คอลัมน์: สาระสุขภาพ แพทย์แผนไทย: สลัดได-กะลำพัก ขึ้นต้นเป็นพืชร้ายตอนตายเป็นพืชดี

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 22 เมษายน 2561 00:00:39 น.
วัชรีพร คงวิลาด
panthaibook@hotmail.com

สลัดได เป็นพืชที่คล้ายกับตะบองเพชร ถ้าคนทั่วไปที่ไม่ได้มีความรู้ทางต้นไม้ก็อาจเรียกตะบองเพชรรวมกันไปหมด แต่สลัดไดนั้นต่างจากตะบองเพชรเพราะมียางสีขาวทั้งต้น ที่สำคัญยางนี้พิษอันตราย สลัดได หรือ Malayan Spurge Tree  เป็นไม้อวบน้ำจำพวกตะบองเพชร ต้นเป็นเหลี่ยมสูง 2-3 เมตร แตกกิ่งก้านสาขามาก มีกิ่งก้านเป็นสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ตามขอบเหลี่ยมมีคลื่นโค้งไปมา ตามโค้งมีหนามแหลมสีดำอยู่คู่กัน ภายในต้นมียางสีขาวและเป็นพิษ ใบเดี่ยว เรียงสลับรูปไข่กลับ ขนาดเล็ก หลุดร่วงง่าย ดอกช่อ เหลือง เป็นช่อสั้น มีการขยายพันธุ์ เพาะเมล็ดและปักชำ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Euphorbia antiquorum  Linn. ชื่อวงศ์ EUPHORBIACEAE ชื่ออื่นกะลำพัก เคียะผา เคียะเลี่ยม หนอนงู สลัดไดเป็นพันธุ์ไม้ที่ขึ้นในแถบเอเชียเขตร้อน แหล่งที่พบ ขึ้นอยู่ตามที่แห้งแล้ง บนก้อนหิน หรือบนภูเขา

ในทางการแพทย์แผนไทยจัดสลัดไดอยู่ในกลุ่มพืชพิษและมีฤทธิ์แรง เป็นยาอันตราย ยางสลัดได มีพิษ หากสัมผัสกับผิวหนังอาจทำให้เกิดการระคายเคือง เป็นผื่นคัน หรือกัดผิว มีฤทธิ์แรงในทางถ่าย กินมากถ่ายมาก ทำให้หมดกำลังอ่อนเพลีย อาจตายได้ สรรพคุณ ถ่ายพยาธิน้ำเหลืองเสีย ถ่ายอุจจาระธาตุ ถ่ายพิษตานซาง สมัยก่อนจะใช้ยางสดใช้เป็นยากัดหูด แต่ในปัจจุบันพบว่าในน้ำยางนี้มีสาร 3-0-angeloylingenol ซึ่งเป็นสารร่วมก่อมะเร็ง (co-carcinogen) ถ้าเผลอไปโดนยางของสลัดไดเข้าจะมีอาการปวดแสบ ผิวหนังอักเสบเป็นผื่นแดง บวมพองเป็นตุ่มน้ำ ถ้าสัมผัสตาจะทำให้เยื่อบุตาอักเสบ และตาบอดชั่วคราว ในกรณีที่ถูกยางสลัดไดเข้าต้องรีบทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ ประคบบริเวณที่มีอาการด้วยน้ำเย็นจัดประมาณ 1/2 ชั่วโมง ถ้ายางเข้าตาล้างตาด้วยน้ำหลายๆ ครั้ง หยอดตาด้วยยาหยอดตาที่มีสเตียรอยด์ แล้วนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว ในตำรายาไทยนั้นจะใช้ส่วนของยางและแก่นของลำต้นที่ยืนต้นตาย เรียกว่ากะลำพัก นำมาใช้ปรุงยา ยางต้นสลัดไดก่อนนำไปใช้จะต้องทำการฆ่าฤทธิ์ก่อน วิธีการฆ่าฤทธิ์ยางสลัดไดเรียกว่าการประสะยางสลัดได โดยนำตัวยาที่จะประสะใส่ลงในถ้วย ใช้น้ำต้มเดือดๆ เทลงไปในถ้วยยานั้น กวนให้ทั่ว จนน้ำเย็น รินน้ำทิ้งไป แล้วเทน้ำเดือดลงในยา กวนให้ทั่วอีก ทำอย่างนี้ประมาณ 7 ครั้ง จนตัวยาสุกดีแล้วจึงนำไปใช้ปรุงยาได้

โบราณใช้ยางสลัดไดรักษาโรคฝีคัณฑสูตร คือฝีที่มีลักษณะมีรูที่ทวารหนักทะลุออกมา และรูรอบทวารหนักทะลุเข้าไปในลำไส้ตอนปลายแล้วเกิดเป็นแผลอักเสบเรื้อรัง มีหนองไหลออกมาและเกิดการติดเชื้อ คนโบราณเขาเอาเชือกยางสลัดไดร้อยเข้าไปแล้วค่อยๆ รัดไม่ให้ขาด ในสมัยนี้ไม่ใช้วิธีนี้แล้วเพราะการผ่าตัดจะง่ายกว่า

ส่วนแก่นที่เราเรียกว่ากะลำพักนั้น คือส่วนของลำต้นที่แก่จัดมีอายุ 10 ปีขึ้นไปแล้วยืนต้นตาย แต่แก่นแข็งๆ ยังอยู่ มีลักษณะเหมือนไม้แห้งๆ สีน้ำตาล มีกลิ่นหอม เชื่อว่าเกิดจากเชื้อราที่เติบโตอยู่ในเนื้อไม้จนกลายเป็นแก่นไม้แข็ง แต่โบราณกล่าวกันว่าแก่นกะลำพักนี้เกิดจากธาตุหอมอันเป็นกายสิทธิ์อยู่ในอากาศ เมื่อความกายสิทธิ์นี้ได้ลงมาจับกับต้นไม้อะไรแล้วต้นไม้นั้นก็กลายเป็นกะลำพัก ต้นไม้ที่ให้แก่นกะลำพักมีสลัดไดและตาตุ่มทะเล

กะลำพักมีรสขม แก้ลม แก้พิษเสมหะ บำรุงตับและปอด เป็นตัวยาที่สำคัญยิ่งสำรับเข้ายาแก้ไข้ และยาบำรุงหัวใจ

รากและต้นมีสรรพคุณแก้ไอ แก้หอบหืดพอถึงตรงนี้คงพอเข้าใจกันแล้วว่าทำไมถึงกล่าวว่าสลัดได ขึ้นต้นเป็นพืชร้าย ตอนตายเป็นพืชดี อันเนื่องมาจากอันตรายของยางสลัดได และประโยชน์ของกะลำพักนั่นเอง.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง