แล้วคณะรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีมติเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมให้ยกเลิกการประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ 3 จังหวัดจาก 19 จังหวัด อันได้แก่ จังหวัดร้อยเอ็ด ลำปาง และสกลนคร
โดยก่อนหน้านั้น ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ได้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปแล้ว 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดศรีสะเกษ กาฬสินธุ์ นครสวรรค์ น่าน และนครปฐม
ส่งผลให้ปัจจุบันมีจังหวัดที่ยังคงประกาศใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าวทั้งสิ้น 16 จังหวัด คือ 1.กรุงเทพมหานคร 2.นนทบุรี 3.พระนครศรีอยุธยา 4.ปทุมธานี 5.เชียงใหม่ 6.เชียงราย 7.อุบลราชธานี 8.มหาสารคาม 9.หนองบัวลำภู 10.มุกดาหาร 11.อุดรธานี 12.นครราชสีมา 13.ชัยภูมิ 14.ขอนแก่น 15.ชลบุรี และ 16.สมุทรปราการ
นายกรัฐมนตรีได้ให้เหตุผลที่ยังไม่มีการยกเลิกอีก 16 จังหวัดที่เหลือว่ายังมีความเคลื่อนไหวอยู่? และได้มอบหมายให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จัดทำรายละเอียดถึงการใช้อำนาจต่างๆ ในพื้นที่ที่มีการยกเลิก รวมถึงพื้นที่ที่ยังประกาศใช้อยู่
ดูหมือนเป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้รัฐบาลซึ่งถูกครหาถึงการใช้อำนาจที่อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนสามารถมีคำตอบในแง่หนึ่งต่อสังคม และองค์กรพิทักษ์สิทธิต่างๆ แต่รัฐบาลก็ยังมีคำถามต้องตอบให้ชัดเจนอีกเช่นกันว่า ความเคลื่อนไหวที่มีอยู่นั้นไม่สามารถใช้กฎหมายอันเป็นปกติควบคุมได้อยู่หรือ!
เพราะเพียงแค่ลมปากของนายกฯ ที่บอกว่ายังมีความเคลื่อนไหว และทั้ง 16 จังหวัดไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินยาวถึง 90 วันตามที่ ครม.มีมติก็ตาม เพียงเป็นแค่การทิ้งหัวเชื้อให้บรรดา 16 จังหวัดได้เฝ้าฝันว่าในการประชุม ครม.สัปดาห์หนึ่งสัปดาห์ใดที่ "หวย" อาจมาถูกจังหวัดของตัวเองเท่านั้น
แทนที่รัฐบาลจะมีการกำหนดกฎเกณฑ์ที่แน่ชัดว่าด้วยความเคลื่อนไหวอันใดบ้างที่ถือเป็นความไม่สงบจนต้องคง พ.ร.ก.ไว้ เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึงหน่วยงานทหารและตำรวจสามารถจัดการบริหารภายในกันเอง และเมื่อสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าว ก็ปลดแอก พ.ร.ก.ลงได้
ต้องไม่ลืมว่า การคง พ.ร.ก.ที่ยาวยืดมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงปัจจุบันนั้น ถือเป็นการใช้อำนาจของรัฐบาลประชาธิปไตยที่ใช้กฎหมายค่อนไปทางเผด็จการที่ยาวนานที่สุดตั้งแต่มีกฎหมายดังกล่าวมา จึงไม่แปลกใจที่องค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงองค์กรเอกชนทั้งหลายจะเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้ยกเลิกเสีย
นี่ยังไม่นับถึงเรื่องงบประมาณที่ยังต้องใช้ควบคู่กับการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวด้วย ซึ่งยังเป็นคำถามที่สังคมก็รอดูคำตอบเฉกเช่นเดียวกับอำนาจในการใช้ พ.ร.ก.ที่ผ่านมา
กรณีข่าวการขังลืม ซึ่งจะจริงเท็จประการใดย่อมสามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนในอนาคต แต่ต้องไม่ลืมว่าตราบใดที่ยังมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตราบนั้นข่าวดังกล่าวก็จะมีการผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ เพื่อคอยสั่นคลอนการใช้อำนาจดังกล่าว ยังไม่นับรวมถึงการโยงใยไปยังความไม่มั่นใจของต่างประเทศที่อาจจะมีหรือไม่มีก็ตามทีในการเดินทางเข้าประเทศไทย
การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินแบบหยิบเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆ หนึ่งสัปดาห์ที 2 สัปดาห์ที คงไม่ช่วยแก้ไขปัญหาความคับข้องใจของหลายฝ่ายได้ โดยเฉพาะเมื่อนายอภิสิทธิ์ตั้งเป้าฝันในการปรองดองแห่งชาติ เงื่อนไขหนึ่งที่จะปลดล็อกก็คือ ต้องมีความชัดเจนในการคงอยู่ และการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
เพราะหาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในแต่ละจังหวัดยังคงมีแค่ความพร่ามัว ไม่มีความชัดเจน ก็อาจเป็นดังคำครหาของพรรคฝ่ายค้านที่บอกว่า การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินแบบกระจุ๋มกระจิ๋ม เป็นแค่การเลี้ยงไข้ของรัฐบาลเท่านั้นเอง.

