ทำเนียบฯ * เลิกแล้วค่ะ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 3 จังหวัด ลำปาง-ร้อยเอ็ด-สกลนคร "ประวิตร" ชงเองอ้างข้อมูลทัพภาค 1-3 เห็นพ้อง เจ้าหน้าที่เอาอยู่ ส่วน 16 จังหวัดยังสุ่มเสี่ยง "มาร์ค" ผวา! ใช้อำนาจเกินเลย สั่งเลขาฯ สมช.ทำรายงานยิบ เผยมีเจ้าหน้าที่โมเมจับ ผิดจราจรอ้าง กม.ติดหนวดเฉย "เด็จพี่" แขวะเหมือนเลี้ยงไข้ ศอฉ.-รัฐเพิ่งตื่น ยืมไอเดีย"ธรรมกาย" ตั้งทีมสยบข่าว หวังล้าง สมองรากหญ้า
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ 20 ก.ค. ได้มีมติสำคัญคือการยกเลิกประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 3 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดลำปาง ร้อยเอ็ด และสกลนคร แต่ยังคงใช้อยู่อีก 16 จังหวัด ซึ่งรวมทั้งกรุงเทพมหานครด้วย
โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้เหตุผลในการยกเลิก พ.ร.ก.ใน 3 จังหวัดดังกล่าวว่า ได้ประเมินแล้วว่าสถาน การณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ได้ให้นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำรายงานมาอย่างต่อเนื่องว่าการใช้อำนาจต่างๆ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินใน พื้นที่ต่างๆ เป็นอย่างไร เพื่อให้สามารถติด ตามและตรวจสอบการใช้อำนาจต่างๆ และเพื่อประโยชน์ในการประเมินได้อย่างรวดเร็วว่ามีจังหวัดใดที่สามารถยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการไม่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินใน 16 จังหวัดว่า ยังมีการเคลื่อน ไหวอยู่ และเจ้าหน้าที่ต้องการอำนาจดูแลเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย แ ต่ก็น่าจะทยอยยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ต่างๆ ได้ เพราะแนวทางที่พูดไว้ตั้งแต่ต้นคือเวลาที่ขยายไปไม่ได้แปลว่าต้องครบ 90 วัน จึงต้องมีการรายงานมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินอยู่ตลอดเวลา
"จังหวัดที่เหลือที่ยังไม่ประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะยังมีความเคลื่อนไหวในหลายรูปแบบ มีการประชุมวางแผนและเรื่องต่างๆ ทำให้เราต้องระมัดระวัง เพราะรัฐบาลต้องการให้มีเสถียรภาพและความเป็นปกติดำรงอยู่ และสามารถบริหารจัดการได้ต่อไป ซึ่งคงไม่เป็นผลดีเท่าไหร่ถ้าหากยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปแล้วเกิดความวุ่นวายอีก เพราะจะเป็นปัญหาต่อภาพรวมทั้งหมด" นายอภิสิทธิ์กล่าว
เมื่อถามว่า ถึงวันเกิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงได้รายงานหรือไม่ว่ามีอะไรที่น่ากังวล นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าว แต่ก็ติดตามเรื่องนี้อยู่ตลอด ซึ่งมีหลายจุดที่จะจัดงานต่างๆ แต่อยากชี้แจงว่ากิจกรรมต่างๆ ที่ทำขึ้น หากไม่กระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อย ก็สามารถดำเนินการได้ภายใต้ พ.ร.ก.
นายถวิล เปลี่ยนสี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า การคง พ.ร.ก. 16 จังหวัด เพราะยังมีความเคลื่อนไหวอยู่ สถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจในหลายลักษณะ เช่น การติดต่อไปมาหาสู่แกนนำที่ยังมีความมุ่งมั่นอยู่ ซึ่งหากสถานการณ์เรียบร้อยลงบางระดับ ศอฉ.ก็ไม่อยากคงประกาศไว้ เพราะนายกฯ ย้ำว่าในที่สุดแล้วต้องใช้กฎหมายปกติ
นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกรัฐบาล แถลงถึงผลการประชุม ครม.ในการยกเลิก พ.ร.ก. ใน 3 จังหวัดว่า ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้ชี้แจงถึงภาพรวมสถานการณ์ว่ายังมีความเคลื่อนไหวอยู่ คือ 1. ยังมีการชุมนุมทางการเมือง 2.เปิดสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม 3.สร้างความวุ่นวายต่างๆ 4.เคลื่อนไหวนอกประเทศ 5.ปลูกฝังแนวคิดทางการเมืองกับเยาวชน 6.ความพยายามสร้างความแตกแยกในหมู่ข้าราชการ และ 7.ข่มขู่ ลอบทำร้ายระดับบุคคลสำคัญหรือวีไอพี โดย ศอฉ.ประเมินว่าการชุมนุมจะเกิดขึ้นทันทีถ้าประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วน 5 จังหวัดที่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปก่อนหน้านั้นไม่มีความเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยประเมินว่าน่าจะอยู่ในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก และแกนนำคนสำคัญหลายคนถูกจับกุม ส่วนแกนนำท้องถิ่นไม่มีการเคลื่อนไหว เนื่องจากขาดการสนับสนุนทางการเงิน
"กองทัพภาคที่ 1 ,2 และ 3 ได้พิจารณาเห็นสมควรให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั้ง 3 จังหวัด ด้วยเหตุผลว่า 1. ไม่มีความเคลื่อนไหวของแกนนำและประชาชน 2.ไม่ปรากฏสิ่งบอกเหตุของการ สร้างสถานการณ์ของผู้ไม่ประสงค์ดี 3.กำลังและ อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสามารถปฏิบัติ หน้าที่ได้ตามปกติ รองรับสถานการณ์ได้"
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ในฐานะ รอง ผอ.ศอฉ. เป็นผู้เสนอต่อ ครม.ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในบางจังหวัด ซึ่งนายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทยก็เสนอด้วย
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการยกเลิก พ.ร.ก.ใน 3 จังหวัดว่า รัฐบาลประชาธิปไตยไม่อยากประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่แล้ว เพราะกลัวจะกระทบฐานเสียงและความรู้สึกประชาชนในพื้นที่นั้นๆ แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อได้รับรายงานจากหน่วยงานความมั่นคงยังจำเป็นต้องคง พ.ร.ก.เอาไว้ แต่ก็มีความกังวลว่าเมื่อประกาศยกเลิกไปแล้วกลุ่มที่เคลื่อนไหวจะย้ายจากจุดหนึ่งไปก่อเหตุอีกจุดหนึ่ง
รายงานข่าวจากที่ประชุม ครม.แจ้งว่า การพิจารณายกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในบางพื้นที่ เป็นวาระการพิจารณาลับมาก โดยเอกสารฉบับดังกล่าวมีปริมาณ 1 หน้าครึ่ง ซึ่งกรรมการ ศอฉ. ได้จัดทำเอกสารรายงานชี้แจงใน ครม.เสร็จก็ดึงเอกสารกลับทันที โดยใช้เวลาพิจารณาสั้นมาก และไม่มีข้อเสนอแนะหรือข้อท้วงติงใดๆ เนื่องจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯไม่อยู่
"ที่นายกฯ สั่งให้ สมช.ไปทำรายละเอียดการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.มา เพราะมีความสับสนในการอ้างอำนาจ โดยนายกฯ ยังพูดติดตลกว่า เจ้าหน้าที่ไปจับคนทำผิดจราจรยังอ้างเป็นอำนาจของ พ.ร.ก.หรือ ศอฉ.เลย"
พล.ต.ท.ตรีทศ รณฤทธิวิชัย ผบช.ส. กล่าวถึงการประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในบางจังหวัดว่า ยังมีความพยายามเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบในหลายพื้นที่ โดยจะจับตาดูการเคลื่อนไหวของกลุ่มในพื้นที่เสี่ยงตั้งแต่เชียงใหม่ อุดรธานี และขอนแก่น โดยต้องอาศัยความร่วมมือของประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา ให้ความร่วมมือกับทางราชการ ไม่อย่างนั้นพอมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นจะมาโทษว่าเป็นฝีมือของตำรวจ ทหาร เป็นผู้สร้างสถานการณ์
พล.ท.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวว่า จากการพิจารณาสถานการณ์กองทัพภาคที่ 3 เห็นว่า จ.ลำปางน่าจะให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้ แต่เชียงใหม่และเชียงรายยังให้คงไว้ เพราะยังมีความเคลื่อนไหว และต้องขอดูเหตุการณ์สักระยะ โดยได้ส่งเรื่องนี้ให้ ศอฉ. พิจารณาแล้ว ส่วนการจัดงานวันเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณในเชียงใหม่นั้น สามารถจัดงานได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย ซึ่งหน่วยความมั่นคงจะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด หากพบผิดกฎหมายจะดำเนินการทันที
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวในเรื่องนี้ว่า เป็นการยกเลิกที่ไม่ถูกต้อง เพราะตามเจตนารมณ์กฎหมาย เมื่อสถานการณ์ยุติลงแล้วต้องยกเลิกทันทีทั้งหมด ไม่ใช่ทำเหมือนเลี้ยงไข้ ยกเลิกทีละ 3 จังหวัด 4 จังหวัดต่อสัปดาห์ เหมือนเป็นการสร้างภาพเรียกคะแนน แทนที่จะเลิกในคราวเดียว ก็ค่อยๆ เลิกเพื่อทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลกำลังทำดีขึ้นเรื่อยๆ นี่คือแผนจิตวิทยาหลอกล่อเพื่อหวังให้ตัวเองอยู่ในอำนาจต่อไปเท่านั้น
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. แถลงผลการประชุมว่า เจ้าหน้าที่ได้รายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่ม น ปช.ในต่างจังหวัดเรื่องการเตรียมงานวันเกิด พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งที่ประชุมไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ เพราะเป็นเรื่องทำได้ ไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร และหากงานดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกคงจะไม่มีปัญหาอะไร
พ.อ.สรรเสริญยังกล่าวว่า ที่ประชุม ศอฉ.ยังได้ตั้งคณะทำงานเพิ่มเติมขึ้นมาอีก 1 ชุด คือ คณะทำงานติดตามข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้น เพราะปัจจุบันมีบางกลุ่มพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ประชาชนเข้าใจผิดต่อเจ้าหน้าที่รัฐ จึงมีคณะทำงานเพื่อป้องกันการบิดเบือน และป้องกันการปลุกระดม ซึ่งคณะทำงานประกอบด้วย ผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดีเอสไอ ทหาร และอัยการสูงสุด รวมถึงทีมโฆษก ศอฉ. ซึ่งเหตุผลที่ตั้งเกิดจากกรณีนายพร้อมพงศ์ระบุว่าเจ้าหน้าที่ทหารได้ควบคุมตัวบุคคลกลุ่มเสื้อแดงไว้ในค่ายทหาร ทำให้ประชาชนเกิดสับสนและเข้าใจผิด ซึ่งหากนายพร้อมพงศ์ยังกระทำอีก และไม่เป็นข้อมูลข้อเท็จจริง คณะทำงานจะร้องทุกข์กล่าวโทษ
พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า พล.อ.ประวิตรได้อธิบายต่อที่ประชุมกรณี ครม.ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 3 จังหวัดว่า รัฐบาลไม่ได้ซื้อเวลา หรือยกเลิก พ.ร.ก.รายสัปดาห์ แต่ได้ดูข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นจริงจากที่ ศอฉ.ได้ประมวลข้อมูลแล้วส่งให้
แหล่งข่าวสำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแจ้งว่า สำนักโฆษกเตรียมเสนอออกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการพลเรือนด้านบริหารข้อมูลข่าวสารเพื่อการประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐที่ดูแลหน่วยงานด้านความมั่นคงด้านการข่าว ป้องกันการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารและเร่งประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลไปยังประชาชนให้เข้าใจมากขึ้น โดยแนวคิดนี้ได้ความคิดมาจากธรรมกายและหลวงตามหาบัว
สำหรับโครงสร้างบริหารการข่าวของศูนย์ฯ จะประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ 1.การ บริหารงานข่าวและการประชาสัมพันธ์ผลงานภาครัฐ โดยจะมีองค์กรด้านความมั่นคงและการปกครอง อาทิ สมช., กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.), กรมประชาสัมพันธ์ และสื่อมวลชน 2.ฝ่ายปฏิบัติการจะประกอบด้วยเครือข่ายกระทรวงมหาดไทยเป็นหลัก และ 3 นายอำเภอ ที่ประกอบด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทุกระดับ ที่เป็นเครือข่ายระดับรากหญ้า ที่เป็นเป้าหมายในการปฏิบัติการงานข่าวและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร
"สาเหตุที่จัดตั้งหน่วยงานขึ้นมา เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดปัญหาสำคัญ 2 ด้าน คือ สถาบัน และการบิดเบือนข้อมูล ซึ่งทำให้ผู้รับสารโดยเฉพาะประชาชนระดับล่างหลงเชื่อ เช่น พีทีวี หรือเอเชียอัพเดต เป็นต้น".

