คอลัมน์: จัตุรัสทั่วไทย: ททท.พลิกโฉม New Shade ตะวันออก ชุมชนเกาะหมากโลว์คาร์บอน5สีสันใหม่

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 22 เมษายน 2561 00:00:57 น.
เรื่องและภาพ...เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน
บล็อกเกอร์-gurutourza

เมื่อการท่องเที่ยวชุมชนในเมืองรองมีมุมใหม่ดึงดูดความสนใจมากขึ้น เป็นแรงดึงดูดนักเดินทางคนรุ่นใหม่ทั้งคนไทยและนานาชาติ ต่างก็โหยหาการใช้ชีวิตแบบช้าๆ สไตล์ Slow life ท่ามกลางความเงียบสงบในแหล่งท่องเที่ยวประเภทเกาะกลางทะเลอ่าวไทยอย่าง "เกาะหมาก"ต้นแบบการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานธรรมชาติ ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จนได้ชื่อว่าเป็น Low Carbon Island แถวหน้าของเมืองไทย

"วิบูลย์ นิมิตรวานิช" ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่สำรวจแหล่งท่องเที่ยวและร่วมหารือกับเอกชนในเกาะหมาก รวมถึงบริเวณใกล้เคียงฝั่งทะเลอ่าวไทย เพื่อวางกลยุทธ์ปลุกกระแสการท่องเที่ยวธรรมชาติมุมใหม่บน "เกาะหมาก โลว์คาร์บอน" จังหวัดตราด ด้วยคอนเซ็ปต์ 5 ช. ได้แก่ ชิล ชิม แชะ แชร์ ช่วย ภายใต้ธีม "สีสันตะวันออก" โดยชาวบ้านกับเอกชนบนเกาะขนาดกว่า 9,000 ไร่ ร่วมกันออกแบบกิจกรรมความหลากหลายไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว ไฮไลต์ด้วยกิจกรรมร่วมกันปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ ณ ศูนย์การเรียนรู้เกาะหมากรีสอร์ต โดยมี "โอ๋" ไกด์ท้องถิ่นคอยต้อนรับพานักท่องเที่ยวไปร่วมสนุกกับการสร้างสรรผลงานสู่ธรรมชาติ จ่ายค่าบริการเพียงคนละ 200 บาท เพื่อการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับลงมือปลูกข้าวโพด ผักสวนครัว ตอนกิ่งมะละกอ ทำวิถีการเกษตรอื่นๆ ก่อนจะเก็บพืชผักเหล่านี้มาเป็นวัตถุดิบช่วยกันปรุงเมนูอาหารรับประทานกันเองในกลุ่มนักท่องเที่ยว

ไฮไลต์อีกอย่างคือลงมือทำ "น้ำมันมะพร้าวกลั่นร้อน" ผลิตสมุนไพรพื้นบ้าน ในบริเวณบ้านสวน "หลวงพรหมภักดี" 1 ใน 5 ตระกูลเก่าแก่ผู้เดินทางมาบุกเบิกก่อตั้งชุมชนเกาะหมาก ที่ยังคงรักษาบ้านหลังเดิมอายุกว่า 85 ปี สวนมะพร้าว และขยายเพิ่มทำรีสอร์ต Happy Day ขนาด 18 หลัง ต่อด้วยการไปดูการนำพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ Solar roof มาผลิตไฟฟ้าใช้ในครัวเรือน ปั๊มน้ำรดพืชผักสวนผลไม้ และการวางระบบกำจัดขยะ เรื่อยไปจนถึงการกำหนดธรรมนูญชุมชนหลายร้อยครัวเรือนกับนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปยังเกาะจะต้องปฏิบัติภายใต้กติกาเดียวกัน เพื่อให้เกาะหมากรักษาวิถีธรรมชาติ ลดคาร์บอน ทำให้ชุมชนดำรงอยู่อย่างยั่งยืน

