รู้จักเขมร รู้จักเฮง สัมริน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2552 00:00:00 น.

บ้านเรือนเคียงกันรู้จักกันแค่ไหน คนไทยตามพรมแดนประชิดเขมรย่อมรู้จักเขมรในขอบเขตหนึ่ง คนกรุงเทพฯ อาจจะรู้จักหรือไม่รู้จักเลย เพราะเป็นเรื่องไกลตัว

แต่ถ้าเข้าใจว่าเขมรเท่ากับเฮง สัมริน เห็นจะต้องแสดงความเสียใจด้วย คนเขมรดีๆ ยังมีอยู่  และเขมรส่วนใหญ่น่าสงสารเพราะเขายากจนแร้นแค้น โดยชนชั้นปกครองไม่แยแส เอาแต่โกงและกอบโกย

เกิดใครอยากรู้จักกัมพูชาเป็นการเป็นงาน คงศึกษาได้จากพระราชพงศาวดารกัมพูชาฉบับภาษาไทย  ผู้แปลคือ ร้อยเอกทองดี ธนะรัชต์ บิดาจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อีกเล่มหนึ่งเป็นงานที่ย่อยให้อ่านง่าย แถมเสียดสีพอประมาณ ชื่อว่า พงศาว(สัน)ดารเขมร ผู้เขียนใช้นามปากกกา  "นายหนหวย"  นักจัดรายการวิทยุประเภทอ่านข่าวเล่าข่าวที่มีชื่อในอดีต (ถึงแก่กรรมแล้ว) เจ้าของนามจริงว่า นายชาญชัย  ศิลปเฉลิม งานของนายหนหวยเข้าใจว่าเขียนขึ้นเมื่อเกิดข้อพิพาทเขาพระวิหารสมัยจอมพลสฤษดิ์

เจ้านโรดมสีหนุเป็นผู้นำเขมรที่น่าพะอืดพะอมคนหนึ่ง เป็นตัวอย่างของการขาดวัฒนธรรมทางการทูต เพราะเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อสัญกรรมลง ในประเทศไทยเวลานั้นมีบรรยากาศเศร้าสร้อย วิทยุกระจายเสียงเปิดเพลงพญาโศกเป็นระยะๆ ส่วนวิทยุโทรทัศน์นั้นมีข่าว สารคดี แต่ได้งดรายการบันเทิง แต่วิทยุกระจายเสียงที่กรุงพนมเปญได้จัดรายการแสดงความยินดีอย่างเอิกเกริกที่จอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม

เดี๋ยวนี้เจ้านโรดมสีหนุต้องไปพึ่งใบบุญปักกิ่ง เหลือแต่พระโอรสมาเป็นกษัตริย์กัมพูชา ส่วนคนมีอำนาจกลับเป็นไพร่ที่ยึดอำนาจได้โดยอิงกำลังเวียดนาม ทั้งเวลาต่อมาสถาปนาตนเป็นสมเด็จกันครึกครื้น นับแต่สมเด็จเจีย ซิม สมเด็จเฮง สัมริน และสมเด็จฮุน เซน

อีกทั้งกำลังได้สมเด็จเจ้ามูลเมืองไปเป็นบ่าว

คนเขมรนั้นเหมือนคนถูกสาป ประเทศตนอุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ประชากรยังน้อยอยู่น่าจะทำมาหากินก่อร่างสร้างตัว มีสุขภาวะตามควร  แต่ทว่าชนชั้นปกครองกลับกอบโกยโกงกิน จนขึ้นชื่อลือกระฉ่อนและเสวยสุขตามลำพัง

เขมรจึงดักดานในดงดอน ตามรายงานจากสำนักงานโครงการพัฒนาสหประชาชาติ ถึงอันดับการพัฒนาของประเทศ 177 ประเทศ กัมพูชายังอยู่อันดับที่ 131

และองค์กรที่เปิดโปงชนชั้นนำกัมพูชาอีกแห่งหนึ่งคือ  องค์กรตรวจสอบที่เรียกว่า โกลบอลวิตเนส อันมีที่ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้เสนอรายงานเรื่องกัมพูชาเมื่อกุมภาพันธ์ 2552 สร้างความโกรธแค้นจนฮุน เซน สั่งห้ามเจ้าหน้าที่โกลบอลวิตเนสเข้าประเทศกัมพูชา เช่นเดียวกับที่เคยคุกคามนักข่าววิทยุเอเชียเสรี ภาคภาษาเขมร จนนักข่าวผู้นั้นต้องลี้ภัยไปสวีเดน ทั้งนี้เพราะนักข่าวได้แฉความเลวร้ายของฮุน เซน นั่นเอง

สำหรับโกลบอลวิตเนส มิได้ตีแผ่การคดโกงธรรมดาๆ หากติดตามเส้นทางการโกง ทั้งฮุน เซน ทั้งบริวาร จนจัดทำสาแหรกการโกงชาติโกงประชาชน ดังกรณีลูกพี่ลูกน้องฮุน เซน  เป็นมือวางอันดับหนึ่งของการอุ้มฆ่า  มาเฟีย คุกคามสื่อ เขาเป็นเจ้าของบริษัทหินอ่อน ที่ต่อมาได้ผูกขาดสัมปทานเหมืองแร่และทรัพยากรธรรมชาติอีกหลายแห่ง ภรรยาเขาเป็นเพื่อนกับนางบุญรานี ภรรยาฮุน เซน  ผู้ลักลอบตัดไม้ทำลายป่าแต่ไม่มีใครกล้าจับกุม เคยมีนักข่าวไปดูเหมืองแห่งหนึ่งที่จังหวัดพระวิเหียะ เขาพบทหารมายืนยาม ซักไปซักมาพบความจริงว่าเป็นเหมืองของนายพลดังคนหนึ่ง

บริษัทเพียงพิเม็กซ์ ซึ่งมีชื่อในการรับสัมปทานการทำทรัพยากรธรรมชาติ ก็เป็นคนสนิทฮุน เซน อีกทั้งเมียเขายังเป็นเพื่อนเมียฮุน เซน เช่นกัน

เรื่องราวที่เป็นข่าวนี้ดูไปก็เข้าทางทักษิณ ผู้รวยได้เพราะผูกขาดสัมปทาน อาศัยผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงนโยบาย จึงเกิดสถานภาพโกงทั้งโคตรมิใช่เพียงโคตรโกง

การทำเจ้าให้เป็นเพียงเจว็ด หรือเพียงเป็นเชิงลักษณ์  ฮุน เซน ทำสำเร็จแล้ว สีหนุนโรดมจึงต้องเป็นอาคันตุกะประจำการ  ณ  กรุงปักกิ่ง  นโรดมรณฤทธิ์ต้องหลีกทางจากการเมือง คงเหลือเจ้านโรดมพระบาทมุนี

แบบอย่างอันรุ่งโรจน์นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงไม่บันยะบันยังปาก ให้สัมภาษณ์นายริชาร์ด  ลอยด์ เป็นการจาบจ้วงเบื้องสูงลามปามเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ซึ่งคนไทยทั่วไปไม่คิดกล้าจะพูดจาเช่นนั้น

แต่พลาดท่าแล้วก็เกี้ยวแก้เก้อว่าไม่ได้พูด เป็นเรื่องของคนสัมภาษณ์เขียนเอาเอง

เมื่อแรก ริชาร์ด ลอยด์ นำเสนอข่าวหน้าเดียว พอถูกปฏิเสธและซัดทอดเลยฉวยโอกาสเผยแพร่เป็นกระตั้ก

เขาไม่รู้กันหรือว่าใครจะพูดอะไร และใครจะนำไปแพร่เป็นข่าวอย่างไร

ความจริงต่างเป็นประเภทเดียวกัน และสมประโยชน์ด้วยกัน ริชาร์ด ลอยด์ จึงเป็นผู้สื่อข่าวพิเศษได้รับอนุญาตให้พบที่ดูไบ

นายริชาร์ด  ลอยด์  เป็นคนอังกฤษ สำเร็จการศึกษาที่เดียวกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีผลงานวิพากษ์วิจารณ์เบื้องสูงและบทความโจมตีนายกฯ อภิสิทธิ์ เขาเคยสัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวออสเตรเลียที่เคยติดคุกในไทย ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จึงไปกันได้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ

ส่วนการที่  พ.ต.ท.ทักษิณออกมาปฏิเสธข้อความที่ให้สัมภาษณ์นั้น เห็นว่าเชื่อถือไม่ได้ เช่นเดียวกับการอ้างว่าตนจงรักภักดีย่อมเชื่อลำบาก การปฏิเสธศาลที่พิพากษาในพระปรมาภิไธย  และทั้งๆ ที่เป็นผู้ร้ายคดีอาญากลับหนีศาลนั้น วิญญูชนย่อมตรองได้ ยิ่งการประพฤติตนให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยิ่งแล้วใหญ่

ฮุน เซน นั้นเป็นผู้นำเขมรที่ไม่มีวัฒนธรรมทางการทูต  การก้าวล่วงวิจารณ์อำนาจอธิปไตยทางการศาลของไทย ดูจะไม่มีผู้นำชาติใดเขาทำกัน การที่เลือก พ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่ปรึกษาส่วนตัว และเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาล เท่ากับเป็นการเลือกผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม  ยิ่งการอาศัยพระราชกฤษฎีกาและให้กษัตริย์เขมรทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้ง ยิ่งเป็นเล่ห์เพทุบายที่น่าเกลียดในนามของให้เป็นเกียรติ

เพราะถ้าแต่งตั้งคนไทยอื่นๆ  ทำนองนี้   อาจรับว่าเป็นเกียรติได้   แต่การนำนักโทษชายที่หนีคดีอาญาแผ่นดินมาแต่งตั้ง เท่ากับต้องการสร้างบรรยากาศเผชิญหน้า และเมื่อกระทรวงการต่างประเทศของไทยเสนอขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน   กัมพูชากลับปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามความตกลงทางการทูต  ยิ่งกว่านั้นการปฏิเสธของกัมพูชาครั้งนี้ มิได้ผ่านขั้นตอนของศาลกัมพูชาเลย เป็นคำตอบของรัฐบาลเอง ซึ่งก็ยิ่งน่าเกลียดใหญ่

เมื่อแรกที่นายกฯ อภิสิทธิ์สั่งถอนเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญกลับประเทศไทย  มีผู้วิจารณ์กันพอควรว่าเป็นการทำข้ามขั้นตอน  เพราะควรเริ่มจากการเชิญเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยเข้ารับหนังสือเตือนก่อน

แท้ที่จริงรัฐบาลไทยต้องการดำเนินตามครรลองแห่งการทูตเช่นนั้น แต่เมื่อเชิญแล้วไม่มาจึงจำเป็นต้องให้ท่านทูตไทยกลับ  ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยยืนยันเสมอว่า  ไม่ประสงค์ให้เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างประชาชนระหว่างชายแดน  และจะไม่มีการปิดด่านสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย

ขณะเขียนต้นฉบับนี้ เป็นเวลาที่เฮง สัมริน แจ้งแก่เลขานุการทูตไทยว่าเป็นบุคคลไม่พึงประสงค์  ขอเชิญออกจากประเทศภายใน  48  ชั่วโมง  ซึ่งเท่ากับลดระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศลงอีกระดับหนึ่ง  เมื่อเป็นเช่นนี้ไทยย่อมจำเป็นต้องปฏิบัติการตามความเป็นจริง คือแจ้งต่อเลขานุการทูตของกัมพูชาประจำไทยทำนองเดียวกัน   และเชิญออกจากประเทศภายใน 48 ชั่วโมง

ผู้เขียนเห็นว่าบัดนี้ ปัญหาความคลั่งชาติกับปัญหาความรักชาติจำเป็นต้องจำแนกแยกแยะให้ดี ถ้าคิดคลั่งชาติก็จะต้องใช้ความรุนแรง กระทำต่อชาติอื่นให้สาแก่ใจ ขณะที่ความรักชาติของเรานั้นไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงถึงปานนั้น   เพียงแต่ยึดศักดิ์ศรี  และปฏิบัติตามครรลองของหลักนิติธรรมหรือกฎหมายระหว่างประเทศ ยกเว้นถูกรุกรานและใช้กำลังก่อนจึงจำเป็นต้องตอบโต้

แน่นอนจำแนกให้ชัดว่า อะไรควรทำ  อะไรควรเว้น มิใช่ถือพรรคถือพวก ดังนายเทพไท  เสนพงศ์  โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถามทหารที่เข้าสังกัดพรรคเพื่อไทย  ทั้งที่เคยถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา  และถวายสัตย์ปฏิญาณต่อเบื้องพระพักตร์และธงชัยเฉลิมพล ทั้งเคยการันตีความจงรักภักดีของ  พ.ต.ท.ทักษิณ  บัดนี้สถานการณ์ชัดเจนในการจาบจ้วงเบื้องสูง จะยังเคียงข้าง พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่

ครับ

เป็นคำถามที่ดีมาก แต่ในข้อเท็จจริงโดยทั่วไป ทหารถวายสัตย์ฯ ต่อเบื้องพระพักตร์และต่อธงชัยเฉลิมพลนั้น ถูกต้อง ส่วนที่ว่าถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยานั้น ทหารที่มีโอกาสเช่นนั้นและเข้าพรรคไทยรักไทย  ดูจะมีนายเดียว คือ พล.อ.ชวลิต เพราะรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันมีลำดับศักดิ์รามาธิบดี จึงต้องถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

ลำดับศักดิ์ของเครื่องราชฯ ไม่ถึงก็หมดโอกาสถือน้ำพระพิพัฒน์ฯ พ.ต.ท.ทักษิณเคยอ้างว่าถือน้ำพระพิพัฒน์ฯ บ่อยๆ จึงไม่เป็นความจริง เว้นแต่การถวายสัตย์ปฏิญาณ และดูเหมือนไม่ปฏิบัติตามคำพูดนั้นอีกต่างหาก.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง