ศอ.รส.เตือน'ปปช.-ศาลรธน.'ตัดสิน'ปู'พ้นสภาพ อ้างสุมไฟใส่เสื้อแดง

17 เม.ย. เมื่อเวลา 13.00 น.ที่ บช.ปส. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ในฐานะกรรมการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(ศอ.รส.) ว่า ตลอดเวลา 30 วันที่ได้มีการจัดตั้ง ศอ.รส. ให้ทำหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการทั้งปวงให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้ตลอดมาในระดับหนึ่งนั้น...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

คอลัมน์: ร้อยเรื่องเมืองไทย: การแต่งกายชายไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์,

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2553 08:10:54 น.
การแต่งกายหญิงไทยต้นกรุงรัตนโกสินทร์, การแต่งกายสมัยรัชกาลที่ 5 เสื้อราชปะแตน
ร้อยเรื่องเมืองไทย รอยไทยปีที่ ๑๕

การแต่งกายชายไทยแต่โบราณนั้น โดยทั่วไปผู้ชายนิยมนุ่งโจงกระเบนหรือกางเกงแบบไทย ไว้ผมทรงมหาดไทย ไม่นิยมสวมเสื้อทั้งในเวลาปกติและในเวลาราชการ นอกจากจะมีโอกาสพิเศษ เช่น ในงานพิธีสำคัญๆ หรือในฤดูหนาว ก็จะสวมเสื้อแบบไทย คือเป็นเสื้อแขนยาว ไม่มีปก ผ่าหน้า สวมใส่สบาย บ้างก็มีผ้าคาดเอว

การแต่งกายที่ชายไทยไม่นิยมสวมเสื้อนี้ ยังคงเป็นอยู่เรื่อยมา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงประกาศบังคับให้ข้าราชการชายสวมเสื้อเข้าเฝ้าเป็นครั้งแรก ด้วยทรงมีพระราชดำริว่า การไม่สวมเสื้อนั้นดูล้าสมัย และชาวต่างประเทศจะมองคนไทยว่าเป็นพวกชาวป่า

ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากระยะนี้เป็นช่วงของการเปิดประเทศ มีการติดต่อชาติตะวันตกซึ่งกำลังแสวงหาอาณานิคม พระองค์จึงทรงมีพระบรมราโชบายในด้านต่างๆ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนปรับปรุงขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่างให้สอดคล้องกับนานาอารยประเทศ ซึ่งประเทศเหล่านั้นมักจะยกปัญหาเหล่านี้ขึ้นมาอ้างเพื่อเข้าแทรกแซงกิจการภายในพระราชอาณาจักร

การแต่งกายของสตรีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น นั้น คล้ายคลึงกับสมัยกรุงศรีอยุธยา คือในกลุ่มชนชั้นสูงนิยมไว้ ผมทรงปีก ห่มสไบเฉียงด้วยผ้าปักหรือผ้าแพร นุ่งผ้าจีบลายยกทอง ขณะที่ราษฎรทั่วไปนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อแขนกระบอก หรือ ห่มผ้าแบบคาดอก ซึ่งเป็นเช่นนี้เรื่อยมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ แต่พอถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ สตรีในราชสำนักนิยมห่มสไบเฉียงทับเสื้อแขนกระบอก และนุ่งโจงกระเบน

ในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ ๔ ถึง ต้นรัชกาลที่ ๕ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร พระราชธิดาในรัชกาลที่ ๓ ซึ่งเป็นพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักสมัยนั้น ทรงเป็นผู้นำในด้านการแต่งกายของฝ่ายใน โดยพระองค์โปรดให้เจ้านายสตรีห่มสไบเฉียง ตัวเปล่าไม่สวมเสื้อ แล้วเปลี่ยนจากนุ่งโจงกระเบนกลับมานุ่งผ้าจีบอย่างสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้คงการนุ่งจีบไว้เฉพาะเมื่อจะแต่งกายเต็มยศใหญ่เท่านั้น ส่วนในเวลาปกติให้นุ่งโจงกระเบน ห่มสไบเฉียงทับเสื้อแขนกระบอก  และให้สวมรองเท้าถุงเท้า

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงเห็นว่า การที่ชายไทยสวมเสื้อ เป็นการแสดงถึงความเจริญในวัฒนธรรมของชาติต่อสายตาอารยประเทศ แต่ขณะนั้น แบบเสื้อที่ใช้กันยังเป็นเสื้อแบบฝรั่ง ส่วนเสื้อแบบไทยก็ยังไม่งดงามเหมาะสม

ในปีพุทธศักราช ๒๔๑๔ ขณะเสด็จพระราชดำเนินประพาสอินเดีย ทรงมีพระราชดำริให้ออกแบบเสื้อสำหรับข้าราชการชายไทยขึ้น คือ เป็นเสื้อคอปิด แขนยาว มีกระดุมตั้งแต่คอตลอดอก ตัดด้วยผ้าเนื้อหนาสีขาว เวลาใส่ไม่ต้องสวมเสื้อข้างใน เมื่อพระองค์ได้ทอดพระเนตรแบบเสื้อ  ก็ทรงพอพระราชหฤทัยเป็นยิ่งนัก

เสื้อแบบนี้ เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ หรือ พร บุนนาค ขณะยังเป็น จหมื่นศรีสรรักษ์ ราชเลขานุการ ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต คิดชื่อถวายได้ชื่อว่า เสื้อ ราชแพทเทิร์น โดยนำคำภาษามคธมารวมกับคำภาษาอังกฤษ แปลว่า เสื้อแบบหลวง แต่สำเนียงไทยเมื่อนานเข้า ก็เลยเพี้ยนเป็น เสื้อราชปะแตน ในที่สุด

เสื้อราชปะแตนนี้ นุ่งกับโจงกระเบนสีกรมท่า ที่เรียกว่า ผ้าม่วง ใช้แต่งในโอกาสงานพิธีต่างๆ และใช้ในราชการโดยทั่วไป.

ติดตามชมรายการรอยไทย ชุด ผู้สร้างสรรค์และสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย ได้ทุกวันจันทร์ถึงพุธ เวลา ๑๗.๕๘-๑๘.๐๐ น. ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี รอยไทยสนับสนุนโดย ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง