จ่อลดโคตรเงินกู้8แสนล.เล็งขอผ่อนผันมาบตาพิษ

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 00:00:00 น.

กรุงเทพฯ  -  "อภิสิทธิ์" โวเศรษฐกิจดีขึ้นชัดแจ้ง เล็งลดโคตรเงินกู้ 8 แสนล้านบาท แต่ยังเดินหน้าไทยเข้มแข็งไม่เปลี่ยน  คุย  "มาบตาพุด" กล่อมนักลงทุนญี่ปุ่นอยู่หมัด เตรียมให้อัยการอ้อนศาลขอผ่อนผันโครงการเร็วๆ  นี้ ประชาชน 53% ผวาสินค้า-ค่าครองชีพถีบตัว

ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ  อภิสิทธิ์ ครั้งที่ 56 ซึ่งเป็นการบันทึกไว้และเผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ถึงภาพรวมเศรษฐกิจ นายกฯ กล่าวว่า มีข่าวดีต่อเนื่อง และจากการประเมินสถานการณ์กับผู้เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจ ก็มั่นใจว่าไทยได้ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแล้ว โดยเฉพาะการจัดเก็บรายได้ที่เกินเป้า ซึ่งคาดว่าปีนี้จะสูงถึง  2 แสนล้านบาท ทำให้ต้องมาทบทวนแผนที่รัฐบาลใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในการกู้เงิน

"หากเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะขยายตัวได้ดีกว่าที่คิด  เราก็จะไม่ไปกู้ยืมถ้าไม่จำเป็น  ซึ่งขณะนี้เราค่อนข้างมั่นใจว่าจะปรับแผนการกู้เงินลงได้  แต่โครงการตามปฏิบัติการไทยเข้มแข็งยังดำเนินการต่อไป  เพราะต้องประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงปีนี้ถึงปลายปี  เพื่อรอดูว่าการลงทุนทางภาคเอกชนจะฟื้นตัวขึ้นรวดเร็วมากน้อยแค่ไหน   และเป็นตัวจักรขับเคลื่อนการขยายตัวเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด" นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า  ตั้งแต่ปีงบประมาณหน้า  และต่อเนื่องไปอีก  2-3 ปี เชื่อว่าจะนำหลายโครงการกลับเข้ามาสู่ระบบงบประมาณปกติได้  และทำให้ลดจำนวนเงินกู้ทั้งหมดลงมา ซึ่งส่งผลโดยตรง อันนี้ก่อภาระหนี้ที่จะลดลงตามด้วย  ซึ่งแนวทางที่รัฐบาลดำเนินการมาไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะยาว

นายกฯ   ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดว่า ได้พบผู้แทนเอกชนและเจโทร  ซึ่งเป็นองค์กรของญี่ปุ่นที่ดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการลงทุนในต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา  ซึ่งได้ทำความเข้าใจถึงขั้นตอนต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ และคณะรัฐมนตรีก็ยังเห็นชอบที่ให้อัยการเป็นผู้ยื่นขอความกรุณาจากศาลปกครองว่า  ให้โครงการต่างๆ  สามารถดำเนินการก่อสร้างไปได้  ถ้าไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง โดยภาคเอกชนพร้อมรับความเสี่ยงว่าก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้วจะได้ใบอนุญาตหรือไม่   ยอมรับและเคารพในกระบวนการที่ต้องดำเนินการตามมาตรา  67  วรรคสอง ซึ่งรัฐบาลได้ออกระเบียบประกาศต่างๆ ให้สามารถดำเนินการได้อยู่ โดยจะรับความเสี่ยงทั้งหมด ซึ่งหลายบริษัทและรวมทั้งตัวแทนของบริษัทญี่ปุ่นก็มีความเข้าใจและพึงพอใจระดับหนึ่ง

"การแก้ปัญหาสำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ก็จะดำเนินการ  และดูโครงการต่างๆ  ที่จะเป็นประโยชน์ในการเยียวยาด้วย  ส่วนที่เป็นแผนปฏิบัติการจัดการเขตควบคุมมลพิษ  รัฐบาลก็ได้ประกาศไปในกรณีของมาบตาพุดพร้อมๆ  กันไปนั้น   ก็เป็นเรื่องที่ยังเป็นปัญหา ซึ่งเราก็ยังเดินหน้าแก้ไขอย่างต่อเนื่อง แต่คิดว่าลงตัวชัดเจน และคงมีความต่อเนื่อง ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถมองเห็นว่าจะวางแผนเพื่อการค้าการลงทุน   และพร้อมกับดูแลความสมดุลให้เกิดความถูกต้องในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชนได้อย่างไร" นายอภิสิทธิ์กล่าว

วันเดียวกัน  สวนดุสิตโพล  มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต  ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน  2,201  คน เรื่องที่มีความหนักใจในเรื่องของการเมือง  เศรษฐกิจ สังคม พบว่า 5 อันดับปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนหนักใจมากที่สุด  คือ  1.ค่าครองชีพสูง/ของกินของใช้แพง 52.82% โดยได้เสนอวิธีการแก้ไข  คือ ประหยัด รู้จักวางแผนในการใช้จ่าย ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง กระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาสินค้าให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ  ฯลฯ 2.การเงิน/การลงทุน 20.75% โดยวิธีแก้ไข  คือ  รัฐบาลควรศึกษาผลที่จะตามมาทั้งในระยะสั้นและยาว  การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนแน่นอน  สร้างความเชื่อมั่น มั่นใจให้กับนักลงทุน และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ฯลฯ

3.โครงการมาบตาพุด  10.42%  วิธีการแก้ไข คือ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น นำผู้ที่เกี่ยวข้องจากทุกฝ่ายมานั่งคุยกันอย่างมีเหตุผล   และเชิญนักวิเคราะห์ทั้งไทยและต่างประเทศมาร่วมให้ความเห็น หรือให้ข้อแนะนำเพื่อเป็นทางออกที่ดีที่สุด  ฯลฯ  4.การส่งออก-นำเข้า   9.36% วิธีการแก้ไข คือ รัฐบาลหาตลาดต่างประเทศให้  นำจุดเด่นหรือเอกลักษณ์ของความเป็นไทยมาพัฒนาการขายสินค้าไทย และสนับสนุนให้คนไทยซื้อสินค้าในประเทศ  ลดการนำเข้าสินค้าเมืองนอก  ฯลฯ  และ 5.ธุรกิจการท่องเที่ยว 6.65%  วิธีการแก้ไข  คือ รัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวทั้งในเรื่องความปลอดภัยและไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้า  แม่ค้า  คนไทยต้องเป็นเจ้าบ้านที่ดี โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว และช่วยกันรักษาความสะอาดตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ฯลฯ.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง