การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ กับ ความรับผิดทางกฎหมาย พ.ต.ท.ดร.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ บทนำ และ บทคัดย่อ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 21 กันยายน 2552 00:00:00 น.

ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาที่น่าสนใจหลายเรื่อง เช่น การเพิกถอนคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ที่สั่งย้ายข้าราชการตำรวจระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งรองอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งต่อมาได้รับการเลื่อนระดับตำแหน่งสูงขึ้นเป็นถึงอธิบดีแล้ว โดยให้เพิกถอนย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ระบุในคำสั่ง  ซึ่งต่อมาคณะกรรมการ  ป.ป.ช. ได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๒ ชี้มูลความผิดตั้งแต่อดีตเลขาธิการ ก.พ. และ คณะกรรมการคัดเลือกที่พิจารณาแต่งตั้ง   ซึ่งมีการดำเนินการคัดเลือกและแต่งตั้งข้าราชการที่ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ อันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อการบริหารราชการ ทั้งนี้ คณะกรรมการคัดเลือกย่อมพิจารณาได้ว่าการกระทำดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อมีสิทธิได้รับการเลื่อนตำแหน่ง อันเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง และ ยังเป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ด้วย

นอกจากนี้ ศาลปกครองยังมีคำพิพากษาที่เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจโดยไม่เป็นธรรม  โดยศาลวินิจฉัยว่า แม้กระบวนการแต่งตั้งจะชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ แต่หากไม่มีเหตุผลที่สามารถอธิบายได้   ก็ไม่อาจจะถือว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงให้ ตร.ควบคุมให้ตำรวจภูธร ภาค ๒ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีกลับไปดำรงตำแหน่งเดิม และให้ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งแก่ผู้ฟ้องคดีนั้นด้วย เป็นต้น

นอกจากปรากฏการณ์การกระทำความผิดของผู้มีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ยังประสบกับปัญหาอีกหลายประการ รวมถึงปัญหาที่ตำรวจได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ปัญหาการบริหารงานบุคคลที่ไร้ความชัดเจน การขาดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคัดเลือกตัวผู้นำสูงสุดขององค์กรผู้บังคับใช้กฎหมายนี้ รวมทั้งข่าวคราวการซื้อขายตำแหน่งซึ่งมีวงเงินนับพันล้านในการแต่งตั้งในวาระประจำปี พ.ศ.๒๕๕๑ ถึง ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา ถึงขนาดที่ว่า คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาศึกษาและเสนอแนะมาตรการแก้ไข โดยท้ายที่สุดคณะอนุกรรมการได้สรุปข้อเท็จจริงทำนองที่น่าเชื่อว่ามีความผิดปกติส่อว่าทุจริตในการแต่งตั้ง และเสนอแนะให้มีการดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมายกับผู้มีส่วนกระทำผิดต่อไป

ปัญหาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ทับถมกันอย่างยาวนานพร้อมกับข่าวในด้านลบต่อองค์กรตำรวจอย่างไม่หยุดหย่อนนี้ ทำให้บุคลากรส่วนใหญ่ของ ตร. ยอมรับว่าสภาพปัญหาดังกล่าวยากเกินกว่าจะแก้ไขเยียวยา พร้อมกับปรับตัวเข้ากับสภาวะที่จะต้องแสวงหาเส้นสายเพื่อความเจริญก้าวหน้า โดยจะต้องวิ่งเต้นในทุกรูปแบบจนสังคมเรียกร้องให้ผ่าตัดองค์กรนี้ใหม่อยู่ตลอดเวลา

ปัญหาดังกล่าวนี้เองจึงเป็นที่มาของบทความนี้ ซึ่งประกอบด้วย ๓ ส่วนหลักๆ ได้แก่ส่วนที่  ๑) หลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ส่วนที่ ๒) ผลทางกฎหมายหากผู้มีอำนาจแต่งตั้งและคณะกรรมการคัดเลือก รวมถึงคณะกรรมการที่มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบนั้น หากไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งในส่วนที่ ๑ นั้น จะมีความผิดทางอาญา ทางแพ่ง ทางปกครอง และทางวินัยหรือไม่ประการใด และ ส่วนที่ ๓ เป็นข้อเสนอแนะ

ข้อสรุปเบื้องต้น (Abstract) สำหรับหลักเกณฑ์การแต่งตั้งและผลตามกฎหมายโดยย่อ มีดังนี้

ประเด็นแรก การแต่งตั้งของ ตร.นั้นเป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ประกอบ กฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งฯ พ.ศ.๒๕๔๙ นั้นมีหลักเกณฑ์ที่ดี แต่มีปัญหาการปฏิบัติอยู่มากเพราะผู้มีอำนาจแต่งตั้งมักจะใช้วิธีการต่างๆ เพื่อกระทำการให้ครบขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น แต่ไม่ชอบธรรม รวมถึงการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ไม่มีหลักเกณฑ์การคัดเลือก จึงควรมีการแก้ไขกฎหมายตำรวจให้ชัดเจน เพื่อเป็นหลักประกันว่า ผู้นำสูงสุดของ ตร. จะมีความสง่างาม มีความรู้ความสามารถ และ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล

ประเด็นที่สอง พบว่าการที่ผู้มีอำนาจเสนอชื่อแต่งตั้งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตำรวจ ประกอบ กฎ ก.ตร. ดังกล่าว โดยให้เหตุผลลอยๆ ว่าเหมาะสม และคณะกรรมการพิจารณาให้ความเห็นชอบตามที่ผู้มีอำนาจเสนอ ทั้งผู้เสนอรายชื่อและคณะกรรมการฯ ย่อมจะต้องมีความผิดทางอาญาต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ อีกทั้งยังจะต้องรับผิดในทางแพ่งสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยลำพัง ตร.ไม่ควรจะต้องมีส่วนรับผิดชดใช้ทางแพ่งแก่ผู้เสียหาย  ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ อีกทั้ง การกระทำดังกล่าวยังเป็นการจงใจกระทำความผิดทางกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมตำรวจ จึงมีความรับผิดทางวินัยอีกส่วนหนึ่งด้วย

ประเด็นสุดท้าย  ควรแก้ไขกฎหมายตำรวจให้มีหลักเชัดเจนในการคัดเลือก  ผบ.ตร. และควรให้อำนาจเด็ดขาดแก่ผู้บัญชาการตำรวจ (ผบช.) ในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในสังกัด  หาก ผบช.ใช้อำนาจไม่ถูกต้องตามกฎ ก.ตร.ฯ ก็ควรให้ ก.ตร.พิจารณาแก้ไข ไม่ควรให้อำนาจให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดในการพิจารณาแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ตามลำพัง นอกจากนี้ ควรจะต้องมีกระบวนการส่งเสริมให้ข้าราชการตำรวจปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนให้เป็นรูปธรรมต่อไป ทั้งนี้ เพื่อการบริหารราชการเป็นไปตามระบบคุณธรรม (Merit System) ซึ่งน่าเชื่อว่าหากข้าราชการตำรวจสามารถเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการตามความรู้ความสามารถ การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างกว้างขวาง   หากสังคมสงบสุข ประชาชนเคารพกฎหมาย ก็จะเป็นปัจจัยบวกให้นักลงทุนชาวต่างชาติเข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ หาก ตร.มีระบบการบริหารงานที่ดี ย่อมเป็นการช่วยเหลือและพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมของชาติโดยรวมด้วย

ส่วนต่อไปนี้ คือ รายละเอียดของบทความ
ส่วนที่ ๑
หลักเกณฑ์ ระเบียบและกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ

พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ (ต่อไปนี้ เรียกว่า กฎหมายตำรวจ) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้  ตามมาตรา  ๕๑, และมาตรา ๕๓ ถึง มาตรา ๕๗ ประกอบ กฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสารวัตร ถึง จเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๙ ซึ่งอาจจะกล่าวได้โดยกะทัดรัดว่า

กรณีแรก การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นไปตามมาตรา ๕๓(๑) ประกอบ มาตรา ๕๑ ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจคัดเลือกรายชื่อข้าราชการตำรวจ ซึ่งมียศพลตำรวจเอก เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ  ซึ่งกรณีนี้ คณะกรรมการ ก.ต.ช. อาจจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็ได้ แม้ว่ากฎหมายตำรวจไม่ได้กำหนดเรื่องการคัดเลือก ผบ.ตร. ว่าจะต้องเป็นไปตามหลักอาวุโส แต่จากประวัติศาสตร์นั้น รอง ผบ.ตร.ผู้ที่มีอาวุโสสูงสุด จะได้รับแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร.เสมอ ทั้งนี้ก็เนื่องจากระบบการแต่งตั้ง ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ รอง ผบ.ตร. ได้กำหนดกฎเกณฑ์ว่าจะต้องพิจารณาจากผู้มีอาวุโสสูงสุดเป็นหลัก หากผู้มีอาวุโสสูงกว่าไม่ได้มีความบกพร่องแล้วก็ควรจะต้องแต่งตั้งตามลำดับไป มิเช่นนั้นจะเกิดความแตกแยก ไร้ความสามัคคี ชิงดีชิงเด่น กันอย่างไม่ที่สิ้นสุด และสุดท้ายผลกระทบจะเกิดขึ้นกับสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (อ่านต่อพรุ่งนี้)

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง