดังนั้นเชื่อว่าการ เจรจา ในรูปแบบที่บีอาร์เอ็นต้องการ ต้องไม่เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นในรัฐบาลประยุทธ์ หรือรัฐบาลไหนๆ ยกเว้นบีอาร์เอ็นมีการยินยอมในเงื่อนไขที่ฝ่ายรัฐบาลไทยเป็นผู้กำหนด หรือมีจุด "กึ่งกลาง" ที่เป็นจุด "ลงตัว" ของทั้ง 2 ฝ่าย

ซึ่งแน่นอนว่ายาก แต่เมื่อยังไม่ทำ ก็อย่าเพิ่งบอกว่าทำไม่ได้ เพราะความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก อาจจะเป็น "กลไก" หนึ่งที่ทำให้บีอาร์เอ็นยอมที่จะใช้วิธีการ "พูดคุย" แทนการใช้อาวุธในการแบ่งแยกดินแดนก็ได้

เพราะอย่างน้อย การที่ตัวแทนของทั้ง 2 ฝ่ายได้พบกัน "พูดกัน" ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการ "พูดกัน" อยู่แล้ว เพียงแต่เป็นการ "พูดคุย" ที่ผ่าน "คนกลาง" ที่ไม่ใช่ "ตัวจริง" เมื่อ "ตัวจริง" กับ "ตัวจริง" ได้พบปะ "พูดคุย" กัน อาจจะมองเห็น "ช่องทาง" ที่ "ตีบตัน" เปิดกว้างให้เดินได้ก็เป็นไปได้ นี่เป็นเพียงการคิดในแง่ดีเอาไว้ก่อน

การได้พบกันและพูดคุยกัน แม้จะไม่เกิดความสำเร็จในการสร้าง สันติภาพ แต่การที่ได้ฟังความเห็น ความต้องการของฝ่ายตรงข้าม ก็สามารถที่จะประเมินได้ว่า เส้นทางของการ "เจรจา" เพื่อสร้าง "สันติภาพ" เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่

ถ้าเห็นชัดเจนว่า วิธีการใช้ ถุงมือกำมะหยี่ เกิดขึ้นไม่ได้กับบีอาร์เอ็น ก็จะได้เลิกใช้ เพราะเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

เพราะบางครั้งกับบางขบวนการ "ถุงมือกำมะหยี่" ก็ไม่อาจจะใช้ได้ บางครั้งวิธีการในการแก้ปัญหากับขบวนการเหล่านี้ จำเป็นต้องใช้ กำปั้นเหล็ก เท่านั้นความจริงการแก้ปัญหาแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผู้นำประเทศมาเลเซีย เพราะผู้นำขบวนการทุกขบวนการอาศัยอยู่ในประเทศมาเลเซีย โดยการ ฟูมฟัก และการ คุ้มครอง ของรัฐบาลมาเลเซียแค่ผู้นำประเทศมาเลเซียมีนโยบายไม่ให้ผู้นำและคนในขบวนการที่อยู่ในประเทศมาเลเซียก่อการร้ายในประเทศไทย ถ้าไม่เชื่อฟังก็จับกุม หรือ "เนรเทศ" ออกจากประเทศ เหตุร้ายใน 3 จังหวัด ก็จะเบาบางลงในทันที

และกองกำลังติดอาวุธที่หลบซ่อนอยู่ในประเทศไทย ก็จะถูกเจ้าหน้าที่ไทยบดขยี้ หรือจับกุมได้โดยไม่ยากเย็นนัก

แต่...เป็นเพราะมาเลเซียถือว่าเป็น "แต้มต่อ" จึงเดินเกมอย่างได้เปรียบ เพื่อรักษาผลประโยชน์ในทุกด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของเศรษฐกิจ จึงทำให้ปัญหาการแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้กลายเป็นการต่อสู้ที่ไม่รู้จบ เพราะมาเลเซียไม่ต้องการให้จบง่ายๆ

ในขณะที่รัฐบาลไทย หมายรวมถึงกองทัพ ก็เห็นว่าในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด ณ วันนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซียนับว่า ราบรื่น และเป็นมิตรไมตรีมากที่สุด เพราะไม่มีปัญหาเรื่องการปิดด่าน เรื่องการปักปันเขตแดน และเรื่องกระทบกระทั่งทางทหารและประชาชน

ดังนั้นที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลและกองทัพจึงอยู่ในลักษณะที่ หวานอม ขมกลืน กับการกระทำของมาเลเซียในทุกกรณี ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเรื่องของขบวนการแบ่งแยกดินแดนเท่านั้น

แต่...สุดท้าย การ "ถ้อยทีถ้อยอาศัย" ระหว่างรัฐบาล กองทัพของประเทศไทย กับรัฐบาลของมาเลเซีย ในลักษณะของ ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ก็อาจจะสร้างความหวาดระแวงให้กับคนไทย โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ที่ปัญหาแบ่งแยกดินแดนยืดเยื้อ ยาวนาน เป็นเพราะมีผลประโยชน์อื่นๆ แอบแฝงอยู่หรือไม่.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง