คอลัมน์: ท่านขุนน้อย: ว่าด้วยเรื่องดิน-ฟ้า-อากาศ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 13 กรกฎาคม 2553 06:13:33 น.
ณ ลีลาแห่งบุปผากระบี่

จะเป็นลางดี หรือลางร้าย...ก็มิอาจสรุปได้ หลังจากสุริยุปราคาเต็มดวงในช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งผู้คนในแถบแปซิฟิกใต้ ตั้งแต่บางส่วนของประเทศชิลี อาร์เจนตินา ไปยันถึงเกาะอิสเตอร์ เกาะคุก สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ๋ว แต่เพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติบนท้องฟ้าผ่านไปประมาณ 5-6 ชั่วโมง ปรากฏการณ์ธรรมชาติบนพื้นดิน นั่นก็คือ เหตุการณ์แผ่นดินไหวระดับ 6.2 ริกเตอร์ ได้ถล่มใส่พื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของชิลี สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นกันไปเป็นแถบๆ...

แต่ก็ยังโชคดี...ที่ไม่ได้มีรายงานข่าวจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายให้เป็นที่สยดสยองเหมือนกับครั้งแผ่นดินไหวในเฮติเมื่อไม่นานมานี้ ถึงกระนั้นก็ตาม...ข่าวคราวเกี่ยวกับความเป็นไปทางธรรมชาติในช่วงหลังๆ นี้ ย่อมเป็นอะไรที่มิอาจไม่สนใจไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะสนใจกันในแง่วิทยาศาสตร์ โหราศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือ ศาสตร์ใดๆ ก็ตาม เนื่องจากโดยลักษณะอาการของธรรมชาติ ท่านค่อนข้างจะแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้ง แจ่มแจ้ง มานานแล้วว่าได้จังหวะ เวลา ที่จะต้อง เอาคืน ต่อบรรดามวลมนุษยชาติทั้งหลาย ผู้ซึ่งไม่คิดจะปรับตัวให้สอดคล้อง กับความเป็นทางธรรมชาติ หรือ กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติใดๆ เอาซะเลย...

แน่นอนว่า...สำหรับภัยธรรมชาติประเภทแผ่นดินไหว ภูเขาถล่ม ดินทลายนั้น สำหรับบ้านเรา...ดูจะไม่ถึงกับเป็นที่น่าวิตกกังวลซักเท่าไหร่ เพราะถ้าย้อนรอยอดีตกลับไปในช่วงประวัติศาสตร์ เหตุการณ์แผ่นดินไหวระดับร้ายๆ ชนิดถล่มบ้าน ถล่มเมือง เอาเลยถึงขั้นนั้น คงต้องไล่ย้อนไปถึงยุคอาณาจักรโยนกนคร หรือ ยุคที่พระเจ้าเหายังคงใส่กางเกงหูรูดอะไรทำนองนั้น แต่นับจากครั้งนั้นเป็นต้นมา เหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมืองไทยก็จัดอยู่ในระดับน้องๆ หลานๆ ไม่ถึงกับหนักหนาสาหัสเท่ากับบ้านอื่น เมืองอื่น คือ ไหวกันแค่พะเยิบพะยาบ ระดับประมาณ 5 ริกเตอร์กว่าๆ และส่วนใหญ่ก็มักจะมีสาเหตุสืบเนื่องมาจากรอยเลื่อนที่อยู่นอกประเทศ แถบพม่า แถบอินโดนีเซียซะมากกว่า ผลกระทบมันจึงออกมาในลักษณะผลข้างเคียงมากกว่าที่จะเป็นผลกระทบโดยตรง...

อย่างไรก็ตาม...ก็อย่าเพิ่งไปประมาทกันง่ายๆ เพราะอย่างที่ใครต่อใครว่าเอาไว้นั่นแหละว่า สถิตินั้น...มีไว้เพื่อทำ ลาย บรรดาจำนวนรอยเลื่อนต่างๆ ที่แฝงอยู่ในอาณาเขตประ เทศไทย อันที่จริงก็มีอยู่ไม่น้อย ยิ่งเมื่อผู้เชี่ยวชาญท่านได้ออกมาเปิดเผยเอาไว้เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ส่วนใหญ่มักจะเป็นรอยเลื่อนที่ถูกกดทับเอาไว้โดย เขื่อน แต่ละเขื่อนกันเป็นหลัก แม้แต่ เขื่อนแก่งเสือเต้น ที่ใครต่อใครพยายามดิ้นรนคิดจะสร้างครั้งแล้วครั้ง เล่า เอาเข้าจริงๆ ก็เคยมีการศึกษาไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 โดยกรมทรัพยากรธรณีและการไฟฟ้า ว่าอาจก่อให้เกิดการกดทับรอยเลื่อนที่แผ่ซ่านไปตลอดทั่วจังหวัดลำปาง แพร่ น่าน พะเยา สามารถส่งผลให้เกิดอัตราเสี่ยงต่อภาวะแผ่นดินไหวระดับความรุนแรงถึง 7 ริกเตอร์เอาเลยทีเดียวเจียว...

แต่โดยสรุปรวมความแล้ว...ภัยธรรมชาติที่ยังคงถือเป็นอันตรายสุดๆ ต่อประเทศไทยในห้วงเวลานี้ คงหนีไม่พ้นไปจาก ภัยแล้ง และ ภัยน้ำท่วม อีกเช่นเคย ทั้งๆ ที่ย่างเข้าสู่ฤดูฝนพรำ ตกกระหน่ำเสียจนเปียกปอนไปในบางพื้นที่ แต่ในบางพื้นที่ทั้งๆ ที่มีเขื่อนตั้งโด่เด่รองรับอยู่ เทวดา พญานาค ท่านดันหอบฝนไปตกที่ท้ายเขื่อนกันไปซะนี่!!! โดยเฉพาะ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งเพิ่งจะสร้างเสร็จไปเมื่อไม่กี่สิบปี โดยปริมาณความจุของเขื่อนสามารถบรรจุน้ำได้ถึง 960 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่มาถึง ณ ขณะนี้...ปริมาณน้ำเท่าที่เหลืออยู่ในเขื่อน มีเพียงแค่ 89 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ เพียงแค่ 9 เปอร์เซ็นต์ของความจุเท่านั้น...

ส่วนในพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ได้มีเขื่อน...ปริมาณฝนที่เกิดจากร่องความกดอากาศต่ำไหลเลื่อนมาจากจีนตอนใต้ หรือ จากอิทธิพลลมมรสุมก็แล้วแต่ ได้เริ่มซัดกระหน่ำภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ จนหลายหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ กลายเป็นทะเลสาบไปเรียบร้อยแล้ว ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ว่ากันว่า...ยังไม่ถึงกับหนักหนาสาหัสซักเท่าไหร่ แต่นับจากกลางเดือนนี้เป็นต้นไป ก็เตรียมตกน้ำป๋อมแป๋มกันได้เลย ส่วนกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรามหาดิลก พบนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ฯ ของเราจะเป็นเช่นไร? คงแทบไม่ต้องพูดถึง....แค่ฝนตกลงมาซักจึ๊กสองจึ๊ก ผู้คนก็สามารถเกิดอาการประสาทกินเพราะรถติดไปทั่วทั้งมหานครได้แบบฉับพลันทันที...

แต่ความทุกข์ หรือ ความหงุดหงิดของผู้คนในกรุงเทพมหานครฯ นั้น...ยังถือว่าไม่เท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับบรรดาเกษตรกรในชน บท ผู้ซึ่งต้องเจอกับภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม แถมยังมีภัยเพลี้ยกระโดดตามมาติดๆ ชนิดไม่ขาดสาย ตามการคาดคำนวณของนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสแห่งองค์การอาหารสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ. ซึ่งสำนักข่าวบลูมเบอร์ก เพิ่งจะนำเสนอเป็นรายงานข่าวไปเมื่อ ไม่นานมานี้ สรุปเอาไว้ว่า...ผลผลิตข้าวในประเทศไทยปีนี้น่า จะลดลงเหลือแค่ประมาณ 22 ล้านเมตริกตัน อันเป็นปริมาณที่ถือได้ว่า ต่ำที่สุดในรอบ 8 ปี รวมทั้งถ้าหากมองไปถึงปริมาณผลผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหาร ในเขตที่ถือเป็นอู่ข้าว อู่น้ำ ย่านเอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะไล่มาตั้งแต่อินเดีย จีน ปากีสถาน บังกลาเทศ ตลอดไปจนแถบที่ราบปากแม่น้ำโขงในเวียดนาม ที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดีในพม่า ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ต้องเจอกับภัยธรรมชาติคุกคามชนิดเดี้ยงไปเป็นแถบๆ ด้วยกันทั้งสิ้น...

ปริมาณการส่งออกข้าวเวียดนามเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งอุตส่าห์ดิ้นรนขยับไปถึงตัวเลขประมาณ 6.5 ล้านตัน ปีนี้...ว่ากันว่ายังไงๆ ก็ดิ้นไปไม่ถึงแน่ๆ พม่าที่เคยส่งออกข้าวเมื่อปีที่แล้วประมาณ 8 แสนตัน ปีนี้ไม่รู้ว่าจะเหลือข้าวพอกินในประเทศหรือไม่? ไม่ต่างไปจากจีน อินเดีย และอีกหลายๆ ประเทศ ด้วยเหตุนี้โอกาสที่ราคาข้าวจะถีบตัวพุ่งทะยานไปถึงประมาณ 500 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ภายในปลายปีนี้มีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ และเมื่อราคาข้าว ราคาธัญญพืชแต่ละชนิด เริ่มขยับตัวกันแบบวูบๆ วาบๆ สิ่งที่จะปรากฏตัวตามมาก็อาจจะเป็น วิกฤติการณ์อาหารรอบใหม่ ที่จะย้อนกลับมาเยือนในระดับหนักหน่วงกว่า หรือ ไม่น้อยไปกว่าเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว...

ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้...แม้นจะไม่ต้องนำเอาหลักโหราศาสตร์มาใช้อธิบายก็ตาม เอาแค่หลักเศรษฐศาสตร์แบบหยาบๆ ง่ายๆ ก็พอมองเห็นแล้วว่า...ภายใต้ภาวะที่ ธรรมชาติท่านกำลังเอาคืน เช่นนี้ โอกาสที่จะนำไปสู่ปัญหาร้ายๆ ไม่ว่าในทางรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือ แม้กระทั่งกระยาศาสตร์ ย่อมเป็นไปได้สูงขึ้นเรื่อยๆ หนักหน่วงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ นอกซะจากมนุษยชาติรายไหนก็ตามที่มองเห็นถึงความเป็นจริงเหล่านี้ แล้วหาทางปรับตัว ปรับทิศทาง ของสังคม ของประเทศ ให้สอดคล้องไปกับข้อเท็จจริงทางธรรมชาติเท่านั้นเอง ถึงจะพอมองเห็นทางรอด หรือ ทางออกของสังคมนั้นๆ...

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก ท่านพุทธทาสภิกขุ....ทำลายธรรมชาติกันวันละล้านๆ ตัน แต่กลับได้ผลเป็นการส่งเสริมความเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้นๆ และได้รับผลตอบแทนจากธรรมชาติอย่างสมน้ำหน้า คือ ได้ทำให้ยุคพระอาทิตย์  7 ดวงกำลังจะมาถึง....

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง