"อวัยวะต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นหลังของคนเราก็เปรียบเสมือนส่วนต่างๆ ของเรือใบที่แล่นสู้แรงลมอยู่กลางท้องทะเล การที่หลังของคนเราตั้งตรงฝืนแรงโน้มถ่วงของโลกอยู่ได้ขณะที่เรามีการใช้งาน ก็เพราะมีกระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อที่แข็งแรงคอยประคองช่วยเหลือหลังอยู่ตลอดเวลา เปรียบไปก็เหมือนเสากระโดงเรือที่มีเชือกขึงตึงทั้งสองข้าง"
"แรงลมที่เรือใบต้องปะทะขณะที่เรือลอยอยู่กลางทะเล ก็เหมือนกับในชีวิตจริงที่หลังต้องใช้งานหลายรูปแบบในชีวิตประจำวัน แต่เรามักไม่รู้ตัวว่าหลังของคนเราต้องทำงานหนักมากขนาดไหน ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอนอีกครั้งหนึ่ง"
นพ.ธีรชัย ผาณิตพงศ์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง โรงพยาบาลพญาไท 3 ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบถึงโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนให้ได้เห็นภาพกันอย่างชัดเจน เนื่องจากทุกวันนี้การใช้ชีวิตของคนเราล้วนเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโรคที่ใครบางคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่าง "โรคกระดูกสันหลังเคลื่อน" ที่สร้างความทรมานใจและกายให้กับผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย "จากอดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่า มีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนในอัตราที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และที่น่าตกใจคือ ค่าเฉลี่ยอายุของผู้ป่วยที่เมื่อก่อนมักจะพบอยู่ในวัย 40-50 ปีขึ้นไป แต่ตอนนี้อายุ 30 กว่าๆ ก็เริ่มเข้ามารับการรักษากันแล้ว
"ซึ่งโดยปกติแล้ว กระดูกสันหลังส่วนเอวของคนเรานั้น จะประกอบไปด้วยปล้องกระดูก 5 ปล้องเรียงติดต่อกัน แต่ละปล้องจะมีข้อต่อและเอ็นที่ยึดติดกันอย่างแข็งแรง ทำให้เวลาคนเราเคลื่อนไหว ก้ม แอ่น หรือหมุนตัว กระดูกสันหลังแต่ละปล้องจะทำงานสอดคล้องกันได้อย่างดี ไม่หลุดออกจากกัน แต่ก็มีภาวะบางอย่างในชีวิตของคนเราที่ทำให้กระดูกสันหลัง ค่อยๆ เคลื่อนหลุดจากกันทีละเล็กละน้อย โดยที่เจ้าของหลังไม่รู้ตัว เช่น เกิดจากการเจริญเติบโตที่ไม่สมบูรณ์ของกระดูกสันหลัง หรือการขาดเลือดไปเลี้ยงที่เพียงพอ เมื่อคนเราเติบโตขึ้น ข้อต่อที่ยึดติดกันจึงไม่แข็งแรง เมื่อเกิดการสะเทือนที่หลังบ่อย กระดูกจึงค่อยๆ หลุดออกมา หรืออาจจะเป็นเพราะส่วนข้อต่อที่ยึดติดสร้างความมั่นคงให้กระดูกสันหลังมีการบุบสลายไป เพราะความเสื่อมหรือถูกกระทบกระเทือนเป็นเพราะกระดูกที่บางมากขึ้น เมื่อเราอายุมากขึ้น และบางครั้งก็เกิดจากการผ่าตัดหลังครั้งก่อนที่ทำให้กระดูกสันหลัง เกิดความไม่มั่นคงตามมาอีกหลายปีต่อมา
โดยอาการที่พบมักจะค่อยเป็นค่อยไป คือ มีอาการเจ็บปวดสะสมเรื่อยๆ เริ่มจากการปวดหลังบริเวณเอว ปวดเมื่อยๆ มักจะปวดมากเวลานั่งนานๆ หรือเดินไกลๆ เมื่อมีการเคลื่อนตัวของกระดูกมากขึ้น จนมีการกดทับเส้นประสาทที่อยู่ใกล้เคียง ก็จะทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น ปวดร้าวลงขา ขาชา อ่อนแรง ซึ่งอาการมักจะเป็นขาทั้ง 2 ข้าง มากหรือน้อยขึ้นอยู่ความรุนแรงของการเคลื่อนตัวของกระดูกสันหลัง
สำหรับวิธีการรักษาคงต้องแล้วแต่ระยะความรุนแรง มีตั้งแต่การใช้กายภาพบำบัดไปจนถึงการผ่าตัดเพื่อยึดกระดูกสันหลังด้วยเหล็ก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณหมอได้แนะนำว่าสิ่งที่ดีที่สุดก็คือการหลีกเลี่ยงและป้องกันการเกิดโรคก่อนที่จะมาแก้ไขที่หลังเมื่อเป็นแล้ว โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่ 1.หลีกเลี่ยงการนั่งในท่าเดิมติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ โดยเฉพาะกับคนที่ทำงานอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ยิ่งเสี่ยง ดังนั้นในทุกๆ ครั้งที่รู้สึกเมื่อย จึงต้องรีบปรับเปลี่ยนอิริยาบถ อาจเป็นการยืน เดิน เพื่อความผ่อนคลายก็ได้
2.ลดแรงกระแทก เพิ่มแรงพยุง คือ ลดกิจกรรมที่ต้องใช้หลังและหัวไหล่ในการแบกหามหรือกดรับแรงกระแทกเป็นระยะเวลานาน เช่น หลีกเลี่ยงการแบกของหนักๆ บนหลัง 3.หลีกเลี่ยงการวิ่งหรือกระโดดแรงๆ โดยเฉพาะกีฬาที่เสี่ยงต่อกระดูกสันหลังเคลื่อน ได้แก่ บาสเกตบอล, วิ่งมาราทอน, กระโดดสูง, กระโดดไกล เป็นต้น 4.กีฬาว่ายน้ำดีที่สุด การออกกำลังด้วยวิธีว่ายน้ำ ถือเป็นวิธีเสริมสร้างร่างกายได้ในทุกๆ ส่วน ซึ่งจะไม่เกิดแรงกระแทกบริเวณแผ่นหลังก็จะไม่เกิดความเสี่ยงของโรคดังกล่าว
5.ถอดรองเท้าส้นสูงเสียบ้าง ผู้หญิงมักจะขาดรองเท้าส้นสูงไม่ได้ แต่หากใส่ไปในระยะเวลานานๆ ก็อาจเกิดการแอ่นตัวของกระดูกสันหลัง หากใส่ไปนานๆ ก็อาจเสี่ยงต่อกระดูกสันหลังเคลื่อนได้เช่นกัน สำหรับความสูงของส้นรองเท้าที่พอรับได้คือ รองเท้าส้นสูงที่สูงประมาณ 1 นิ้วเท่านั้น 6.หลีกเลี่ยงการรับประทานยาหม้อ ยาสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐาน ในบางคนที่มีอาการปวดขาปวดหลัง ปวดกระดูก ก็มักมีความเชื่อแบบผิดๆ ที่คิดว่าการรับประทานยาหม้อยาต้มจะช่วยให้หายได้ แต่จริงๆ แล้วในยาเหล่านี้เขามักจะผสมสเตียรอยด์เพื่อลดอาการปวดฉับพลัน ซึ่งผู้ป่วยจะรู้ว่ารับประทานไปแล้วหายป่วย แต่เมื่อมันสะสมอยู่ในร่างกายนานๆ ก็ย่อมอันตรายอย่างแน่นอน.**********************************************************************