พลันที่หน่วยงานด้านความมั่นคง ประเมินสถานการณ์การเดินทางมาปฏิบัติภารกิจของ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรี ที่บริเวณชายแดนในห้วง 3-4 วันที่ผ่านมาว่า อาจจะส่งผลกระทบเชื่อมโยงต่อสถานการณ์ความสงบเรียบร้อยภายใน ที่กลุ่มเสื้อแดงกำลังเคลื่อนทัพอยู่ ฝ่ายนโยบายและฝ่ายกองทัพจึงต้องปรึกษาหารือกันในข้อมูลที่มีอยู่อย่างรอบด้าน
ที่ก่อนหน้านั้น สมเด็จฮุน เซน ได้ให้กระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา ประสานมายังกระทรวงการต่างประเทศของไทย เพื่อขอเข้าเยี่ยมชม "ตาเมือนธม" โดยประกาศให้ประชาชนในประเทศของเขาได้ทราบว่าเป็นการมาตรวจเยี่ยมโบราณสถาน และทรัพย์สมบัติของประเทศกัมพูชา
กำหนดการของ สมเด็จฮุน เซน หน่วยทหารในพื้นที่ได้วิเคราะห์ว่า แผนการเยือนแบบเป็น "แพ็กเกจ" เหล่านี้ นอกจากเป็นการปลุกขวัญกำลังใจของเหล่าทหารที่ประจำการอยู่ตามแนวชายแดน แต่เป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองให้กลับคืนมา
หลังจากที่ถูก "สม รังสี" ฝ่ายค้านกัมพูชา กระชากหน้ากาก "นโยบาย" หลิ่วตาให้กับเวียดนามจนสูญเสียดินแดน โดยใช้สถานการณ์ด้านไทย-กัมพูชามากลบข่าว อีกทั้งเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของคนในชาติ
ที่สำคัญไปกว่านั้น คือความปรากฏชัดในยุทธศาตร์ทางด้านการทหาร ที่ดูเหมือนจะเอาจริงเอาจังและแข็งขันมากขึ้น สอดคล้องกับกระแสข่าวว่า สหรัฐ ฝรั่งเศส และประเทศมหาอำนาจหลายประเทศแอบขายอาวุธในทางลับให้กัมพูชา โดยให้กัมพูชาใช้ทรัพยากรและสัมปทานในประเทศมาจำนำจำนองไว้ก่อน
จึงไม่แปลกที่จะเห็นอาวุธใหม่ของทหารกัมพูชาโชว์หราทางสื่อ หรือแม้กระทั่งจะเห็น สมเด็จฮุน เซน นายพลห้าดาวคนล่าสุด พร้อม นางบุณ รานี ภริยา ใส่ชุดพราง "ไอ้กัน" รุ่นเก่าขึ้นไปยังฐานทหารในเขตทับซ้อน
หรือแม้กระทั่งการจัดหน่วยทหารของกัมพูชา หรือการฝึกตามวงรอบ ก็จะมีกองทัพอินโดนีเซียให้การสนับสนุน ซึ่งถือเป็นการฝึกหน่วยขนาดเล็กที่มีประสิทธิ์ภาพกองทัพหนึ่งในอาเซียน และเป็นต้นแบบแห่งหน่วยจรยุทธ์ขนาดเล็กหรืออาร์เคเค ที่ก็เป็นรูปแบบเดียวใน 3 จังหวัดภาคใต้ของไทย
ในขณะที่ทหารฝ่ายไทย แม้จะได้รับ "ไฟเขียว" แผนแก้ไขปัญหาตาเมือนธม โดยใช้ "แผนเดิมๆ" ที่ส่งซิกให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มาในรูปของกลุ่มมวลชนปกป้องแผ่นดินไทย ภายใต้การนำของ "วีระ สมความคิด" ประธานภาคีเครือข่ายติดตามสถานการณ์กรณีเขาพระวิหารเข้ามาเรียกร้องใกล้บริเวณดังกล่าวได้ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการให้ "ตีกัน" ไม่ให้ สมเด็จฮุน เซน เข้ามาในประเทศไทย เพราะเกรงจะเกิดปัญหากระทบกระทั่ง และสร้างความไม่สะดวกใจให้ผู้นำกัมพูชา
แต่ทว่ากลุ่มของ "วีระ" ใช่ว่าจะ "ควบคุม" ได้ เพราะแนวทางการเคลื่อนไหวที่แม้จะ "รู้กัน" กับทหาร แต่ในการบริหารจัดการ ทหารก็สั่งไม่ได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น "เป้าหมายร่วม" ระหว่าง "กองทัพ" กับ "เสื้อเหลือง" จึงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะความรู้สึกของกลุ่มมวลชนที่ไม่พอใจ สมเด็จฮุน เซน มีอยู่เต็มอก
จนทำให้เกิดความหนักใจในการพูดคุยทำความเข้าใจในการควบคุมพื้นที่การชุมนุม แต่ในแง่ดี ก็ทำให้ทหารในพื้นที่ใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธกับชุดประสานงานชายแดนกัมพูชา ที่ติดต่อเข้ามาตั้งแต่ 08.00 น.ของวันที่ 8 ก.พ. มากกว่า 5 ครั้ง ที่ยืนยันไม่ให้คณะของ สมเด็จฮุน เซน เข้ามาที่ตาเมือนธม
ทั้งที่กำลังทหารองครักษ์ หรือชุดล่วงหน้าถูกส่งมาจำนวนมาก ไม่นับการเสริมกำลังมากขึ้นในระหว่างที่สมเด็จเดินทางมาเปิดหมู่บ้าน และกองพัน ปชด.422 ซึ่งเป็นหน่วยสนับสนุนกองพลน้อยที่ 42 ที่มี พล.ท.เมี๊ยะ วงษ์ เป็น ผบ.กองพล ซึ่งมีรายงานเข้ามาว่าจำนวนมากมายในระดับที่กองกำลังสุรนารี
ทว่าเมื่อฝ่ายไทยได้เริ่มเสริมกำลังถ่วงดุล และมีการวางกำลังหมู่ชุดยิง, ปรส., อาร์พีจี ประจำการอยู่บนปราสาท และวางกำลังตลอดแนวในเส้นแนวฐานปฏิบัติการ จนสายลับกัมพูชาแจ้งข่าวกลับไป ทำให้ทางฝ่าย สมเด็จฮุน เซน พร้อมคณะ จึงได้ยอมเดินทางกลับโดยเฮลิคอปเตอร์ 6 ลำ กลับในเวลากว่า 10.00 น.
แม้จะไม่มีเหตุการณ์กระทบกระทั่งหรือการใช้กำลังทหารเกิดขึ้น แต่การ "เดินสาย" ของ สมเด็จฮุน เซน ครั้งนี้มีสัญญาณเตือนทหารในพื้นที่ว่า
ภารกิจ 3 วัน ไม่ว่าจะเป็นวันที่ไป "เขาพระวิหาร" การส่งตัวแทนไปที่สามเหลี่ยมมรกต ช่องบก จ.อุบลราชธานี หรือแม้กระทั่งมาเปิดถนน เส้นทางจากบ้านกู่ อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย ระยะทาง 13 กม. มุ่งหน้าตรงมายังปราสาทตาเมือนธม จ่อชายแดนไทยห่างตัวปราสาทราว 400 เมตร
หรือแม้กระทั่งการมาเป็นประธานเปิดหมู่บ้านตาเมือน เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์เนื้อเดียวกับปราสาทตาเมือนธม ในฝั่งไทยหวังผลในการอ้างสิทธิ์ในอนาคต ซึ่งเป็นหมู่บ้านดังกล่าว ถูกมองว่าเป็นหมู่บ้านแนวกันชนชายแดน ขนาด 400 หลังคาเรือน ห่างจากปราสาทตาเมือนธมราว 4 กม.
น่าสนใจว่าในห้วงเวลานี้ มีการเปิดเส้นทางที่มุ่งมาที่ชายแดนด้านที่มีการพิพาทกับไทยหลายเส้น รวมทั้งมีการเปิดหมู่บ้านใหม่ และหน่วยทหารใหม่ ที่มีการวิเคราะห์ว่าเป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างหมู่บ้านกันชน หรือแนวบัฟเฟอร์โซน ที่มีฐานทหารแฝงอยู่ทุกหมู่บ้าน ที่ถูกมองว่าเป็นการพรางพิกัดของกำลังทหาร
รวมไปถึงการสร้างถนน ซึ่งเปรียบเหมือนถนนยุทธศาสตร์ ที่สามารถใช้ส่งกำลังบำรุงทางด้านการทหารได้สะดวกกว่าเมื่อก่อน และมีแนวโน้มว่าในวันนี้อาจจะมีกำหนดการในการเดินทางไปดูเส้นทหารหมายเลข 67 อัลลองเวง ที่ไทยเคยจะให้เงินกู้วงเงิน 1.4 พันล้านบาท ซึ่งขณะนี้มีรายงานว่า ได้มีการหาแหล่งเงินสนับสนุนโดยไม่ต้องง้อรัฐบาลไทย
กระนั้น การเลือกห้วงเวลาและสถานการณ์ที่การเมืองไทยกำลังเข้าสู่สถานการณ์สำคัญ เดินสายมาสร้างสงครามประสาทบริเวณไทย จึงแน่ชัดว่าหวังสร้างคะแนนเสียงให้ตัวเอง และหวังผลในภาพกว้างในเรี่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่ออ้างสิทธิเรื่องเขตแดนมากกว่า 30 จุดที่ยังเป็นปัญหา และยังไม่มีการเริ่มการเจรจาปักปันได้แม้แต่จุดเดียว ที่สำคัญคือการเพิ่มศักยภาพกำลังรบทางด้านการทหาร
สงครามประสาทของฮุน เซน ที่หวังผลหลายด้านอาจไม่ได้หยุดแค่ครั้งนี้ เพราะภารกิจที่ปูทางให้เห็นยุทธศาสตร์ทางการทหารของกัมพูชา ดูแล้วฝ่ายความมั่นคงน่าจะหนักใจกับเรื่องน่าปวดหัวเหล่านี้ที่ยังไม่จบไม่สิ้นเสียที.
