กรุงเทพฯ - "อภิสิทธิ์" โวเศรษฐกิจดีขึ้นชัดแจ้ง เล็งลดโคตรเงินกู้ 8 แสนล้านบาท แต่ยังเดินหน้าไทยเข้มแข็งไม่เปลี่ยน คุย "มาบตาพุด" กล่อมนักลงทุนญี่ปุ่นอยู่หมัด เตรียมให้อัยการอ้อนศาลขอผ่อนผันโครงการเร็วๆ นี้ ประชาชน 53% ผวาสินค้า-ค่าครองชีพถีบตัว
ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ครั้งที่ 56 ซึ่งเป็นการบันทึกไว้และเผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ถึงภาพรวมเศรษฐกิจ นายกฯ กล่าวว่า มีข่าวดีต่อเนื่อง และจากการประเมินสถานการณ์กับผู้เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจ ก็มั่นใจว่าไทยได้ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแล้ว โดยเฉพาะการจัดเก็บรายได้ที่เกินเป้า ซึ่งคาดว่าปีนี้จะสูงถึง 2 แสนล้านบาท ทำให้ต้องมาทบทวนแผนที่รัฐบาลใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในการกู้เงิน
"หากเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะขยายตัวได้ดีกว่าที่คิด เราก็จะไม่ไปกู้ยืมถ้าไม่จำเป็น ซึ่งขณะนี้เราค่อนข้างมั่นใจว่าจะปรับแผนการกู้เงินลงได้ แต่โครงการตามปฏิบัติการไทยเข้มแข็งยังดำเนินการต่อไป เพราะต้องประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงปีนี้ถึงปลายปี เพื่อรอดูว่าการลงทุนทางภาคเอกชนจะฟื้นตัวขึ้นรวดเร็วมากน้อยแค่ไหน และเป็นตัวจักรขับเคลื่อนการขยายตัวเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด" นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณหน้า และต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี เชื่อว่าจะนำหลายโครงการกลับเข้ามาสู่ระบบงบประมาณปกติได้ และทำให้ลดจำนวนเงินกู้ทั้งหมดลงมา ซึ่งส่งผลโดยตรง อันนี้ก่อภาระหนี้ที่จะลดลงตามด้วย ซึ่งแนวทางที่รัฐบาลดำเนินการมาไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะยาว
นายกฯ ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดว่า ได้พบผู้แทนเอกชนและเจโทร ซึ่งเป็นองค์กรของญี่ปุ่นที่ดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการลงทุนในต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งได้ทำความเข้าใจถึงขั้นตอนต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ และคณะรัฐมนตรีก็ยังเห็นชอบที่ให้อัยการเป็นผู้ยื่นขอความกรุณาจากศาลปกครองว่า ให้โครงการต่างๆ สามารถดำเนินการก่อสร้างไปได้ ถ้าไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง โดยภาคเอกชนพร้อมรับความเสี่ยงว่าก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้วจะได้ใบอนุญาตหรือไม่ ยอมรับและเคารพในกระบวนการที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสอง ซึ่งรัฐบาลได้ออกระเบียบประกาศต่างๆ ให้สามารถดำเนินการได้อยู่ โดยจะรับความเสี่ยงทั้งหมด ซึ่งหลายบริษัทและรวมทั้งตัวแทนของบริษัทญี่ปุ่นก็มีความเข้าใจและพึงพอใจระดับหนึ่ง
"การแก้ปัญหาสำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ก็จะดำเนินการ และดูโครงการต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการเยียวยาด้วย ส่วนที่เป็นแผนปฏิบัติการจัดการเขตควบคุมมลพิษ รัฐบาลก็ได้ประกาศไปในกรณีของมาบตาพุดพร้อมๆ กันไปนั้น ก็เป็นเรื่องที่ยังเป็นปัญหา ซึ่งเราก็ยังเดินหน้าแก้ไขอย่างต่อเนื่อง แต่คิดว่าลงตัวชัดเจน และคงมีความต่อเนื่อง ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถมองเห็นว่าจะวางแผนเพื่อการค้าการลงทุน และพร้อมกับดูแลความสมดุลให้เกิดความถูกต้องในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชนได้อย่างไร" นายอภิสิทธิ์กล่าว
วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 2,201 คน เรื่องที่มีความหนักใจในเรื่องของการเมือง เศรษฐกิจ สังคม พบว่า 5 อันดับปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนหนักใจมากที่สุด คือ 1.ค่าครองชีพสูง/ของกินของใช้แพง 52.82% โดยได้เสนอวิธีการแก้ไข คือ ประหยัด รู้จักวางแผนในการใช้จ่าย ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง กระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาสินค้าให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ ฯลฯ 2.การเงิน/การลงทุน 20.75% โดยวิธีแก้ไข คือ รัฐบาลควรศึกษาผลที่จะตามมาทั้งในระยะสั้นและยาว การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนแน่นอน สร้างความเชื่อมั่น มั่นใจให้กับนักลงทุน และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ฯลฯ
3.โครงการมาบตาพุด 10.42% วิธีการแก้ไข คือ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น นำผู้ที่เกี่ยวข้องจากทุกฝ่ายมานั่งคุยกันอย่างมีเหตุผล และเชิญนักวิเคราะห์ทั้งไทยและต่างประเทศมาร่วมให้ความเห็น หรือให้ข้อแนะนำเพื่อเป็นทางออกที่ดีที่สุด ฯลฯ 4.การส่งออก-นำเข้า 9.36% วิธีการแก้ไข คือ รัฐบาลหาตลาดต่างประเทศให้ นำจุดเด่นหรือเอกลักษณ์ของความเป็นไทยมาพัฒนาการขายสินค้าไทย และสนับสนุนให้คนไทยซื้อสินค้าในประเทศ ลดการนำเข้าสินค้าเมืองนอก ฯลฯ และ 5.ธุรกิจการท่องเที่ยว 6.65% วิธีการแก้ไข คือ รัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวทั้งในเรื่องความปลอดภัยและไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้า แม่ค้า คนไทยต้องเป็นเจ้าบ้านที่ดี โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว และช่วยกันรักษาความสะอาดตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ฯลฯ.

คลิ้กที่นี่เพื่อจดจำหน้านี้
ส่งข่าวนี้ให้เพื่อนคุณใน Twitter