โหน13สมุนไพร ปล่อยผี22สารเคมีอันตราย

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2552 00:00:00 น.

การประกาศขึ้นทะเบียนพืชสมุนไพรไทย  13  ชนิด ประกอบด้วยสะเดา ตะไคร้หอม ขมิ้นชัน ขิง ข่า  ดาวเรือง สาบเสือ กากเมล็ดชา พริก ขึ้นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ตองตึง และหนอนตายหยาก เป็นวัตถุอันตราย ในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2552 เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์  2552  ในเวลานั้นกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ และนักวิชาการหลายฝ่ายออกมาคัดค้าน และได้ยื่นฟ้องศาลให้หน่วยงานที่รับผิดชอบยกเลิกประกาศฉบับดังกล่าว

โดยเห็นว่าเป็นการทำลายภูมิปัญญาความรู้เรื่องพืชสมุนไพรในวิถีชาวบ้าน  และมีวาระผลประโยชน์ทับซ้อนในประกาศเอื้อธุรกิจผลิตเคมีเกษตร  ท้ายที่สุดศาลปกครองได้มีคำสั่งให้ทุเลาบังคับใช้ประกาศสมุนไพร 13 ชนิดนี้ว่าเป็นวัตถุอันตรายไปก่อน  ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลรับผิดชอบก็ยังไม่ได้ถอนพืชทั้ง 13 ชนิดออกจากบัญชีรายชื่อจนถึงวันนี้

แต่ความน่าวิตกของประกาศบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่  6)  พ.ศ.2552 ไม่ได้มีแต่เรื่องพืชสมุนไพรไทยที่ต้องกลายเป็นวัตถุอันตรายเท่านั้น  ยังมีมหันตภัยแฝงจากการยกเลิกการควบคุม "สารเคมี" หลายชนิดออกจากบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย  ซึ่งประกาศนี้อยู่ในประกาศฉบับเดียวกัน

ถ้าถามคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยว่ารู้เรื่องดังกล่าวหรือไม่  น้อยคนนักที่รับรู้ถึงการยกเลิกวัตถุอันตราย  ซึ่งมีทั้งสิ้น 22 รายการ เป็นวัตถุอันตรายที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตร จำนวน 9  รายการ  คือ  โบรโมโพรพิเลท, ไซเพอร์เมทริน, ไดอะซินอน, ไดเฟทไทอะโลน, ไกลโฟเสท-แอมโมเนียม, ทอ-ฟลูวาลิเนท, 2'-เทอร์บิวทิลฯ, อ๊อกซิเตทตระไซคลิน และไตรโคลเพอร์-บูโททิล

วัตถุอันตรายที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมธุรกิจพลังงาน  1  รายการ  คือ  เนเชอรอลแกส แล้วยังมี  5  รายการอยู่ในความรับผิดชอบของกรมโรงงานอุตสาหกรรม  ประกอบด้วย  โคโรพิคลิน, คอปเปอร์ซัลเฟต,  ฟลูมิออกซาซิน (ไอโซ), สารซัลเฟอร์  และ  1,3,5 ทริสฯ ที่เหลือจำนวน 8 รายการ  เป็นวัตถุอันตรายในความรับผิดชอบของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ คือ อเมอริเซียม-241, อเมอริเซียม-241/เบอรินเรียม,  คาริฟอร์เนียม-235,  ซีเซียม-137,  โคบอลท์ 60, เออร์ริเดียม-192, เรเดียม-226 และสตรอนเตียม-90

แต่ทว่ามีนักวิชาการคนหนึ่งที่ติดตามการออกประกาศวัตถุอันตรายของภาครัฐมาอย่างเนื่อง  โดยเฉพาะกรณีการยกเลิกรายชื่อวัตถุอันตราย เขายืนยันว่าการประกาศยกเลิกวัตถุอันตรายดังกล่าวเอื้อประโยชน์บริษัทเอกชน  และอาจส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิตเชื่อมโยงไปถึงคุณภาพสิ่งแวดล้อม  เพื่อความกระจ่างเราจะไปพูดคุยกับ  สมคิด  หอมเนตร  นักวิชาการอิสระ  ผู้ยื่นฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  ร้องทุกข์กล่าวโทษนายชาญชัย  ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม  กับพวก  กรณีลงนามในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม  เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่  6)  พ.ศ.2552  เอื้อประโยชน์บริษัทเอกชน โดยนักวิชาการอิสระผู้นี้ได้ให้รายละเอียดข้อมูลเหตุใดการยกเลิกวัตถุอันตรายจึงถูกผลักดันโดยรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม  ตลอดจนชีวิตของประชาชนจะมีความเสี่ยงอย่างไร

สมคิดกล่าวว่า  ไม่มั่นใจว่าการยกเลิกวัตถุอันตรายมีผลต่อความปลอดภัยของประชาชนหรือไม่ ยกตัวอย่างการถอนสารซัลเฟอร์ออกจากบัญชีฯ  ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม สารเคมีชนิดนี้ต้องนำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยางรถยนต์  แล้วยังเป็นสารอันตรายที่ใช้ประกอบวัตถุระเบิด  เป็นสารตั้งต้นที่สามารถนำไปผลิตยาเสพติดที่ควรเฝ้าระวัง  สารเคมีอีกชนิดที่ยกเลิก  คือ  สารโคโรพิคลินก็เป็นสารตั้งต้นยาเสพติดเช่นกัน

"ถ้าวัตถุดิบสำคัญนี้หลุดรอดจากภาคอุตสาหกรรม  ถูกลักลอบขายให้กับขบวนการค้ายาเสพติดใช้ผลิตยา  อาจก่อให้เกิดปัญหายาเสพติดในไทยที่รุนแรงมากขึ้นอีก  ยังไม่รวมถึงการถอนโคบอลท์  60 จากบัญชีวัตถุอันตราย  ถ้าจำกันได้เมื่อปี  2543  เกิดเหตุการณ์คาดไม่ถึงสารกัมมันตภาพรังสีที่ชื่อ โคบอลท์  60  รั่วไหล  เหยื่อมีทั้งคนเจ็บและคนตาย  สารเหล่านี้เป็นวัตถุอันตราย  การนำเข้า การส่งออกและการเคลื่อนย้าย  ต้องควบคุมอย่างใกล้ชิด  ขณะนี้ศาลมีคำสั่งให้ทุเลาเฉพาะซัลเฟอร์ตัวเดียวเท่านั้น  ยังมีสารอันตรายที่เหลืออีกหลายรายการ  ดังนั้น  อยากให้มีการยกเลิกประกาศฉบับดังกล่าว" สมคิดกล่าว

และว่าการยกเลิกสารเคมีดังกล่าว  จะทำให้ปริมาณการใช้สารเคมีในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น สร้างปัญหามลพิษที่แก้ไม่ตกอยู่ในขณะนี้  โดยเฉพาะการตกค้างของสารซัลเฟอร์ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทย  ทำลายระบบทางเดินหายใจ ระบบเนื้อเยื่อในร่างกาย และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันการประกาศยกเลิกวัตถุอันตรายในความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตร  9  รายการนั้น บริษัทเอกชน และบริษัทข้ามชาติบางบริษัท ซึ่งผลิตและจำหน่ายสารเคมี ก็ได้รับประโยชน์โดยตรง

นอกจากนี้ นักวิชาการอิสระยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การออกประกาศเรื่องบัญชีวัตถุอันตรายยังเป็นการช่วยเหลือผู้นำเข้าวัตถุอันตรายในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้พ้นผิดกรณีการหลบเลี่ยงภาษี โดยเมื่อเดือนตุลาคมปี  2551  กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ดำเนินการจับกุมบริษัทเอกชน 6 บริษัท ที่นำเข้าสารซัลเฟอร์  ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย  โดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานฯ ของกลางมูลค่า 1,200  ล้านบาท  ถูกอายัดไว้ที่จุดเกิดเหตุ  คือ ท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือมุกดาหาร จากการตรวจสอบพบว่า  รายชื่อผู้ถือหุ้นใน  6  บริษัท  มีนามสกุลของนักการเมืองกระจายกันถือหุ้น สำหรับโทษของการสำแดงเท็จหลีกเลี่ยงภาษีอากรต้องเสียค่าปรับต่ำสุด  4  เท่า-สูงสุด 10 เท่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร  พ.ศ.2489  แต่มีผู้ประกอบการพยายามวิ่งเต้นเพื่อล้มคดีนี้  เพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนตนผ่านการประกาศเพิกถอนสารซัลเฟอร์ออกจากบัญชีวัตถุอันตราย

สำหรับ  การออกประกาศสั่งยกเลิกสารซัลเฟอร์ออกจากบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  สมคิดเปิดเผยว่า  ทำให้สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องถูกระงับไป  สิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็  คือ ก่อนการลงนามในประกาศดังกล่าว  กรมโรงงานฯ  ได้ทำหนังสือหารือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.)  ลงวันที่  27 พฤศจิกายน 2551 และทาง อสส.ตอบกลับมาเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2552 ว่า "การออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิกการควบคุมซัลเฟอร์ออกจากบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย  จะทำให้การกระทำตามที่หารือไม่เป็นความผิดทางอาญาต่อไป  ผู้กระทำการอยู่ก่อนย่อมพ้นจากการเป็นผู้กระทำผิด  เป็นเหตุให้ไม่สามารถดำเนินคดีอีกต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง"

นั่นหมายถึง  ความผิดถูกระงับไป  จากนั้นวันที่ 29 มกราคม 2552 รมว.อุตสาหกรรมลงนามในประกาศฉบับดังกล่าว  และเร่งรัดให้มีผลบังคับใช้วันที่  4  กุมภาพันธ์ 2552 เห็นได้ชัดว่า เจตนาช่วยเหลือบริษัทเอกชนที่ถูกดำเนินคดีอาญา  โดยไม่คำนึงว่าประชาชนจะได้รับผลกระทบจากอันตรายของสารซัลเฟอร์  เป็นการกระทำที่ขาดความเที่ยงธรรมและซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งตนได้ยื่นร้องทุกข์ ป.ป.ช.สอบ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นักวิชาการอิสระในฐานะผู้ฟ้องคดี  ระบุว่า การกระทำของนายชาญชัยกับพวกเป็นความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และผิดตาม  พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต  พ.ศ.2542  และขัดต่อรัฐธรรมนูญปี  2550  ในมาตรา  66 ว่าด้วยสิทธิชุมชน มาตรา  67  ว่าด้วยสิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ  มาตรา  83  (แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง) และมาตรา 86 ว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาและรักษาพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น  ขณะนี้  ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเพื่อหาข้อเท็จจริง  กรณีนี้ยังเข้าสู่กระบวนการของ ป.ป.ช.สภาผู้แทนราษฎร โดยมีการประชุมเรียกทางอัยการสูงสุด และกรมศุลกากรมาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว แสดงว่าคดีดังกล่าวมีมูล

นอกจากความเคลือบแคลงต่อกรณีการเพิกถอนสารเคมีหลายชนิดจากบัญชีแล้ว  ยังมีประเด็นพืช 13  ชนิด  ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย  ซึ่ง สมคิด ไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน  โดยอธิบายว่าพืชทั้ง 13 ชนิด  จำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นอาหารและยารับประทาน ได้แก่ ขมิ้น ขิง ข่า ขึ้นฉ่าย พริก ชุมเห็ดเทศ  และสะเดา  กลุ่มที่  2 เป็นพืชสมุนไพรที่ใช้ภายนอกไม่รับประทาน ได้แก่ ดาวเรือง ตะไคร้หอม หนอนตายหยาก กากเมล็ดชา  และสาบเสือ กลุ่มที่ 3 เป็นพืชที่มีความเป็นพิษสูง ได้แก่ ตองตึง หัวขวาน  ทั้ง  13 ชนิด เป็นพืชสวนครัวที่อยู่ในวิถีชีวิตคนไทย เป็นสมุนไพรไทยๆ ที่ชุมชนใช้เพื่อการพึ่งตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงเป็นยาโบราณใช้ในการแพทย์แผนไทย ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ชาวบ้านเองก็มีรายได้จากการปลูก ขายและแปรรูปสมุนไพร

เขาเห็นว่าประกาศฉบับดังกล่าว ส่งผลดีต่อเกษตรเคมี ระบบทุนเกษตรผูกขาดแบบครบวงจร และบรรษัทข้ามชาติ  ซึ่งผลิตและจำหน่ายสารเคมีที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน  แต่ในทางตรงกันข้ามจะส่งผลกระทบต่อวิถีการผลิตทางเกษตร  อุตสาหกรรมครัวเรือน อุตสาหกรรมส่งออก ทำลายและตัดตอนองค์ความรู้เรื่องพืชสมุนไพรในวิถีชาวบ้านที่สะสม และมีวิวัฒนาการจากบรรพบุรุษมาช้านาน  เป็นคำสั่งที่ขัดแย้งกับสิทธิชุมชน  ไม่รักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สำหรับแนวทางการต่อสู้นับจากนี้ไป  นักวิชาการอิสระคนเดิมกล่าวว่าจะแถลงต่อศาลเพิ่มเติมเพื่อให้ศาลยืนคำสั่งให้ทุเลาบังคับใช้ประกาศวัตถุอันตราย และขอเพิ่มสารเคมีชนิดอื่นที่เป็นอันตราย ให้ศาลสั่งควบคุมอย่างใกล้ชิด  นอกจากสารซัลเฟอร์ที่ประกาศไปก่อนหน้านี้  ขณะเดียวกันจะขอศาลได้ยกเลิกประกาศ  13  พืชสมุนไพรวัตถุอันตรายเป็นการถาวร และจะแถลงขอให้ศาล กันพืชสมุนไพรไทยอีก 30 ชนิด ไม่ให้ขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านมา

"กรมวิชาการเกษตรมีแผนจะนำพืชสมุนไพรอีก  22  ชนิด ขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย ทั้งมันแกว  บอระเพ็ด  ลางสวด  ดีปลี มะรุม ยาสูบ ยี่โก ว่านน้ำ ละหุ่ง สารภี ฯลฯ ที่ผ่านมามีการนำเสนอรายการเหล่านี้ในคณะกรรมการวัตถุอันตรายแล้ว  ถ้า  13  ชนิดไม่ถูกเบรกเสียก่อน  จะต้องมีซีรีส์ต่อไป" สมคิดเปิดเผย

อย่างไรก็ตาม  สมคิด  หอมเนตร  แสดงความมั่นใจว่า ศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดจะเห็นด้วยกับการเพิกถอนประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม  เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายฉบับลงวันที่ 29  มกราคม  2552  เพราะเรื่องนี้กระทบวิถีชีวิตของคนไทยและขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างชัดเจน

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง