ข่าวอินโฟเควสท์
01:15 "เจพีมอร์แกน เชส"เผยแผนลงทุน 2 หมื่นล้านดอลล์ จากอานิสงส์มาตรการปฏิรูปภาษี   เจพีมอร์แกน เชส ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ เมื่อพิจารณาจา…
00:53 บอนด์ยิลด์สหรัฐปรับตัวลง หลังสหรัฐหลุดพ้นภาวะชัตดาวน์   อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงในวันนี้ หลังจากที่สหรัฐหลุดพ้นจากภาวะปิดหน่วย…
00:44 ราคาทองฟิวเจอร์ดีดตัววันนี้ จากอานิสงส์ดอลลาร์อ่อนค่า   อย่างไรก็ดี ช่วงบวกของราคาทองถูกจำกัด หลังจากที่สหรัฐหลุดพ้นจากภาวะปิดหน่วยงานรัฐบาล (ช…

คอลัมน์: อาทิตย์เอกเขนก: 'บิตคอยน์'เจ้าปัญหา

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 14 มกราคม 2561 00:00:26 น.

กำลังเป็นประเด็นที่น่าสนใจของนักลงทุนและเป็นที่จับตาของประชาชนทั่วไป หลัง "บิตคอยน์" เข้ามามีบทบาทในตลาดทุนมากขึ้น เพราะด้วยผลตอบแทนที่สูง มาเร็ว เคลมเร็ว และเจ๊งเร็วเช่นกัน ทำให้ความเสี่ยงและความหอมหวนของเงินมีมาก  ดังนั้น สัปดาห์นี้ "อาทิตย์เอกเขนก" จะพามารู้จักกับ "บิตคอยน์" สกุลเงินดิจิทัลเจ้าปัญหาที่ทำวุ่นวายกันในขณะนี้

โดย บิตคอยน์ (Bitcoin) เป็นเงินตราแบบดิจิทัล (Cryptocurrency) และเป็นระบบการชำระเงินที่ใช้กันทั่วโลก บิตคอยน์เป็นสกุลเงินดิจิทัลแรก ที่ใช้ระบบกระจายอำนาจ โดยไม่มีธนาคารกลางหรือแม้แต่ผู้คุมระบบแม้ แต่คนเดียว ซึ่งเครือข่ายเป็นแบบเพียร์ทูเพียร์ และการซื้อขายเกิดขึ้นระหว่าง จุดต่อเครือข่าย (network node) โดยตรง ผ่านการใช้วิทยาการเข้ารหัสลับ และไม่มีสื่อกลาง ทั้งนี้ การซื้อขายเหล่านี้ถูกตรวจสอบโดยรายการเดินบัญชีแบบสาธารณะที่เรียกว่าบล็อกเชน บิตคอยน์ถูกพัฒนาโดยคนหรือกลุ่มคนภายใต้นามแฝง "ซาโตชิ นากาโมโตะ และถูกเผยแพร่ในรูปแบบซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซในปี พ.ศ.2552

ขณะที่ บิตคอยน์ถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วย "การขุด" และสามารถแลกเป็น สกุลเงินอื่น สินค้า และบริการ ณ เดือน ก.พ.58 มีร้านค้ากว่า 100,000 ร้าน ยอมรับการจ่ายเงินด้วยบิตคอยน์ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ประมาณว่าในปี 60 มีผู้ใช้เงินตราแบบดิจิทัล 2.9 ถึง 5.8 ล้านคน โดยส่วนใหญ่แล้วใช้บิตคอยน์

สำหรับหน่วยของบัญชีระบบบิตคอยน์ คือ บิตคอยน์ ชื่อที่ใช้ในการซื้อขาย (ticker symbol) ของบิตคอยน์ได้แก่ BTC และ XBT โดยมีสัญลักษณ์ยูนิโคด 2 หน่วยย่อยที่มักถูกใช้ได้แก่ มิลลิบิตคอยน์ (mBTC) และ ซาโตชิ ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งตามผู้สร้างบิตคอยน์ ซาโตชิเป็นหน่วยย่อยที่เล็กที่สุดแสดงจำนวน 0.00000001 บิตคอยน์ หรือ หนึ่งในร้อยล้านของบิตคอยน์ ส่วนมิลลิบิตคอยน์เท่ากับ 0.001 บิตคอยน์ หรือ หนึ่งในพันของบิตคอยน์ และยังเท่ากับ 100,000 ซาโตชิ

ที่สำคัญ มูลค่าของบิตคอยน์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเหมือนสกุลเงินอื่นๆ ตามกลไกตลาด คือช่วงไหนที่ความต้องการบิตคอยน์ มีมากกว่าปริมาณบิตคอยน์ที่มีในระบบ โดยอัตราแลกเปลี่ยนแรกของบิตคอยน์ กำหนดขึ้นในเดือน ต.ค.52 ไว้ที่ 1 BTC เท่ากับ 0.000764 เหรียญสหรัฐ จากนั้นในเดือน พ.ย.53 มูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 1 BTC เท่ากับ 0.50 เหรียญสหรัฐ และปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.60 บิตคอยน์สร้างสถิติสูงสุดใหม่ คือ 18,000 เหรียญสหรัฐต่อ 1 BTC หรือคิดเป็นประมาณ 580,000 บาท มาจากการเข้าเก็งกำไรของนักลงทุน

ด้วยเหตุนี้ ทำให้นักลงทุนตาวาว เข้ามาลงทุนกันมากขึ้น ถึงแม้จะมีการเตือนอยู่เป็นประจำถึงเรื่องของความเสี่ยง รวมถึงในไทยเอง ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ออกมาระบุว่า ยังไม่มีการรับรองสถานะของ "บิตคอยน์" และ "บิตคอยน์" ไม่ใช่เงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย แต่ "บิตคอยน์" เป็นทรัพย์สินที่สามารถเปลี่ยนมือได้ โดยประเทศไทยวันนี้ยังไม่มีการกำกับดูแลการซื้อขาย "บิตคอยน์" แต่ถึงยังไงความหอมหวานของ "บิตคอยน์" ก็ไม่ได้ลดลง กลับทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

และถึงแม้หน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐเอง ได้ออกมาเตือนบรรดานักลงทุน แต่กลับมีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เจ้าหนึ่ง เปิดชักชวนนักลงทุนไปซื้อขาย "บิตคอยน์ฟิวเจอร์ส" (Bitcoin Futures) ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในต่างประเทศ โดย "บิตคอยน์ฟิวเจอร์ส" คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งเปิดให้ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการเคลื่อนไหวของราคา "บิตคอยน์" แต่ตัวมันเองไม่ใช่ "บิตคอยน์"

นอกจากนี้ "บิตคอยน์ฟิวเจอร์ส" ที่ออกโดย The Chicago Mercantile Exchange (CME) และ The CBOE Futures Exchange (CBOE) ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลในสหรัฐ อเมริกา เนื่องจากทั้ง CME และ CBOE เป็นตลาดภายใต้กำกับของ Commodity Futures Trading Commission (US CFTC) ซึ่ง US CFTC เป็นสมาชิกหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนสากล (International Organization of Securities Commission: IOSCO) และมี MOU ในการให้ความช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสมาชิก IOSCO ด้วยกัน รวมถึงกับ ก.ล.ต. ไทยด้วย

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ CME และ CBOE เป็นตลาดที่ ธปท และ ก.ล.ต. เปิดให้ บล.ไทยพาลูกค้าไปซื้อขายได้ แม้ว่า "บิตคอยน์ฟิวเจอร์ส" เป็นผลิตภัณฑ์ในตลาดชั้นนำที่อยู่ใต้กำกับดูแลขององค์กรกำกับดูแลที่ได้มาตรฐาน และเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนแสวงหาผลตอบแทน ขณะเดียวกันก็มีโอกาสขาดทุนเช่นกัน เนื่องจากความผันผวนของราคา "บิตคอยน์" ที่เป็นสินค้าอ้างอิง ทั้งรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราทด (leverage) ในตัว ทำให้อัตรากำไรขาดทุนสูงยิ่งกว่าของ "บิตคอยน์" และการต้องเตรียมเงินรองรับการถูกเรียกหลักประกันเพิ่มรายวัน

ดังนั้น สิ่งที่หน่วยงานต่างๆ จะทำได้ในตอนนี้ คือแนะนำนักลงทุนว่า ต้องคำนึงถึงความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนด้วย หากไม่เข้าใจหรือไม่พร้อมก็ควรหลีกเลี่ยง และ บล.ที่แนะนำลูกค้าไปลงทุนต้องคำนึงถึงฐานะทางการเงิน ความเข้าใจ และความสามารถในการรับความเสี่ยงของลูกค้าด้วย

เรียกได้ว่า ถึงแม้ผลตอบแทนของ "บิตคอยน์" จะน่าเข้าไปเสี่ยงเล่นแค่ไหน ก็ไม่ยั่งยินเท่ากับการลงทุนในตลาดหุ้นปกติ เพราะความเสี่ยงและความผันผวนยังคมน้อยกว่า "บิตคอยน์" มาก อีกทั้งยังมีการรับรองจากหน่วยงานต่างๆ อย่างถูกกฎหมาย ไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกหลอกให้เล่นจนหมดตัว

ซึ่งหากใครอยากจะลงทุนใน "บิตคอยน์" มาก ควรจะรอให้ทางกระทรวงการคลัง ธปท. ก.ล.ต. ตลท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกเกณฑ์ต่างๆ มารองรับการซื้อขายให้ถูกต้องก่อน เพราะไม่อย่างนั้น หากเกิดความเสียหายขึ้นมา นักลงทุนจะหนาวยิ่งกว่าการติดดอยหุ้นเสียอีก และอย่าลืมว่า ขึ้นแรง ก็ลงแรงได้เหมือนกัน.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง