คอลัมน์: เวทีสาธารณะ: ถอดรหัสเจ็บตายปีใหม่-ภัยดื่มขับวังวนดับคาถนน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 14 มกราคม 2561 00:00:43 น.
ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.)

มีการนำเสนอภาพรวมตัวเลขจาก 7 วันอันตรายในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยศูนย์ อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ที่รวบ รวมข้อมูลอุบัติเหตุที่มีผู้ได้รับรักษาตัวในโรงพยาบาล ระหว่างวันที่ 28 ธ.ค.-3 ม.ค.2561 หรือ 7 วันอันตราย พบอุบัติเหตุ 3,841 ครั้ง ลดลงจากปีใหม่ที่ผ่านมา 58 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 4,005 ราย ลดลง 63 ราย มีผู้เสียชีวิต 423 ราย ลดลง 55 ราย

ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ชี้ประเด็นที่สำคัญของสาเหตุความสูญเสีย ที่แม้จะลดลง แต่ยังพบจำนวนที่สูงอยู่ เนื่องจากมาตรการที่มีอยู่ยังจำกัด แต่มีปัจจัยเอื้อที่ทำให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ทั้งปัจจัยการเดินทางด้วยรถส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น ทยอยกลับเร็วขึ้น มีงานฉลองเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมรื่นเริง การเปิดลานเบียร์ งานเคาต์ ดาวน์ปีใหม่ เพิ่มมากขึ้นในทุกพื้นที่ ขณะเดียวกันมีข้อมูลที่สอดคล้องกันกับผลโพลของการสำรวจซูเปอร์โพลในช่วงเทศกาลปีใหม่ ชี้ว่าร้อยละ 74 ได้พบเห็นผู้ที่ดื่มแล้วเมาขับขี่

เมื่อกางข้อมูลความเสี่ยงสำคัญ กรณีที่เกิดการเสียชีวิต พบว่า ความเร็ว เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต เฉลี่ยแล้วร้อยละ 43.4 เพิ่มขึ้นจากปีใหม่ที่ผ่านมาร้อยละ 10 โดยเฉพาะในช่วงเดินทาง เป็นปัจจัยให้เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตถึงร้อยละ 50 ตามมาด้วยพฤติกรรมความเสี่ยงสำคัญ คือ ดื่มขับ เฉลี่ยร้อยละ 29.6 โดยในช่วงฉลองจะพบสูงขึ้นร้อยละ 34-35

หากถอดรหัสตัวเลขเบื้องต้น มีนัยข้อมูลที่เป็นรูปธรรม ฉายภาพคนเมาเต็มท้องถนน ซึ่งนั่นหมายถึง ทั้ง ดื่มขับ ไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย หรือบางส่วน หลับใน ล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน ที่มาจากต้นตอสำคัญคือ ปัญหาแอลกอฮอล์ จนนำมาซึ่งความเสี่ยงที่ไม่สมดุลบนท้องถนน อันเนื่องมาจากข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมาย แม้ในปีนี้จะมีการตรวจจับเมาขับเพิ่มขึ้น 49 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขเหมือนจะมาก แต่ในความเป็นจริง ยังทำได้จำกัดมากและไม่ได้ส่งผลสะเทือน ที่จะทำให้เกิดการป้องปรามได้อย่างแท้จริง

โดยเทศกาลปีใหม่พบว่า การดำเนินคดีในสิบข้อหาเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะข้อหาหลักขับเร็ว ดำเนินคดี 55,908 ราย เพิ่มขึ้นจาก 37,019 ราย (เพิ่ม 51%) และข้อหาเมาขับ ดำเนินคดี 20,125 ราย เพิ่มจาก 13,491 ราย (เพิ่ม 49.17%) นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่มีมาตรการตรวจวัดแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ทุกราย ในกรณีที่มีผู้เสียชีวิต/หรือบาดเจ็บสาหัส เมื่อมารักษาที่โรงพยาบาลทุกราย โดยเบื้องต้นมีการรายงานว่า ตรวจวัดไปกว่า 1,000 ราย และทราบผลเบื้องต้น 200 ราย พบมีแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกฎหมายกำหนด ร้อยละ 50 ซึ่งผลตรวจจะถูกนำไปประกอบฟ้องดำเนินคดี นอกจากนี้ข้อมูลจาก คณะกรรมการประกันภัยยานยนต์ สมาคมประกันวินาศภัยไทย ระบุว่า มีรถยนต์จำนวน 17 คัน ที่เกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่ได้รับการคุ้มครองตามสัญญากรมธรรม์ ที่กำหนดให้ผู้ขับขี่ที่ประสบเหตุต้องมีระดับแอลกอฮอล์ไม่เกิน 50 mg% โดยคิดเป็นมูลค่ารวม 4,149,000 บาท

เมื่อเทียบกับความเสี่ยงบนท้องถนนที่มีอยู่จำนวนมาก จะพบว่าดำเนินคดียังทำได้จำกัด ดังจะเห็นได้จากคดีเมาแล้วขับ 20,125 ราย คิดเฉลี่ยได้ 37.3 ราย/จังหวัด/วัน ซึ่งเมื่อเทียบกับการมีคนดื่มขับจำนวนมากบนถนน ถือได้ว่าการตรวจจับยังทำได้จำกัด ไม่สมดุลกับความเสี่ยงบนถนน รวมทั้งเมื่อศาลตัดสินผู้กระทำความผิดเมาขับ ก็พบว่ามีการส่งคุมประพฤติเพียง 1 ใน 3 ที่เหลือ 2/3 ยังคงเพียงโทษปรับ-โทษจำ รอลงอาญา

โดยมีกรณีที่น่าสนใจที่ควรนำมาทบทวนคือ  1.อุบัติเหตุรถตกข้างทางคนขับหนี ผู้โดยสารซึ่งมีการดื่มร่วมด้วยเสียชีวิต 1 ราย และสาหัส 2 ราย 2.คนขับปฏิเสธเป่าตรวจแอลกอฮอล์ ตำรวจส่งฟ้องในข้อหาปฏิเสธการตรวจ ศาลพิจารณาลงโทษปรับและโทษจำรอลงอาญา เช่นเดียวกับผู้กระทำผิดรายอื่นๆ

ขณะเดียวกันก็เป็นที่น่าสังเกตว่า ตำรวจจราจรมีภาระทั้ง 1) การจัดการจราจร และ 2) การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งช่วงเทศกาลมีการสัญจรจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเครื่องตรวจวัดความเร็ว ที่มีจำกัดในทุกพื้นที่ รวมทั้งเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ สำหรับเจ้าพนักงานสอบสวน ซึ่งต้องให้เพียงพอ เพื่อให้มีการตรวจวัด ณ จุดเกิดเหตุ โดยต้องมีการเพิ่มเครื่องวัดแอลกอฮอล์ และบังคับให้วัดแอลกอฮอล์ทุกราย รวมทั้งต้องมีเครื่องตรวจสำหรับที่โรงพยาบาล

นี่คือ ความไม่สมดุล ทั้งในข้อจำกัดของข้อบังคับกฎหมาย และการตรวจจับที่มีข้อจำกัด ทั้งบุคลากร และอุปกรณ์ ในการล้อมคอกปัญหา อีกทั้งยังมีการพยายามมองว่า เรื่องเมาแล้วขับไม่สำคัญ ซึ่งเป็นการหลงทาง เพราะรากเหง้าแท้จริงของปัญหาคือ การดื่มยังเป็นสาเหตุหลักที่ส่งผลต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพราะตราบใดที่ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการบังคับใช้ คุมเข้ม ปัญหาแอลกอฮอล์ ทั้งเปิดลานเบียร์ เคาต์ดาวน์ ปล่อยเสรีให้คนเมาเต็มถนน ก็อย่าไปหวังผลว่าจะลดปัญหาอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็น สงกรานต์ ปีใหม่ หรือเทศกาลไหนๆ

สังคมไทยก็ยังคงต้องนับศพ 7 วันอันตรายกันต่อไป!.
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง