คอลัมน์: ไทยโพสต์: บทบาทมหาเถรสมาคม กับคดีทุจริตเงินทอนวัด

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 20 เมษายน 2561 00:00:21 น.

หลังมีกระแสข่าวว่าจะมีการต่อต้านการเดินทางเข้า แจ้งข้อกล่าวหาและให้ปากคำเพิ่มเติมของ พ.ต.ท. พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในวันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน 2561 ต่อกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) ในคดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติฯ ก็ปรากฏว่า พ.ต.ท.พงศ์พรได้เลื่อนการเข้าพบ พนักงานสอบสวนออกไปกะทันหัน ขณะเดียวกัน พล.ต.ต. กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) ได้เดินทางเข้าพบ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง  ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเพื่อหารือเรื่องการดำเนินคดีกับพระเถระชั้นผู้ใหญ่ 3 วัด ที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมเกี่ยวกับการทุจริตเงินทอนวัด และเรื่องที่ พ.ต.ท.พงศ์พรจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับอีก 7 วัด แต่ไม่มีการเปิดเผยผลการหารือดังกล่าว

ประเมินได้ว่า เรื่องนี้ทาง พศ.คงมีการตั้งหลักอยู่ หลังเริ่มมีกระแสข่าวการต่อต้านการตรวจสอบของสำนักงานพระ พุทธศาสนาแห่งชาติ-กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่เข้าตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวัดของสำนักพุทธฯ จนมีการแจ้งความเอาผิดกับพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป มีกรรมการมหาเถรสมาคม 3 รูป ประกอบด้วย 1.พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร 2.พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 4-7 3.พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 10

เรื่องดังกล่าว เมื่อเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้าตรวจสอบ ก็ควรที่ฝ่ายสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นสงฆ์รูปใด หรือพระสงฆ์วัดใด ก็ควรต้องเคารพกติกาบ้านเมือง ปฏิบัติตามกฎหมาย ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอน พระสงฆ์รูปใดถูกข้อกล่าวหา ก็ต่อสู้คดีไปตามขั้นตอน เพราะแม้จะเป็นพระสงฆ์หรือฆราวาส ก็ต้องอยู่ใต้กฎหมายบ้านเมือง

ขณะเดียวกัน ฝ่ายสำนักพุทธฯ-ตำรวจ ปปป. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ควรดำเนินการไปตามขั้นตอน ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ต้องบอกว่าถูก ทุกอย่างว่าไปตามพยานหลักฐานข้อเท็จจริง ไม่ต้องหวั่นเกรงอะไร เพราะหากทุกฝ่ายทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง เป็นธรรม ยึดหลักข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เมื่อผลออกมาอย่างไร ก็จะตอบสังคมได้ด้วยตัวเอง

ด้านฝ่ายคณะสงฆ์ หลายฝ่ายจับตามองการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ในวันศุกร์ที่ 20 เมษายนนี้ ว่าจะมีการดำเนินการพิจารณาใดๆ กับเรื่องนี้หรือไม่

ก่อนหน้านี้ นายสมพร เทพสิทธา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการศาสนาในคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประธานสภายุวพุทธิก สมาคมแห่งชาติ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้สัมภาษณ์ เรียกร้องให้ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ที่จะมีการประชุมในวันศุกร์ที่ 20 เม.ย. จะต้องมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งกับพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งถูกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแจ้งความเอาผิดว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติฯ โดยควรที่ มส.จะต้องมีมติให้พระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว หยุดพักการเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม รวมถึงตำแหน่งอื่นๆ เป็นการชั่วคราว เพื่อหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน จนกว่าเรื่องจะยุติ

ทั้งนี้ ประธานอนุกรรมาธิการการศาสนาฯ สนช.กล่าวว่า แม้เรื่องดังกล่าวจะอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หลังรับสำนวนจากตำรวจและ พศ. แต่ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน ก็เห็นว่าเมื่อกรรมการมหาเถรสมาคมถูกกล่าวหา หลักการที่ถูกต้อง ที่ประชุม มส.ควรต้องมีมติให้พระทั้ง 3 รูปพ้นจากการเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมชั่วคราว รวมถึงตำแหน่งต่างๆ เช่น เจ้าอาวาส เจ้าคณะภาค เพราะข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเรื่องมัวหมอง แม้เรื่องยังไม่ได้ข้อยุติ คณะสงฆ์ต้องรักษาความบริสุทธิ์ เมื่อมีการกล่าวหาว่ากระทำผิดพระธรรมวินัย ทาง มส.ก็ต้องพิจารณาว่าจะสมควรให้ท่านดำรงตำแหน่งต่อไปหรือไม่ ตรงนี้ มส.ก็ต้องพิจารณาเอง ไม่อยากไปก้าวล่วงพระผู้ใหญ่ แต่เป็นเรื่องกระทบกระเทือนใจชาวพุทธมาก กับการที่พระชั้นผู้ใหญ่ระดับเจ้าคุณมาถูกกล่าวหา เราต้องเชื่อว่าคำกล่าวหาของสำนักพุทธฯ ต้องมีมูล ไม่อย่างนั้นสำนักพุทธฯ คงไม่กล้ามากล่าวหาง่ายๆ

นายสมพรยังให้เหตุผลต่อไปว่า ข่าวทุจริตดังกล่าว ตอนนี้ถือว่ามัวหมองแล้ว มหาเถรสมาคมต้องพิจารณาดำเนินการปกป้องมหาเถรฯ เมื่อกรรมการ มส.รูปใดบกพร่อง ก็ต้องเป็นเรื่องของ มส.รูปนั้น ทาง มส.ก็ต้องดำเนินการ ไม่อย่างนั้นจะทำให้มหาเถรสมาคมต้องมัวหมองตามไปด้วย มส.จึงต้องอยู่ในความเป็นกลาง เพื่อที่ป้องกันไม่ให้มีการใช้อิทธิพลอย่างใด เพราะขนาดนายกฯ ก็ยังเป็นห่วงจะมีม็อบพระ ก็ต้องขอร้องพระทั้งหลายให้สงบ ให้เป็นเรื่องของราชการสอบสวน ขอย้ำว่าเรื่องนี้กระทบกระเทือนใจชาวพุทธมาก ผิดหวังมาก ที่พระชั้นผู้ใหญ่ 3 รูปถูกกล่าวหาว่าทุจริต เป็นเรื่องถึงขั้นปาราชิก และเห็นด้วยว่าควรต้องมีการปฏิรูปคณะสงฆ์ได้แล้ว โดยการแก้กฎหมายคณะสงฆ์ ไม่ใช่ให้เป็นระบบแบบปัจจุบันที่รวมอำนาจ ที่อะไรๆ ก็ให้มหาเถรสมาคมรับผิดชอบหมด ทุกอย่างส่งมา มส.หมด ทำให้ มส.เสียชื่อไปด้วย ต้องแก้กฎหมายกระจายอำนาจได้แล้ว

ปมทุจริตเงินทอนวัดจะออกมาอย่างไร ทั้งฝ่ายเจ้าหน้า ที่บ้านเมืองและฝ่ายคณะสงฆ์ ทุกฝ่ายได้แต่หวังว่า จะต้องมีความชัดเจน ไม่อึมครึม และต้องทำโดยถูกต้อง ชอบธรรม.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง