แคนเบอร์รา - แดนจิงโจ้ประกาศยกเครื่องนโยบายคนเข้าเมือง เน้นเปิดรับแรงงานฝีมือระดับสูงที่จำเป็นมากขึ้น เช่น แพทย์และพยาบาล หลังประสบปัญหาแรงงานด้อยฝีมือล้นประเทศ
คริส อีแวนส์ รัฐมนตรีกระทรวงคนเข้าเมือง กล่าวโทษว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากนโยบายสนับสนุนแรงงานด้อยฝีมือของรัฐบาลชุดก่อน ภายใต้การนำของจอห์น โฮเวิร์ด ที่แพ้เลือกตั้งไปเมื่อปี 2550
"สมัยรัฐบาลโฮเวิร์ด เรามีพ่อครัวเยอะมาก ขณะเดียวกันก็เปิดรับแรงงานช่างทำผมเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมเราต้องรับแรงงานช่างทำผมจากต่างประเทศเข้ามามากมายขนาดนั้น แทนที่จะรับแพทย์และพยาบาลมากกว่า" อีแวนส์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์
ภายใต้แผนใหม่ที่มีจุดมุ่งหมายลดจำนวนนักศึกษาต่างชาติ ที่เข้ามาเรียนสายอาชีพในออสเตรเลียเพื่อหวังได้รับสถานะผู้พำนักถาวร (พีอาร์) รัฐบาลจะกำหนดมาตรฐานทักษะภาษาอังกฤษของแรงงานให้สูงขึ้น รวมทั้งปรับลดจำนวนแรงงานต่างชาติในงานบางประเภทลงเป็นครั้งแรก
ปีที่แล้ว มีผู้ยื่นขออาศัยและทำงานถาวรในฐานะแรงงานฝีมือในออสเตรเลียมากถึง 170,000 คน ทั้งที่รัฐบาลเปิดรับเพียง 108,000 คนเท่านั้น
อีแวนส์คาดว่า ด้วยมาตรฐานที่สูงขึ้นดังกล่าวจะทำให้ผู้สมัครวีซ่าถาวรราว 20,000 คนต้องประสบกับความผิดหวัง แต่ยืนยันว่าทางการจะคืนเงินค่าสมัครให้ทุกคน ที่รวมแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 14 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
เขาเผยด้วยว่า ตอนนี้ออสเตรเลียยังคงขาดแคลนนักบัญชี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักบัญชีจากต่างชาติกว่า 40,000 คนที่เข้ามายังออสเตรเลียช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไม่มีความชำนาญและทักษะภาษาดีพอที่จะหางานทำได้
รัฐบาลออสเตรเลียจะทบทวนรายชื่อประเภทแรงงานฝีมือที่อยู่ในความต้องการใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่มีทั้งหมด 106 ประเภท โดยจะเน้นเปิดรับแรงงานที่มีทักษะฝีมือสูง เช่น แพทย์ พยาบาล วิศวกร และคนงานเหมือง ก่อนจะเปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการอีกครั้งช่วงกลางปีนี้
อย่างไรก็ดี อีแวนส์ยอมรับว่านโยบายใหม่ย่อมส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการศึกษา ซึ่งทำรายได้เข้าประเทศไม่ต่ำกว่าปีละ 12,000 ล้านดอลลาร์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับแอนดรู มาร์กุส ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายคนเข้าเมือง จากมหาวิทยาลัยโมแนช ที่คาดว่าแผนนี้จะทำให้ยอดการสมัครเรียนของนักศึกษาต่างชาติลดลงจากปัจจุบันกว่า 70% เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่เข้ามาเรียนเพื่อหวังตั้งหลักปักฐานในออสเตรเลีย
นักศึกษาต่างชาติในออสเตรเลียเพิ่มจำนวนจาก 150,000 คนในปี 2545 มาเป็นเกือบ 400,000 คนในปีที่แล้ว มากที่สุดเป็นอินเดีย ส่วนอันดับ 2 เป็นจีน.////////////////////////////////

คลิ้กที่นี่เพื่อจดจำหน้านี้
ส่งข่าวนี้ให้เพื่อนคุณใน Twitter