รุกคืบสืบทอดอำนาจ คำตอบอยู่ที่ประชาชน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 22 เมษายน 2561 00:00:58 น.
ทีมข่าวการเมือง

"การอ้างอนาคตทางการเมืองเป็นเร อง ประชาชนกำหนดนั้น แม้ประชาชนส่วนหนึ่งพร้อม สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ อีกสมัย แต่ประชาชนคงไม่พร้อมที่จะให้ทำทุกอย่างโดยไม่ คำนึงถึงความถูกต้อง ชอบธรรม เพราะยิ่งจะตอกย้ำความขัดแย้งจนยากจะเยียวยาได้"

นับถอยหลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง เริ่มมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ส่งสัญญาณชัดว่า บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการสืบทอดอำนาจด้วยการเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

หลังจาก นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศชัดว่าพร้อมหนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกรอบ เป็นคนดีมีความเหมาะสมเพื่อสานต่องานของรัฐบาล คสช. พร้อมกับข่าวคนใกล้ชิด คือ นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม จะเป็นหัวหน้า พรรคพลังประชารัฐ และมี นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เป็นเลขาธิการพรรค โดยมี พล.อ.ประยุทธ์เป็นที่ปรึกษา

ล่าสุด เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง 2 พี่น้องตระกูล คุณปลื้ม บุตรชาย นายสมชาย คุณปลื้ม หรือ กำนันเป๊าะ ผู้กว้างขวางภาคตะวันออก ร่วมงานกับรัฐบาล คสช.

โดยตั้ง นายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เสนอ และตั้ง นายอิทธิพล คุณปลื้ม อดีตนายกเมืองพัทยา เป็นผู้ช่วย รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ตามที่นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ

ด้าน นายสนธยา เปิดเผยถึงการได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีว่าจะขับเคลื่อนในเรื่องของนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ภาครัฐใช้ดึงดูดการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อใช้ขับเคลื่อนประเทศ ตนอยู่ตรงนี้ทุกวันนี้ก็ทำงานประสานการพัฒนาพื้นที่อีอีซีอยู่แล้ว คิดว่าตำแหน่งนี้จะทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ ไม่ได้คิดเรื่องปูทางร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐในอนาคต

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงว่า "ผมจำเป็นต้องมีคนเหล่านี้เข้ามาบ้าง เพื่อมาทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า เอาคนนี้มาเพื่อประโยชน์อะไรของตนเอง มันไม่ใช่ วันนี้กำลังจะเดินหน้าไปสู่ตรงนั้น ก็ต้องมีคนที่รู้เรื่องเหล่านี้มาให้คำปรึกษาว่าเป็นอย่างไร เพราะผมก็ไม่รู้ว่าการเมืองมันทำกันมาอย่างไร ดังนั้นจึงต้องรู้บ้าง"

ซึ่งเป็นการชี้แจงไปคนละทาง จึงฟันธงได้ว่า พรรคพลังชล โดน คสช.ดูดร่วมรัฐบาลในอนาคตเรียบร้อยแล้ว

โดยก่อนหน้านี้ก็มีกระแสข่าวออกมาตลอดว่า แกนนำเครือข่ายรัฐบาล คสช.อยู่ระหว่างเตรียมการเพื่อตั้งพรรคการเมือง โดยจะมีการดึงนักการเมืองกลุ่มต่างๆ มาร่วมงาน โดยเฉพาะนักการเมืองภาคกลาง-ตะวันออก การสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองต่างๆ เพื่อเป็นพันธมิตรการเมือง เพื่อร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลกับฝ่าย คสช.หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า

ยังมีนายทหารยศพลเอก 2 คน คอยร่วมดีลดังกล่าวด้วย ซึ่งพลเอกคนแรกเป็นเพื่อนสนิทกับ พล.อ.ประยุทธ์ ปัจจุบันเกษียณแล้ว และมีตำแหน่งในรัฐบาล ขณะที่พลเอกอีกคนมีบทบาทสูงในกองทัพและในยุค คสช. ซึ่งปัจจุบันกำลังลุ้นตำแหน่งใหญ่ในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับสูงในเดือน ก.ย.นี้ โดยพลเอกคนหลัง มีข่าวว่ามีการเดินสายพบปะนักการเมืองหลายกลุ่ม แม้แต่กับแกนนำพรรคเพื่อไทย นายทุนพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยบางคน ก็เคยเดินสายไปพูดคุยการเมืองมาแล้ว เพื่อสอบถามท่าทีทางการเมือง

พลเอกคนหลังนี้ก็เป็นคนดีลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ย่องเงียบออกรอบตีกอล์ฟที่สนามกอล์ฟนิกันติ จ.นครปฐม ของตระกูล สะสมทรัพย์ มาแล้ว

นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาก็มีข่าวว่า นายสมคิดนัดกินข้าวเที่ยงที่บ้าน นายสุชาติ ตันเจริญ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และแกนนำกลุ่มบ้านริมน้ำ แม้สุดท้ายนายสมคิดหลบหน้าไม่ไป

และเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา นายสกลธี ภัททิยกุล และ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตแกนนำ กปปส. พร้อมด้วย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีต ส.ส.สิงห์บุรี พรรคชาติไทย ได้เข้าพบนายสมคิด ที่ห้องทำงาน ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

คล้อยหลังไม่กี่วัน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งเป็นผู้ว่าฯ กทม.ที่มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช.ตาม ม.44 ก็ลงนามแต่งตั้งนายสกลธีเป็นรองผู้ว่าฯ กทม.

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งหมดนี้ จึงถูกมองว่าเป็นการปูทางไปสู่การเลือกตั้งเพื่อสืบทอดอำนาจให้ คสช.โดยอาศัยอำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ต่อพวกตนเอง ทำให้บรรดาพรรคการเมืองทั้ง ประชาธิปัตย์ และ เพื่อไทย ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดโดย นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในที่สุดก็เป็นไปตามคำพูดที่ผมนำมาเปิดเผยไว้ก่อนแล้วทุกประการ เชื่อว่าพรรคพลังชลก็ต้องหนุนให้

พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ สมัยหน้าอย่างแน่นอน โดยจะมีอดีต ส.ส.จังหวัดต่างๆ ทยอยเข้าร่วมรัฐบาลในตำแหน่งเทกระโถนต่างๆ เป็นจำนวนมากก่อนการเลือกตั้ง เพื่อเป็นการผูกมัดนักการเมืองเหล่านี้ให้หนุนพรรคทหารก่อนการเลือกตั้ง ไม่แตกต่างอะไรกับการ ตกเขียวทางการเมือง"พล.อ.ประยุทธ์กำลังใช้ความได้เปรียบในฐานะหัวหน้า คสช.ที่มี ม.44 อยู่ในมือ และนายกรัฐมนตรีเฉพาะกิจเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นๆ อย่างไม่มีหิริโอตตัปปะ พรรคทหารที่เขากำลังตั้งกันในทำเนียบรัฐบาลนั้น เขาใช้พลังดูดทั้งอำนาจสารพัดนึก เงินไม่อั้นและข้อต่อรองทางด้านกฎหมายต่างๆ นานา ก็สุดแท้แต่จะจูบปากกันในลักษณะไหนอย่างไร เขาไม่สนใจเรื่องมารยาท ความเหมาะสม ความดีงามหรือธรรมาภิบาลกันแล้ว หากจะว่าระบอบทักษิณไม่ดี แล้วระบอบประยุทธ์ที่กระทำกับประเทศชาติอยู่ทุกวันนี้ แตกต่างอะไรกับระบอบทักษิณบ้าง หลายเรื่องเลวร้ายกว่าด้วยซ้ำไป" นายวัชระ กล่าว

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเช่นกันว่า สิ่งที่คนในรัฐบาลกำลังทำการเมืองอยู่ขณะนี้ไม่ใช่การเมือง 4.0 แต่เป็นการเมือง 0.4 ที่ย้อนยุคไปสู่การเมืองน้ำเน่าแบบเก่าที่มุ่งหวังเพียงใช้ประชาธิปไตย และการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการเข้าสู่อำนาจและสืบทอดอำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง

ทางด้าน นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย วิเคราะห์ว่า สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์กับพรรคพวกจะต้องทำให้ได้ คือต้องมีเสียง ส.ส.ไม่น้อยกว่า 251 เสียงในสภาฯ เมื่อมองแล้วว่ายังไม่มีพรรคการเมืองเดิมรับปากชัดเจน จึงต้องหาวิธีใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเก่าอ่อนแอลง และบีบให้บางส่วนต้องไปร่วมมือด้วย มันเป็นส่วนหนึ่งของแผนทั้งหมด รวมกับการไม่ยอมปลดล็อกให้พรรคการเมือง และใช้งบประมาณในการหาเสียงทางอ้อมที่ทำอยู่

"เขาเริ่มคำนวณแล้วว่าการเป็นนายกฯ คนนอกมันยากกว่า คือต้องรวบรวม ส.ส. ให้ได้ 251 เสียงขึ้นไป เพื่อรวมกับ 250 ส.ว.จึงเปลี่ยนมาให้มีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ไปอยู่ใน 1 ใน 3 รายชื่อของพรรคการเมืองแล้ว ขอแค่ได้ ส.ส.มากกว่า 126 เสียง เพื่อรวมกับ 250 ส.ว. เป็น 376 เสียง ให้ได้เกินครึ่งของสมาชิก 2 สภาฯ 750 คน เพื่อใช้ในการโหวตนายกฯ ให้ได้ก่อน หลังจากมีตำแหน่งนายกฯ แล้ว การดึงดูดนักการเมืองเข้ามาร่วมสนับสนุนรัฐบาลให้ได้ ส.ส.เกิน 250 เสียง ก็จะเป็นการหาทางออกที่จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ได้ง่ายขึ้น" นาย จาตุรนต์ระบุ

ส่วน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตว่า "ที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดว่าไม่อยากเป็นนายกฯ แต่ตอนหลังพูดว่าจะเล่นการเมือง คือการกลืนน้ำลายหรือกลับคำหรือไม่ หากตัดสินใจแล้วควรเปิดเผยวิธีการว่าจะอยู่พรรคไหน ให้พรรคไหนสนับสนุน ทำด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ หากเลือกใช้วิธีแอบซ่อน หรือลับ ลวง พราง ใช้อำนาจกดหัวบุคคลอื่น และสร้างเงื่อนไขเอาเปรียบ เพื่อสร้างประโยชน์ให้ตัวเองฝ่ายเดียว อาจถูกตั้งคำถามจากสังคมได้"

สำหรับคำถามเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประ ยุทธ์ จะเป็นแบบใดนั้น ล่าสุด เขาตอบว่า

"อย่าถามว่าอยากหรือไม่อยาก แต่ถ้าถามว่าอยากไหมก็ต้องตอบว่าไม่อยาก แต่ถามว่ามันมีความจำเป็นอะไรหรือไม่ มันก็เป็นเรื่องของอนาคต เป็นเรื่องของประชาชนกำหนด ไม่ใช่ว่าอะไรก็นักการเมืองคิดกันเอง ผมไม่เคยมองว่าตัวเองสำคัญกว่าใครหรือเก่งกว่าใคร ไม่เคยคิดอย่างนั้น แต่เป็นเรื่องของประชาชนจะว่าอย่างไรก็ว่ามา ว่าเขาต้องการอะไร"

โดยนายกฯ บอกถึงความชัดเจนทางการเมืองด้วยว่า ต้องรอเดือนมิถุนายนไปแล้ว

ในรายการ "ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า "ผมไม่ได้รังเกียจอะไรนักการเมือง-พรรคการเมือง เพราะส่วนใหญ่เป็น "คนดี" แต่ผมไม่อาจยอมรับผู้ที่ทำผิดกฎหมาย ผู้ที่ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม หรือผู้ที่ต่อต้านอำนาจรัฐ และผมพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกคนที่มีอุดมการณ์ รักชาติ และทำเพื่อความสุขของพี่น้องประชาชน"

เป็นท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เริ่มญาติดีกับนักการเมือง ทั้งที่ภายหลังการรัฐประหารได้วิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองแทบทุกวันว่าเป็นต้นเหตุความขัดแย้ง ไร้ธรรมาภิบาล ทำให้ตนเองต้องเข้ามาแบกรับแก้ไขปัญหาของประเทศ แต่วันนี้กลับพร้อมจะร่วมมือกับนักการเมืองทุกประเภท

แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะมีสิทธิ์เข้าสู่เวทีทางการเมืองตามกติกาของรัฐธรรมนูญ แต่การใช้อำนาจรัฐเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมืองอย่างที่เห็น ก็ไม่ต่างจากที่นักการเมืองในอดีตที่ตนเองเคยโจมตี

การอ้างอนาคตทางการเมืองเป็นเรื่องประชาชนกำหนดนั้น แม้ประชาชนส่วนหนึ่งพร้อมสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ อีกสมัย แต่ประชาชนคงไม่พร้อมที่จะให้ทำทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ชอบธรรม เพราะยิ่งจะตอกย้ำความขัดแย้งจนยากจะเยียวยาได้

ดังนั้นในเดือน มิ.ย.นี้ ที่ พล.อ.ประยุทธ์จะแสดงความชัดเจนทางการเมือง จะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้มากน้อยแค่ไหน เพราะจะส่งผลต่อการเดินตามโรดแมปเลือกตั้งว่าจะราบรื่นหรือยิ่งซ้ำรอยเดิม.

ADVERTISEMENT