รอบเกาะหมากมีรีสอร์ตธรรมชาติของคนในชุมชนตั้งกระจายอยู่รอบพื้นที่เกือบหมื่นไร่ แห่งละ 20-30 ห้อง รวมแล้วประมาณ 600 ห้อง ส่วนใหญ่จะขายผ่านเว็บไซต์ดอทคอมชั้นนำ อาทิ www.booking.com สามารถทำราคาห้องพักได้คืนละ 1,500-10,000 บาท/ห้อง/คืน รวมทั้งมีร้านอาหารวิวทะเลมุมสวยแปลกตาต่างกันตามทำเลที่ตั้ง โดยมีของสดสารพัด กุ้ง หอย ปู ปลา ของชาวประมงชายฝั่งในพื้นที่ขายให้ร้านอาหาร รีสอร์ต นำมาปรุงขายนักท่องเที่ยว สร้างรายได้กระจายสู่ทุกอาชีพกับคนในชุมชนบนเกาะหมากอย่างครบวงจร

"ผอ.วิบูลย์" กล่าวว่า เบื้องต้นได้หารือกับภาคเอกชนเกาะหมากเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนใน 5 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การ รักษาดูแลบริหารจัดการการท่องเที่ยวสีเขียวหรือ Green Tourism เพิ่มความเข้มข้นการจัดการขยะ การจัดทำโครงสร้างพื้นฐานรอบเกาะ 2.การ พัฒนาท่องเที่ยวเชิงอาหาร หรือ Gastronomy โดยมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวเรียนรู้ถึงแหล่งเพาะปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์ ด้วยกรรมวิธีเกษตรอินทรีย์ปลอดสารเคมี เพื่อนำมาใช้ปรุงอาหารสไตล์ท้องถิ่นหรือประยุกต์เสิร์ฟนักท่องเที่ยว 3.จัดกิจ กรรมการท่องเที่ยวเชิงดนตรีสไตล์คลาสสิก 4.จัด กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงกีฬาเพื่อสุขภาพเป็นชุมทางนักเล่นโยคะ และ 5.จัดกิจกรรมสีสันเกาะแห่งงานศิลปะ ธรรมชาติ

ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 จะผนึกความร่วมมือกับเอกชนเกาะหมาก ใช้เวลาช่วง 3-4 เดือนนี้เตรียมความพร้อมเพื่อจัดกิจกรรมใหญ่ภายในไม่เกินเดือนกันยายน 2561 จุดประกายให้นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติรู้จักเกาะหมากมุมใหม่ตามธีม Open to the New Shade ให้มากยิ่งขึ้นต่อไป

นายจักรพรรดิ ตะเวทีกุล นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราดและผู้บริหารเกาะหมาก กล่าวว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวเกาะหมากจะมีอัตราเฉลี่ยการเข้าพักประมาณ 50% ฤดูที่นักท่องเที่ยวจองห้องพักหนาแน่น (high season) ตุลาคมกุมภาพันธ์ของทุกปีจะมียอดจองเกือบ 100% ช่วงพฤศจิกายนจะมีคนไทยและต่างชาติเดินทางเข้ามายังเกาะสัดส่วน 50-50 และช่วงสัปดาห์ที่สองเดือนธันวาคมของทุกปี ห้องพักจำนวนมากจะว่าง เอกชนจึงต้องขอรับการสนับสนุนจาก ททท.จัดกิจกรรมแคมเปญกระตุ้นนักท่องเที่ยวเข้ามาเติมช่วงพฤศจิกายน-ธันวาคม

สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางเข้าไปเที่ยวเกาะหมาก ตลาดต่างประเทศ จะพักเฉลี่ย 5 วัน/คน/ทริป ประกอบด้วย เยอรมนี สแกนดิเนเวีย เดนมาร์ก สวีเดน นอร์เวย์ ซึ่งมีพฤติกรรมการเดินทางเชื่อมโยง บินตรงเข้าสู่เกาะช้าง จากนั้นก็แวะมาพักผ่อนต่อยังเกาะหมาก

ขณะที่ตลาดในประเทศจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคนไทยวัยรุ่น วัยทำงาน ครอบครัว นิยมเดินทางมาพักผ่อนช่วงปิดเทอม วันหยุด

กิจกรรมยอดนิยมของคนไทยและชาวต่างชาติที่มาพักผ่อนบนเกาะหมากคือ พายเรือคายัค และซื้อตั๋วเรือเร็วสปีดโบ๊ต ราคาเฉลี่ย 300-350 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10-20 นาที จากเกาะหมากไปขึ้นชมเกาะใกล้เคียง อาทิ เกาะกระดาดซึ่งมีป่าธรรมชาติ ป่ามะพร้าวเป็นที่พักอาศัยของกวางกว่า 500 ตัว และแหล่งท่องเที่ยวตามเกาะขนาดเล็กๆ อาทิ อ่าวนิด เกาะกระดาด เกาะขาม หมู่เกาะระยั้ง อ่าวสวนใหญ่ อ่าวไผ่/แหลมสน ซึ่งในจังหวัดตราดมีเกาะให้เลือกท่องเที่ยวครึ่งร้อย หรือกว่า 52 เกาะ

ขณะที่สถานที่ท่องเที่ยวบนฝั่งต้องห้ามพลาด เมื่อออกจากสนามบินจังหวัดตราดต้องแวะ "พิพิธภัณฑสถานเมืองตราด" ฟังกูรู "เหน่ง-รุ่งโรจน์ แสวงกาญจน์" เล่าเรื่องราวถ่ายทอดประวัติศาสตร์จากเมืองชายแดนริมฝั่งอ่าวไทย ร้อยเรียงตามยุคสมัยตั้งแต่สุโขทัยจนถึงรัตนโกสินทร์ได้อย่างสนุกสนาน ทำให้พิพิธภัณฑ์มีชีวิตได้ภายในเวลา 1 ชั่วโมง ก็สามารถได้รู้และเข้าใจตราดในทุกๆ มุม และ "วัดบุปผาราม" อายุเก่าแก่กว่า 300 ปี มีทั้งพิพิธภัณฑ์สะสมของโบราณ โบสถ์เก่า จิตรกรรมฝาผนัง ศาลารูปปั้นพระเจ้าตากสินแห่งเดียวที่ไม่สวมหมวกเห็นใบหน้าชัดเจน

นอกจากนี้ยังมีสถานที่เยี่ยมชมบนฝั่งจังหวัดตราด อาทิ สุดแผ่นดินตะวันออก สะพานท่าเทียบเรือเดิมของกรมเจ้าท่า อยู่ติดกับสำนักงาน ททท.สำนักงานตราด มีหอคอย จุดชมวิวทะเล และร้านจำหน่ายของที่ระลึกบ้างประปราย หรือจะเป็นศูนย์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติหาดทรายดำและป่าชายเลน สวนผลไม้ขึ้นชื่อ "สวนสละลุงประโยชน์" ขนาด 80 ไร่ จำหน่ายสละสดกิโลกรัมละ 80 บาท และสละแช่อิ่ม กระปุกละ 25 บาท สามารถสั่งซื้อผ่านทางออนไลน์จัดส่งทั่วประเทศ และแวะ "Check in TRAT" ของกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่นำโดย "จตุพัฒน์ ฤกษ์สหกุล" ประธานคณะกรรมการผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าจังหวัดตราด (YEC ตราด) ร้านจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นเมือง และเค้ก กาแฟ แบบชิกๆ รวมทั้งพื้นที่เทรนด์ใหม่ Co-Working Space ใช้คุยงานกันพร้อมสั่งของว่างรับประทานได้ด้วย

ปัจจุบันการเดินทางจากกรุงเทพฯ มีเที่ยวบินตรงของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ให้บริการจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ตราด วันละ 3 เที่ยว ใช้เวลา 45 นาที รวมทั้งมีรถสาธารณะ รถปรับอากาศ รถตู้ ให้บริการด้วยหลายช่องทาง

"เกาะหมาก โลว์คาร์บอน" และ "สีสันตะวันออก" ในจังหวัดตราดนับเป็นอีกหนึ่ง New Shade ของการท่องเที่ยวเมืองไทยอย่างเข้าใจ เข้าถึง ชุมชนต้นแบบโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง